ใครอยากไปเที่ยวแม่กำปอง เชียงใหม่ แต่ไม่มีรถทำยังไงดี? วันนี้ชิลไปไหนจะพาไปรีวิวฮาวทูเที่ยวแม่กำปองแบบไม่มีรถส่วนตัว กำงบคนละ 3-4 พันก็เอาอยู่ (รวมทุกอย่างแล้ว) แท็กเพื่อน ชวนแฟนไปแอ่วหมู่บ้านน่ารักสุดสโลว์ไลฟ์แห่งนี้กันดีกว่า!



เราเริ่มต้นเดินทางคืนวันเสาร์ ซื้อตั๋วรถทัวร์นครชัยแอร์ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 22.30 น. ตามกำหนดไปถึงเชียงใหม่ประมาณ 07.15 น. ค่ารถแบบเฟิร์สคลาสคนละ 823 บาท


ภายในรถแบ่งที่นั่งเป็นเบาะเดี่ยว และเบาะคู่ริมหน้าต่างแถวละ 3 ที่นั่ง กว้างขวาง ไม่อึดอัดแถมมีจอทีวีส่วนตัวให้ดูหนังแก้เบื่อระหว่างทางได้ด้วย


พอมาถึงเชียงใหม่เราไปขึ้นรถกันที่ท่ารถตู้เชียงใหม่-น้ำพุร้อนสันกำแพง แถวตลาดวโรรส มีรถไปแม่กำปองวันละ 4 เที่ยว รอบเวลา 7.40, 9.30, 11.40, 14.30 น. (รอบ 7.40 กับ 11.40 น. เป็นรถตู้, รอบ 9.30 กับ 14.30 น. เป็นรถแวน)


ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษๆ รถตู้ก็พามาถึงจุดหมายที่ท่ารถบริเวณศูนย์การเรียนรู้แม่กำปอง ซึ่งเราก็จองขากลับไว้เรียบร้อยแล้ว ตรงนี้เป็นจุดขึ้นรถตู้โดยสารระหว่างแม่กำปอง-เชียงใหม่ และยังมีท่ารถสองแถวสำหรับเหมาเที่ยวแม่กำปองจอดอยู่ใกล้ๆ ด้วย


จากท่ารถเราเดินไปเติมพลังมื้อเช้ากันที่ร้านข้าวซอยกลอยใจ ร้านอาหารที่อยู่ใจกลางแม่กำปอง ตรงข้ามกับร้านกาแฟลุงปุ๊ด&ป้าเป็ง จุดเด่นคือที่นั่งริมระเบียงชั้นสองที่สามารถมองเห็นวิวความคึกคักของแม่กำปองระหว่างทานอาหารไปด้วยได้


มื้อแรกจัดไปกับเมนูข้าวซอยไก่และขนมจีนน้ำเงี้ยวคนละชาม

ร้านข้าวซอยกลอยใจ
ที่ตั้ง หมู่บ้านแม่กำปอง ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่
เปิด ทุกวัน 8.00-18.00 น.
โทร. 086-1981010


จากนั้นเราลากกระเป๋าไปยังแม่กำปองปางกลาง วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับที่พักแม่กำปองบรรยากาศสุดชิล ที่เชื่อว่าจะต้องกลายเป็นจุดเช็คอินใหม่แห่งแม่กำปองแน่นอน!


ถึงแล้วววว...ที่พักคืนนี้ของเรา The Garret@Mae Kampong แค่เห็นด้านนอกยังน่ารักขนาดนี้ ด้านในจะสวยขนาดไหน ตามไปดูกันเลย!


ทางเข้าด้านหน้าบรรยากาศดูอบอุ่น มีกลิ่นอายของล้านนาผสมโมร็อคคันเบาๆ


บริเวณล็อบบี้เล็กๆ ตกแต่งเก๋ไก๋ เรียกว่าได้ใจตั้งแต่เช็คอินเลยจ้า!


ที่นี่เกิดจากแรงบันดาลใจของเจ้าของที่พัก ผู้เป็นทั้งมัณฑนากร สถาปนิกและอาจารย์สอนศิลปะ ที่ต้องการปรับปรุงบ้านไม้เก่าของอากงอายุกว่า 30 ปีให้กลายเป็นที่พักบรรยากาศอบอุ่นที่ยังคงเสน่ห์ของความเป็นแม่กำปองและเชียงใหม่ไว้ ภายใต้การตกแต่งที่ผสมผสานทั้งสไตล์โบฮีเมียนและชนเผ่า


เราหลงรักมุมนั่งเล่นตรงนี้มากกก... อยากทิ้งตัวลงไปนอนกลิ้งเล่นทั้งวัน ไม่ออกไปไหนเลยจริงๆ


มุมนี้เหมาะจะมาสวีท นั่งจิบชาฟังเสียงน้ำตกกับคนรู้ใจมากๆ


ด้านข้างยังมีคาเฟ่เล็กๆ ที่เสิร์ฟเมนูกาแฟออร์แกนิคโดยเฉพาะ ใครเป็นคอกาแฟบอกเลยว่าห้ามพลาด!!


ไปสำรวจห้องพักกันบ้าง จุดเด่นของที่นี่อีกอย่างคือมีที่พักสไตล์ห้องใต้หลังคา ให้เราได้แปลงร่างเป็นเด็กอีกครั้ง กับห้องพักใต้หลังคาที่มีให้เลือกถึง 6 แบบ 6 สไตล์


"ห้องสุขฤทัย" ห้องใต้หลังคาที่สามารถนอนชมวิวน้ำตก ได้จากบนเตียงนอน บรรยากาศน่ามาพักผ่อนมากๆ


ห้องนี้ชื่อว่า ดอกกำปองโบฮีเมียน ตกแต่งเก๋ไก๋สมชื่อห้อง ใครที่ชอบสไตล์นี้รับรองว่าฟิน!


"ห้องดอกหางนกยูง" ห้องใต้หลังคาที่พักได้ 3 คน มีที่นอนขนาด King size และ Single size (ใช้ห้องน้ำรวม) 


ส่วนใครมาเป็นแก๊งค์หรือครอบครัวใหญ่ แนะนำห้องนี้เลย "ห้องดอกกำปอง" พักได้ 5-6 คน ราคาเริ่มต้นที่ 8,000 บาท (รวมอาหารเช้า)

แม้จะเป็นห้องใต้หลังคาแต่ก็ดูโปร่งโล่ง ไม่อึดอัดเลยค่ะ เพราะมีกระจกใสเหนือเตียงให้เรานอนชมวิวสีเขียวของต้นไม้ด้านนอกได้ด้วย


ห้องนี้มีห้องน้ำส่วนตัวให้โดยเฉพาะ พร้อมเครื่องทำน้ำอุ่นและสุขภัณฑ์ทันสมัย สะดวกสบายสุดๆ


มุมนั่งเล่นส่วนกลางของโซนห้องใต้หลังตา มีหมอนอิงและพรมนุ่มๆ ให้เรานอนเอกเขนกได้ทั้งวัน ชิลมากเว่อร์!


มาดูห้องพักโซนด้านล่างกันบ้าง แต่ละห้องสวยจนใจละลาย มีกิมมิคเก๋ไก๋ทั้งโคมไฟจักสานที่ประยุกต์จากสุ่มดักปลาประดับด้วยพู่ม้ง หรือผ้าคลุมเตียงสวยๆ จากอินเดีย บาหลี ฯลฯ ที่เจ้าของเก็บสะสมนำมาใช้ตกแต่งให้ห้องพักที่นี่ดูมีเสน่ห์อบอุ่นน่าพักยิ่งขึ้น


ห้องน้ำแต่ละห้องสวยเก๋ไม่แพ้ห้องนอน มีสุขภัณฑ์และสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมทั้งฝักบัว เครื่องทำน้ำอุ่น และอ่างล้างหน้า


อย่างห้องนี้มีชื่อว่า "กิ่วฝิ่น" สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดเช็คอินชื่อดังของแม่กำปอง แค่เห็นสไตล์การตกแต่งห้องก็ตัดสินใจจองโดยไม่ลังเลเลยจ้า!

มาถึงห้องพักไฮไลท์ของที่นี่อย่าง "ห้องติดลำธาร" (พักได้ 4 คน) ภายในห้องมีเตียง King size 2 เตียง พร้อมระเบียงพักผ่อนและห้องน้ำส่วนตัว สามารถชมวิวน้ำตกได้จากหน้าห้องพักเลย


ห้องนี้ติดลำธารชั้นล่าง สามารถเดินออกไปชมน้ำตกที่ระเบียงหน้าห้องได้เหมือนกัน


มาถึงที่พักโซนใหม่ล่าสุดอย่างห้องกระโจม ที่พักสไตล์เต็นท์กระโจมสุดชิล วิวน้ำตก นอนฟังเสียงน้ำไหลชิลๆ ได้ทั้งคืน


ห้องนี้มาพร้อมกับระเบียงนั่งเล่นส่วนตัวหน้ากระโจม พื้นปูด้วยหญ้าเทียมสีเขียวสบายตา พร้อมยังมีเบาะนุ่มๆ ให้นั่งเล่นและพร็อบเก๋ๆ ให้ถ่ายรูป เหมาะกับสายชิลที่รักธรรมชาติสุดๆ


ลืมบอกไปว่าเราฝากท้องที่ที่พักทั้ง 3 มื้อเลยค่ะ มีทั้งเมนูอาหารพื้นเมืองอย่างไส้อั่ว,น้ำพริกหนุ่ม,ผัดฟักแม้ว ฯลฯ และอาหารจานเดียวง่ายๆ แต่รสชาติอร่อยมากกกก..ไว้ให้บริการแขกที่มาพักที่นี่ด้วย


บรรยากาศตอนกลางคืนโรแมนติกสุดๆ แถมยังหนาวจนไม่จำเป็นต้องมีแอร์เลย ธรรมชาตินี่แหละฟินสุดๆ แล้ว


จิบชาหน้าเต็นท์เบาๆ ใครมาคนเดียวกลัวเหงา แนะนำให้ชวนแฟนมาด้วยน้า..อิอิ


ตอนเช้าเราตื่นมาทานอาหารเช้ากันท่ามกลางเสียงน้ำตกและบรรยากาศสดชื่น


ข้าวต้มกุ้งทรงเครื่องหอมๆ เสิร์ฟพร้อมน้ำชาร้อนๆ และยังมีน้ำผลไม้อย่างน้ำส้มและผลไม้สดไว้ให้ตบท้ายมื้อเช้าสุดฟิน

ที่ตั้ง 54/8 หมู่3 หมู่บ้านแม่กำปอง (ปางกลาง) ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน เชียงใหม่
ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2,500-12,000 บาท
โทร. 088-2092067,0992611999
 



คืนที่สองเรามูฟมาพักในโซนแม่กำปองใน กับที่พักเรียบง่ายสไตล์โฮมสเตย์ "บ้านฮิมฮ้วย ลุงปุ๊ด&ป้าเป็ง" ค่าที่พักรวมอาหารเช้าคนละ 650 บาท


ห้องสะอาดและกว้างมากๆ แม้จะไม่มีแอร์ แต่ก็มีพัดลมให้ ซึ่งบอกเลยว่าตอนที่เราไปไม่ต้องใช้พัดลมเลย แถมตอนกลางคืนต้องลุกมาปิดหน้าต่างอีกต่างหาก เพราะมันหนาวมากกก... 


ตอนกลางวันเราไปทานมื้อเที่ยงกันที่ร้าน "ก๋วยเตี๋ยวนายเอ ณ แม่กำปอง" ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าเด็ดที่เจ้าถิ่นแนะนำให้ไปลอง ร้านอยู่ติดริมถนนเส้นหลักของหมู่บ้านแม่กำปองเลย หาไม่ยาก บรรยากาศชิลๆ มีต้นไม้ล้อมรอบดูร่มรื่นสบายๆ


เมนูเด็ดร้านนี้มีทั้งก๋วยเตี๋ยวหมูหมัก เนื้อตุ๋น ลูกชิ้น ส้มตำ ไข่กระทะ และยังมีเมนูเครื่องดื่มชา-กาแฟให้เลือกสั่งหลากหลาย ที่สำคัญ ราคาไม่แพง สบายกระเป๋า แถมยังได้นั่งห้อยขาชิลๆ กินก๋วยเตี๋ยวชมวิวหมู่บ้านแม่กำปองไปด้วยได้อีกต่างหา


อิ่มแล้วไปเดินเล่นสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน แม่กำปองเป็นชุมชนที่ยังคงธรรมชาติมากๆ มีธารน้ำตกไหลผ่านตลอด ถึงแม้ตอนช่วงบ่ายจะแดดแรง แต่อากาศไม่ร้อนเลยค่ะ


จากนั้นเดินฟิตขึ้นเนินไปเช็คอินร้านกาแฟเปิดใหม่วิวสวย "ระเบียงวิว@แม่กำปอง" จุดเด่นของร้านนี้คือระเบียงกว้างๆ ที่สามารถชมวิวหมู่บ้านแม่กำปองได้จากมุมสูง

ที่ตั้ง หมู่บ้านแม่กำปอง ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน เชียงใหม่เปิด ทุกวัน 8.00-17.00 น.
โทร. 093-9647794
 


มุมนี้ถ้ามาช่วงเย็นคนจะแน่นเป็นพิเศษ เพราะสามารถชมวิวได้ทั้งหมู่บ้านแม่กำปอง ภูเขาที่ล้อมรอบ และในวันที่อากาศดีท้องฟ้าสดใสจะเห็นวิวเมืองเชียงใหม่อยู่ไกลๆ อีกด้วย


ถ้าใครขี้เกียจเดินและไม่มีรถส่วนตัว ที่แม่กำปองก็มีรถรับส่งจากวัดแม่กำปอง-น้ำตกแม่กำปอง ค่าโดยสารคนละ 20 บาท หรือถ้าอยากขึ้นไปไกลถึงร้านกาแฟไจแอนท์ หรือจุดชมวิวกิ่วฝิ่นก็ยังได้ ถ้ามีนักท่องเที่ยวอื่นๆ ก็แชร์กันไป แต่ถ้าคนน้อยอาจต้องใช้วิธีเหมารถ


ส่วนเราเลือกเดินจากร้านระเบียงวิวไปที่น้ำตกแม่กำปองกันชิลๆ ระยะทางแค่ 450 เมตร เดินดูวิวสองข้างทางไปเรื่อยๆ ชิลๆ ไม่เหนื่อยเลยเมื่อเทียบกับทางเดินที่ต้องขึ้นเนินมาที่ร้านก่อนหน้านี้ อันนั้นน่ะเรียกว่าเนินวัดใจของจริง!


ขากลับเราอ้อมไปตามถนนเข้าหมู่บ้านอีกทาง เจอป้ายร้านกาแฟ "ฮ่อมดอยคอฟฟี่" มีทางเดินเข้าไปเล็กๆ ดูลึกลับ เลยขอแวะเข้าไปสำรวจซะหน่อย 


คอนเซ็ปต์ร้านนี้เค้าเป็นร้านกาแฟและอาร์ตแกลเลอรี่แห่งขุนเขาที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ โดยมีแกลเลอรี่งานศิลปะเล็กๆ ให้ชมกันอีกด้วย
ที่ตั้ง หมู่บ้านแม่กำปอง ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน เชียงใหม่เปิด 8.00-17.00 น. (ปิดวันอังคาร)
โทร. 083-0914758
 

บอกเลยว่าร้านนี้บรรยากาศถูกใจเรามากๆ เป็นร้านกาแฟเล็กๆ กลางป่าติดริมลำธาร บรรยากาศสงบเงียบ ไม่พลุกพล่านเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว เหมาะกับสายชิลที่ชอบจิบกาแฟ ดื่มชาแบบสโลว์ไลฟ์


เราสั่งชาแม่กำปองมาหนึ่งกา เอามาดื่มคู่กับเมนูซาโมซ่ากล้วยราดด้วยช็อกโกแลต เสิร์ฟพร้อมกับวิปครีมหวานมัน เข้ากันลงตัวสุดๆ


มีชิงช้าให้นั่งเล่นถ่ายรูปข้างลำธาร และยังมีน้องแมวรับแขกอีกตัวที่ขี้อ้อนมากๆ ใครมาเที่ยวแม่กำปองแวะมาหาน้องกันได้น้าาา


บรรยากาศตอนพลบค่ำที่แม่กำปอง มีร้านค้าคึกคัก แม้จะเป็นวันธรรมดาอย่างวันจันทร์ก็ยังมีนักท่องเที่ยวเดินสวนกันไปมาตลอด


เราเลือกฝากท้องมื้อเย็นกับอาหารสตรีทฟู้ดง่ายๆ ที่มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งไส้อั่วย่าง,แหนมหมกใบตอง,หมาล่า,ข้าวจี่ ฯลฯ เดินแวะร้านนั้น ชิมร้านนี้ แป๊บเดียวอิ่มตื๊อ!


เช้าวันที่ 3 วันสุดท้ายที่แม่กำปอง เราไปทานมื้อเช้ากันที่ร้านกาแฟลุงปุ๊ด&ป้าเป็ง ที่เราได้คูปองฟรีมาจากที่พักตั้งแต่เมื่อวาน


นอกจากแขกที่มาพักแล้ว ยังมีลูกค้าทั่วไปที่เป็นนักท่องเที่ยวแวะมาจิบกาแฟกันคึกคักตั้งแต่เช้าเลยทีเดีย


มื้อเช้าเบาๆ กับอากาศที่แม่กำปอง 15 องศาฯ


สายๆ เราเก็บกระเป๋า เช็คเอาท์ฝากของไว้กับที่พัก แล้วออกไปเที่ยวกันที่วัดคันธาพฤกษา (วัดแม่กำปอง) วัดประจำหมู่บ้านแห่งเดียวของแม่กำปอง ไหว้พระขอพรก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ


ไฮไลท์ของวัดแห่งนี้ คือโบสถ์กลางน้ำ โบสถ์ไม้สักทองที่ตั้งอยู่กลางธารน้ำตก บรรยากาศสงบ ร่มรื่นมากๆ


มีเวลาเหลือขอแวะช้อปร้านค้าของชาวบ้านข้างทาง "เฮือนบอกฮัก" ร้านนี้น่ารักสมชื่อมากๆ


ใครชอบงานผ้าฝ้ายทอมือเก๋ๆ ลองแวะมาช้อปกันที่ร้านนี้ได้ ด้านในยังเปิดเป็นที่พักแนวโฮมสเตย์เล็กๆ อีกด้วย


จากนั้นเราก็กลับไปเอากระเป๋าที่ที่พัก เพื่อไปขึ้นรถตู้ไปเชียงใหม่แล้วกลับกรุงเทพฯ ด้วยรถทัวร์เหมือนเดิม เวลา 3 วัน 2 คืน อาจเป็นทริปสั้นๆ ที่แม่กำปอง แต่พอได้ลองมาแล้วจึงได้รู้ว่า แม่กำปองน่ะมาไม่ยากหรอก...แต่พอได้มาแล้วจะติดใจอยากมาซ้ำอีกแน่นอนต่างหาก