เชื่อว่าหลายคนคงเคยไปเที่ยวภาคตะวันออกกันอยู่บ่อยๆ แต่น้อยคนที่จะไปเที่ยวทริปเดียวถึงสองจังหวัด แต่ถ้าหากใครพอมีเวลา...เราอยากจะชวนคุณออกเดินทางไปเที่ยวตามรอย 10 จุดเช็คอินจันทบุรี-ตราด สองจังหวัดที่เป็นเหมือนเพชรเม็ดงามของภาคตะวันออก เพราะนอกจากจะอุดมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยๆ ทั้งทะเล ภูเขา และน้ำตกแล้ว ทั้งสองเมืองยังโดดเด่นและมีอัตลักษณ์เป็นของตัวเองทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่หลอมรวมจุดเด่นของหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนาและความเชื่อในท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน


จุดชมวิวเนินนางพญา

มาถึงจันทบุรีทั้งที ก็ต้องมาเช็คอินจุดชมวิวเนินนางพญา จุดชมวิวที่ได้รับการขนานนามว่าสวยที่สุดในภาคตะวันออก และต้องไปเยือนให้ได้สักครั้ง ซึ่งจุดชมวิวนี้ตั้งอยู่ระหว่างหาดคุ้งวิมาน และอ่าวคุ้งกระเบน เมื่อขึ้นไปที่จุดชมวิวเราก็จะเจอกับวิวหน้าผาริมทะเลและวิวถนนบูรพาชลทิศที่โค้งสวยเลียบชายทะเล ที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยล่ะค่ะ รวมถึงจุดชมวิวเนินนางพญานี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกที่หนึ่งอีกด้วย สำหรับใครที่อยากมาชมวิวสวยๆ แบบเราก็สามารถขับรถยนต์ส่วนตัวมาได้ มีที่จอดรถบริการ แต่ถ้านักท่องเที่ยวคนไหนที่พักแถวหาดคุ้งวิมานแล้วอยากปั่นจักรยานมาชมวิวก็สามารถปั่นจักรยานมาได้เช่นเดียวกัน เพราะถนนเส้นนี้มีเลนบริการสำหรับจักรยานค่ะ

จุดชมวิวเนินนางพญา

ที่ตั้ง : หมู่ที่ 7 บ้านท่าแคลง ตำบลสนามไชย อ.นายายอาม จ.จันทบุรี

GPS : https://goo.gl/maps/9rfkjXd8rWWt4orG9


ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากกระราชดำริ 
(ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน)

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนอ่าวคุ้งกระเบน จ.จันทบุรี เป็นโครงการป่าชายเลนที่เกิดจากราชประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ให้อนุรักษ์ป่าชายเลนแบบยั่งยืน โดยใช้ระบบนิเวศน์บำบัดน้ำเสีย ไม่พึ่งสารเคมี ใช้ป่าโกงกางทำความสะอาดน้ำและเป็นพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำ โดยภายในป่าชายเลยจะเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติที่เป็นสะพานไม้ระแนงทอดยาวไปในดงป่าชายเลน เส้นทางมีความยาวประมาณ 1.6 กิโลเมตร เมื่อเดินเข้ามาก็จะได้พบพันธุ์ไม้ป่าชายเลนนานาชนิด และมีศาลาให้ความรู้ 10 ศาลา แต่ศาลาไฮไลท์จะเป็นศาลาอนุสรณ์หมูดุด (พะยูน) ศาลาชมวิวอ่าว และหอดูเรือนยอดไม้ หอที่ทำด้วยไม้ มีความสูงประมาณ 15 เมตร มีบันไดขึ้นลงเป็นแบบบันไดเวียน มีจุดพักในแต่ละชั้น และมีระเบียงทำเป็นที่นั่งพัก ชั้นบนสุดมีลักษณะเป็นระเบียงห้าเหลี่ยม มีที่นั่ง สำหรับชมวิวอ่าวคุ้งกระเบน วิวป่าชายเลนจากมุมสูง และถ้าวันไหนโชคดีอก็าจได้เห็นนกที่อาศัยอยู่ในแถบอ่าวคุ้งกระเบนได้อีกด้วยนะ หรือใครอยากพายเรือคายัคชมป่าชายเลนที่นี่ก็มีบริการค่ะ

ที่ตั้ง : 31 หมู่ 4 ตำบลคลองขุด อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี

เปิดให้บริการ : 08.00-18.00 น. (ไม่มีค่าบริการเข้าชม)

GPS : https://goo.gl/maps/FbxeZL2mfQB8EERp9


เจดีย์กลางน้ำบ้านหัวแหลม

เจดีย์บ้านหัวแหลม ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเทียบเรือประมงบ้านหัวแหลม  อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี อยู่ใกล้กับจุดชมวิวเนินนางพญา เมื่อถึงจุดชมวิวนางพญาขับรถต่อมาประมาณ 1 กม. ก็จะถึงท่าเทียบเรือซึ่งเป็นที่ตั้งของเจดีย์บ้านหัวแหลม บริเวณด้านหน้ามีลานจอดรถบริการ ไฮไลท์ของที่นี่ก็คือ  “เจดีย์บ้านหัวแหลม” ที่เป็นเจดีย์สีขาวเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนโขดหิน กลางน้ำทะเล มีอายุกว่า 200 ปี เชื่อกันว่าสร้างไว้เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวประมง การเดินทางเข้าไปสักการะก็ต้องเดินสะพานไม้ที่พาดผ่านโขดหินยื่นลงไปในทะเล มีระยะทางได้ประมาณ 50 เมตร แต่ถ้าช่วงไหนน้ำลดก็ยังสามารถเดินไปยังเจดีย์ได้อีกด้วยค่ะ

ที่ตั้ง : บ้านหัวแหลม หมู่ 7 ต.สนามไชย อ.นายายอาม จ.จันทบุรี

เปิดให้บริการ : 06.00-18.00 น.

GPS : https://goo.gl/maps/FPUdUpYbcfX1G7uR7


ชุมชนริมน้ำจันทบูร

อีกหนึ่งสถานที่ที่มาจันทบุรีแล้วไม่ควรพลาด “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” ชุมชนริมน้ำเก่าแก่ด้านตะวันตกของอำเภอเมือง ซึ่งที่นี่เป็นชุมชนเก่าแก่กว่า 300 ปี ที่นี่มีบ้านเรือนเก่าแก่ หลายแบบทั้งบ้านริมน้ำแบบไทย ตึกสถาปัตยกรรมแบบยุโรปผสมกับจีน และมีโบสถ์คริสต์ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมลอายุกว่า 200 ปี ระยะทางของชุมชนริมน้ำจันทบูรยาวประมาณ 1 กิโลเมตร จะเดินหรือปั่นจักรยานเที่ยวก็ได้ค่ะ ตามทางก็จะมีป้ายบอกทางและจุดเช็คอินสำคัญอยู่ตลอดทาง ตามเส้นถนนชาวบ้านก็จะออกมาขายสินค้ามากมาย รวมถึงถ้าเราเดินไปเรื่อยๆ ก็จะเจอมุมถ่ายภาพยอดฮิต กำแพงโบราณเพ้นท์ภาพมาลิรีนมอนโร ที่เป็นสถานที่ถ่ายละครและโฆษณาหลายเรื่อง

ที่ตั้ง : ถนน สุขาภิบาล ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี

เปิดให้บริการ : เปิดทุกวัน ร้านค้าจะเริ่มเปิด 07.00 น. เป็นต้นไป (วันเสาร์-อาทิตย์ร้านค้าจะเปิดเยอะ)

GPS : https://goo.gl/maps/yWntzXibCuEfXdjZ9


อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล

โบสถ์คาทอลิก หรือ อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ที่มีความเก่าแก่และสวยงดงามที่สุดของจังหวัดจันทบุรี โบสถ์ที่นี่มีอายุ 100 กว่าปีของชุมชนริมน้ำจันทบูร ตัวโบสถ์มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบโกธิค ภายในตกแต่งด้วยกระจกสีที่เรียกว่า สเตนกลาส และสลักลวดลายที่ฝาผนัง โบสถ์แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นโบสถ์คาทอลิกที่เก่าแก่ และสวยที่สุดในประเทศไทย ในส่วนของด้านหน้าโบสถ์จะเป็นที่ตั้งของอนุเสาวรีย์พระนางมารีอา พระมารดาของพระเยซูในศาสนาคริสต์ ใครที่มาเที่ยวจันทบุรีก็อย่าลืมมาถ่ายรูปและชมความสวยงามแลนด์มาร์คจุดนี้กันนะคะ

ที่ตั้ง : 110 ซอย 1 หมู่ 10 ตำบลจันทนิมิต อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี

เปิดให้บริการ : วันจันทร์-วันเสาร์ 09.00-12.00 น. และ 13.00-15.00 น. / วันอาทิตย์ 11.00-15.00 น.

GPS : https://goo.gl/maps/RkkVegJmDSb3LYFG6


อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว

อีกหนึ่งสถานที่ที่จะทำให้ทุกคนชุ่มฉ่ำและผ่อนคลาย คือ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว น้ำตกที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี นอกจากที่นี่จะมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสวยงาม มีปลาพลวงหินมาอาศัยอยู่มากมาย ยังเป็นจุดที่จารึกประวัติศาสตร์สำคัญของไทยอีกด้วย เพราะเป็นน้ำตกที่รัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสถึง 12 ครั้งด้วยกัน  และภายในยังเป็นที่ประดิษฐานของพีระมิดแห่งความรัก เพื่อเป็นที่ระลึกแก่สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี รวมถึงด้านข้างยังมีอลงกรณ์เจดีย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกในการเสด็จประพาสน้ำตกพลิ้วพร้อมพระนางเรือล่มอีกด้วย นอกจากนี้ภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวได้เดินอีกด้วยค่ะ

ที่ตั้ง : เลขที่ 41 ม.12 อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี

อัตราค่าบริการ : ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท

เปิดให้บริการ : 06.00-17.30 น.

เบอร์ติดต่อ : 039-434528

GPS : https://goo.gl/maps/VVTN5S3FmfjkbUzq9


เกาะช้าง

ไม่ได้แค่เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตราดและเป็นเกาะที่ใหญ่อันดับสองของประเทศไทย แต่เกาะช้างยังมาพร้อมกับทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทางทะเลและป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์จนเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ซึ่งนอกจากทะเลสวยๆ สีฟ้าใสแล้ว เกาะช้างยังมีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร ด้วยการที่ยังรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นไว้ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน


เกาะช้างเลี้ยวซ้าย....สัมผัสเสน่ห์ของการล่องเรือมาดชมป่าโกงกางธรรมชาติดั้งเดิม ณ ชุมชนบ้านสลักคอก

ปกตินักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักนิยมเที่ยวทางฝั่งขวาของเกาะช้าง เนื่องจากมีทั้งหาดทรายสวยๆ หลายหาด และยังมีที่พัก ร้านอาหาร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบครัน แต่วันนี้เราจะพาเที่ยวแบบ “เกาะช้างเลี้ยวซ้าย” คือฝั่งซ้ายมือของเกาะช้าง ณ บ้านสลักคอก ซึ่งเป็นที่ตั้งของป่าชายเลนและป่าโกงกางที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะช้าง มีเนื้อที่กว่า 670 ไร่ และหนึ่งในกิจกรรมไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด นั่นคือการ “ล่องเรือมาด” เรือท้องถิ่นที่ใช้ในสมัยก่อนที่ต้องขุดไม้ทั้งต้นมาทำเป็นลำเรือ ปัจจุบันนี้หาชมได้ยากแล้ว แต่ชาวบ้านในชุมชนบ้านสลักคอกแห่งเกาะช้างช่วยกันอนุรักษ์ไว้ และนำมาต่อยอดในการให้บริการพานักท่องเที่ยวล่องเรือชมป่าโกงกางธรรมชาติ ณ ฝั่งทิศตะวันตกของเกาะช้าง  


นักท่องเที่ยวสามารถมาล่องเรือมาดได้ทุกวัน โดยการติดต่อผ่านกลุ่มอนุรักษ์และชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก ซึ่งจะมีกลุ่มชาวบ้านสลักคอกที่ว่างเว้นจากการทำประมง มารวมตัวกันพายเรือพานักท่องเที่ยวชมป่าโกงกางธรรมชาติดั้งเดิมออกไปตามลำคลองที่เชื่อมสู่ปากอ่าว ซึ่งนอกจากป่าโกงกางที่อุดมสมบูรณ์สองข้างทางแล้ว น้ำในคลองยังใสแจ๋ว เป็นที่อาศัยของปลานานาชนิด ทั้งปลาดุก,ปลากระบอก,ปลากะพง ฯลฯ โดยเรือแต่ละลำจะมีที่นั่งและร่มบังแดดให้นักท่องเที่ยวนั่งชมธรรมชาติชิลๆ จนมีคนเรียกเรือมาดของชาวบ้านสลักคอกว่าเป็นเรือกอนโดล่าเมืองไทย โดยจะใช้เวลาล่องเรือไปกลับประมาณ 40 นาทีด้วยกัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่รับรองว่าต้องประทับใจแน่นอน

ที่ตั้ง : ชมรมนำเที่ยวพื้นบ้านสลักคอก ตำบลเกาะช้างใต้ อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด

อัตราค่าบริการ : คนละ 200 บาท (เรือหนึ่งลำสามารถนั่งได้ 4 คน)

เบอร์ติดต่อ : 087-7489497

GPS : https://goo.gl/maps/G7inJHBhS3jJwC3M9


หลังจากชมความงามของป่าชายเลนผืนที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะช้างอย่างเต็มอิ่มแล้ว เราไปเที่ยว “เกาะช้างเลี้ยวขวา” กันดูบ้าง ซึ่งบรรยากาศจะคนละแบบกันเลยค่ะ เพราะฝั่งนี้เต็มไปด้วยที่พักและร้านอาหารที่มีสีสันมากมายริมชายหาด และถ้าใครอยากไปสัมผัสความสนุก ตื่นเต้น ชมความงามของโลกใต้ทะเลล่ะก็ เราสามารถซื้อแพคเก็จทัวร์ดำน้ำ 4 เกาะ เพื่อออกไปดำน้ำที่หมู่เกาะต่างๆ ได้แก่ เกาะยักษ์เล็ก เกาะยักษ์ใหญ่ เกาะมะปริง เกาะรัง สนุกไปกับกิจกรรมดำน้ำชมความงามของปะการังและสัตว์ทะเลนานาชนิด ปิดท้ายด้วยการลิ้มรสชาติซีฟู้ดสดๆ ริมชายหาดยามเย็น ซึ่งที่พักและร้านอาหารติดทะเลบนเกาะช้างหลายแห่ง จะมีดินเนอร์แบบบาร์บีคิวซีฟู้ดริมชายหาดตอนเย็นให้ด้วย



ชุมชนท่าระแนะ

หากถามถึงชุมชนน่าเที่ยวในจังหวัดตราด ต้องมีชื่อของ “ชุมชนท่าระแนะ” ติดอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน จากชุมชนชาวประมงที่ผันตัวกลายมาเป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งจังหวัดตราด การมาเยือนหมู่บ้านท่าระแนะของเราในครั้งนี้จึงรวมกิจกรรมห้ามพลาด ทั้งการล่องเรือชมป่าชายเลน เพื่อไปชมความมหัศจรรย์ลานตะบูนพิศวง แล้วไปจิบชาหัวร้อยรู ตามไปดูพืชสมุนไพรที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ปิดท้ายด้วยการทำกิจกรรมย้อมผ้าด้วยเปลือกลูกตะบูน จะสนุกขนาดไหนตามไปดูกันเลยค่ะ


เราเริ่มต้นจากการล่องเรือชมป่าชายเลนกันก่อน ซึ่งต้องบอกว่าระบบนิเวศป่าชายเลนที่ชุมชนท่าระแนะนี้ยังอุดมสมบูรณ์มากๆ จนได้สมญาว่า “อเมซอนตะวันออก” ตลอดสองข้างทางเราจะได้พบทั้งกับป่าโกงกาง,อุโมงค์ป่าจากที่โค้งลำต้นเข้าหากันจนเหมือนเป็นอุโมงค์ธรรมชาติสุดร่มรื่น จนในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมาย นั่นก็คือ “มหัศจรรย์ลานตะบูน” นั่นเองค่ะ


จุดเด่นของที่นี่ คือป่าต้นตะบูนที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อถึงเวลาน้ำลดก็จะปรากฏเป็นภาพมหัศจรรย์ของรากต้นตะบูนนับร้อยนับพันที่แผ่ขยายปกคลุมทั่วบริเวณลานแห่งนี้ ซึ่งนอกจากจะได้มาชมความงามอันน่าพิศวงแล้ว ยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้เล่นสนุก กับการโยนโบว์ลลิ่งกลางป่าโดยใช้ลูกตะบูนแทนลูกโบว์ลลิ่ง และรากของต้นลำพูแทนพิน เป็นการละเล่นที่ครีเอทไอเดียจากธรรมชาติใกล้ตัวของชาวบ้านในชุมชน


จากนั้นเราล่องเรือกลับมายังท่าเรือของชุมชน แล้วแวะพักเหนื่อยด้วยการไปจิบชาร้อยรู ผลิตภัณฑ์ OTOP ขึ้นชื่อของบ้านท่าระแนะ ซึ่งบอกเลยว่าหากินที่ไหนไม่ได้ เพราะชาชนิดนี้ทำมาจากต้นหัวร้อยรู หรือว่านหัวร้อยรู ซึ่งเป็นพืชที่อิงอาศัยอยู่กับต้นไม้อื่นแบบกาฝาก โดยเป็นพืชพันธุ์ที่หายาก ปลูกไม่ได้ ขึ้นเองตามธรรมชาติเท่านั้น สำหรับสรรพคุณของว่านหัวร้อยรูนั้นจะช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยขับชีพจร และใช้เป็นยารักษาเบาหวานได้อีกด้วย ได้มานั่งพักเหนื่อยพร้อมจิบน้ำชาหอมๆ ยิ่งเมื่อทานคู่กับใบโกงกางชุบแป้งทอด ของกินเล่นที่ชาวบ้านทำให้เราลองชิม บอกเลยว่าอร่อยเพลินเกินห้ามใจ!


ปิดท้ายด้วยการไปทำผ้ามัดย้อมจากเปลือกลูกตะบูน ซึ่งชาวบ้านที่นี่ได้สาธิตภูมิปัญญาการนำลูกตะบูนที่เก็บมาจากต้น กระเทาะเปลือกออก แล้วสับให้ละเอียด ก่อนจะนำไปต้มนาน 3 ชั่วโมง โดยสีที่ได้จากเปลือกลูกตะบูนจะเป็นสีน้ำตาลธรรมชาติเหมือนสีเปลือกมะพร้าว จากนั้นเราก็นำผ้ามามัดกับไม้เป็นลวดลายต่างๆ อาทิ ลายดอกไม้,หัวใจ,ลายก้นหอย,ลายวงล้อ, ลายดาว และลายประจำชุมชนอย่าง “ลายระแนะ” ที่ลักษณะลวดลายจะเหมือนโครงเรือ จากนั้นนำผ้าไปชุบน้ำเปล่าหนึ่งรอบ ก่อนจะนำไปต้มในน้ำเปลือกตะบูนนาน 15 นาที - 1 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับขนาดผ้า ปิดท้ายด้วยการแช่ในน้ำปูนแดงเพื่อเพิ่มสีให้ชัดขึ้น หรือหากต้องการให้สีอ่อนลงก็จะใช้น้ำสารส้มแทนค่ะ


ซึ่งพอหลังจากทำเสร็จแล้ว เรายังจะได้ผ้ามัดย้อมฝีมือของตัวเองกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย โดยมีค่าอุปกรณ์คือ หากมัดย้อมผ้าเช็ดหน้า 50 บาท,ผ้าพันคอ 150 บาท,เสื้อยืด 150 บาท และเสื้อสปัน 200 บาท ทั้งได้ทดลองทำผ้ามัดย้อมเอง แถมยังได้ผ้าสีเปลือกตะบูนสวยๆ กลับไปแบบนี้ บอกเลยว่าคุ้มมากๆ ค่ะ

ที่ตั้ง : บ้านท่าระแนะ หมู่ที่1 ต.หนองคันทรง อ.เมือง จ.ตราด

อัตราค่าบริการ : ล่องเรือลำละ 500 บาท, จิบชาหัวร้อยรูคนละ 50 บาท, กิจกรรมผ้ามัดย้อม 50-200 บาท

เบอร์ติดต่อ : 081-1616694

GPS : https://goo.gl/maps/NnvFiejU6ztJf9LK6


หาดบานชื่น

อีกหนึ่งชายหาดสวยของจังหวัดตราด ที่อาจเรียกได้ว่า underrated หรือถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย เพราะความจริงแล้วหาดบานชื่นมีทั้งหาดทรายเป็นแนวยาว เม็ดทรายขาวละเอียด และน้ำทะเลสีฟ้าใสสวยไม้แพ้ชายหาดบนเกาะอื่นๆ เลยทีเดียว จนชาวตราดยกให้ที่นี่เป็นหาดที่สวยงามและสะอาดที่สุดในจังหวัดตราด แถมบริเวณริมชายหาดยังมีร้านอาหารเรียงราย ทั้งซีฟู้ดสดๆ ราคาไม่แพงให้นักท่องเที่ยวแวะมาฝากท้องเวลาหิวตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ ยังมีศาลานั่งเล่นเล็กๆ ให้เรานั่งชมทะเลชิลๆ ท่ามกลางทิวสนร่มรื่น

ที่ตั้ง : ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จ.ตราด

GPS : https://goo.gl/maps/DhdD1csfZHP32ezC8


บ้านหาดเล็ก คลองใหญ่

หลายคนอาจไม่คุ้นกับชื่อของบ้านหาดเล็กเท่าไหร่นัก บ้านหาดเล็กเป็นหมู่บ้านสุดชายแดนตะวันออกของสยามที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา และที่นี่มีตลาดขายสินค้าชายแดนอย่าง “ตลาดการค้าชายแดนบ้านหาดเล็ก” ซึ่งมีสินค้าหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้า, กระเป๋า ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป และถ้าใครมองหาของฝากอย่าพลาดซื้ออาหารทะเลแห้ง ทั้งปลาเค็ม,กุ้งแห้ง,ปลาหมึกแห้ง ฯลฯ ให้เลือกซื้อในราคาไม่แพง แนะนำให้พกกระเป๋าผ้าติดตัวไปช้อปปิ้งด้วยสักใบ ช้อปเสร็จใส่ถุงผ้าได้เลยไม่ต้องหิ้วพะรุงพะรัง และยังช่วยลดขยะจากถุงพลาสติกอีกทางหนึ่งด้วยนะคะ

ที่ตั้ง : บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

GPS : https://goo.gl/maps/1hskpncvzrgtYnKj6


ช้อปเสร็จแล้ว ใครอยากแวะเที่ยวที่บ้านหาดเล็กก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่ง นั่นคือ “หาดเล็ก” ชายหาดเล็กๆ แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นหาดที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ลงเรือเพื่อลี้ภัยทางการเมืองไปยังเกาะกง ประเทศกัมพูชา จนกลายเป็นแลนด์มาร์คที่เรียกได้ว่าเป็น “ก้าวสุดท้าย จอมพล ป.” บนผืนแผ่นดินไทยนั่นเอง นอกจากจะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์แล้ว เรายังจะได้ถ่ายรูปที่ระลึกกับหลักเขตที่ 73 อันใหญ่ยักษ์ ซึ่งได้จำลองมาจากหลักเขตจริง บริเวณแนวแบ่งเขตชายแดนบูรพาระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งปัจจุบันบริเวณจุดนั้นถือเป็น  No Man's Land หรือดินแดนที่ไม่มีผู้ครอบครอง นักท่องเที่ยวทั่วไปไม่อาจเข้าไปถ่ายรูปบริเวณนั้นได้

ที่ตั้ง : บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

GPS : https://goo.gl/maps/r4QnHiCd2KuPJSrr6


ปิดท้ายด้วยการไปไหว้พระขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลกันที่ “วัดเกษมสีมาราม” หรือวัดหาดเล็ก วัดเล็กๆ แต่มีพระอุโบสถที่งดงาม ด้านหน้าอุโบสถมีพระพิทักษ์ชายแดนที่คนในชุมชนเคารพศรัทธา ส่วนด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิและมีภาพจิตรกรรมฝาผนังงดงาม ควรค่าแก่การแวะมาสักการะสักครั้ง

ที่ตั้ง : บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด

GPS : https://goo.gl/maps/w424TeympzdazwAS6