ใครคิดว่าพัทยามีดีแค่ทะเลหรือไนท์ไลฟ์ ขอบอกว่าต้องเปลี่ยนความคิดกันได้เลย เพราะวันนี้ชิลไปไหนจะพาไปรู้จักกับแลนด์มาร์คใหม่เมืองพัทยา ที่นอกจากจะบรรยากาศชิลยังมาพร้อมกับวิวหลักล้าน นั่นคือ “Pineapple Café and Grill” คาเฟ่และร้านอาหารพัทยาเปิดใหม่ล่าสุด แถมยังมาพร้อมกับไฮไลท์อย่างรูฟท็อปบาร์ที่สามารถมองเห็นวิวเมืองพัทยาได้แบบ 360 องศา จะสวยฟินน่าไปเช็คอินขนาดไหน...ตามเราไปดูรีวิวกันเลย!


คอนเซ็ปต์ของที่นี่คือ เป็นคาเฟ่และร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูกริลล์อย่างสเต็กสุดพรีเมียม พร้อมรูฟท็อปบาร์ที่สามารถชมวิวสุดชิลไม่ซ้ำแบบใครในพัทยา ซึ่งเกิดจากความตั้งใจของเจ้าของร้านที่อยากเปลี่ยนจากร้านซีฟู้ดริมทะเล ให้เราได้มาจิบไวน์ชมวิวเมืองพัทยาพร้อมกับดื่มด่ำรสชาติของอาหารและบรรยากาศวิวเมืองพัทยาสวยๆ ยามค่ำคืน 


ภายในร้านแบ่งออกเป็น 4 โซน เริ่มด้วยโซนคาเฟ่สุดเก๋ที่สายคาเฟ่ต้องกดไลค์รัวๆ ภายในคาเฟ่นี้จะมีเคาน์เตอร์บาร์ที่มีบาริสต้าคอยเสิร์ฟเมนูกาแฟและเครื่องดื่มสุดพรีเมียม แต่พอตอนกลางคืนจะแปลงร่างเป็นบาร์เล็กๆ มีบาร์เทนเดอร์คอยเสิร์ฟเมนูค็อกเทลให้เราได้ฟินกันได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ท่ามกลางสไตล์การตกแต่งที่ได้กลิ่นอายจังเกิ้ลผสมวินเทจ จากความชอบของเจ้าของร้านที่ชอบของเก่าสไตล์วินเทจ อย่างตู้เพลงเก่าสุดคลาสสิคจากประเทศเยอรมนีที่เจ้าของร้านสะสม ก็ถูกนำมาตั้งโชว์ภายในร้านด้วย


ถัดมาคือโซน Restaurant แบบ Fine Dinning สุดหรู ที่มีทั้งห้องกระจกติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ และโซนเอาท์ดอร์ที่สามารถมองเห็นวิวสระว่ายน้ำด้านนอก และยังมีไวน์ เซลลาร์ ที่รวบรวมไวน์นำเข้าจากต่างประเทศไว้สำหรับคอไวน์โดยเฉพาะ มีทั้งเฮาส์ไวน์และพรีเมียมไวน์ให้เลือกหลากหลาย ไม่ต้องไปไกลถึงเขาใหญ่ คุณก็สามารถมากินสเต็ก พร้อมจิบไวน์ที่นี่ได้เช่นกัน


อีกโซนคือโซนครัวเปิดแบบ Show Kitchen ที่เราสามารถมานั่งชมเชฟทำอาหารไปด้วยได้ โดยเชฟของที่ร้านคือ “เชฟจอร์ดี้ ฟรานคิซ่า กิเทราส”  เชฟชาวสเปนระดับโลกที่มีดีกรีเป็น Michelin Star ใครอยากให้เชฟครีเอทเมนูอาหารแบบเชฟเทเบิลก็สามารถจองโต๊ะมาได้ล่วงหน้า ซึ่งนอกจากจะได้ชมเชฟปรุงอาหารกันสดๆ แบบริงก์ไซด์ ต้องบอกว่าเราชอบสไตล์การตกแต่งของร้านโซนนี้มากๆ เพราะดูเป็นธรรมชาติด้วยการใช้อิฐจริง ไม้จริง หรือแม้แต่กระทั่งหินจริงมาใช้ในการตกแต่ง


นอกจากเชฟระดับโลกดีกรี Michelin Star แล้ว ไฮไลท์ของโซนนี้อยู่ที่ “Josper” เตาอบขนาดใหญ่สุดพรีเมียมที่ทางร้านลงทุนสั่งนำเข้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะ เพื่อใช้ในการกริลล์และรมควัน ความพิเศษของเตานี้คือเราจะได้กลิ่นหอมของฟืนที่ใช้ไม้แอปเปิ้ลนิวซีแลนด์ ที่ให้กลิ่นหอมแรง และวัตถุดิบที่เชฟเลือกใช้ ทั้งเนื้อ Dry-Aged ที่ผ่านการบ่มอย่างพิถีพิถัน จึงทำให้เมนูกริลล์ของที่ร้านอร่อยเริ่ดแบบ “to die for” กันเลยทีเดียว


เรียกน้ำย่อยจานแรกกันกับเมนู Smoked Tuna Tartare เนื้อปลาทูน่าหั่นเป็นลูกเต๋าขนาดพอดีคำ พร้อมส่วนผสมของมะเขือเทศสตอรว์เบอร์รี, น้ำมันที่สกัดจากผลส้ม แล้วนำไปรมควันด้วยฟืนไม้แอปเปิ้ลที่มีกลิ่นหอมหวานน่ากิน ยั่วน้ำลายสุดๆ


สำหรับเมนูจานเด่นของที่ร้าน พลาดไม่ได้กับเมนู Dry Aged Prime Rib ที่ทางร้านใช้เนื้อวัวแบล็กแองกัสจากประเทศออสเตรเลียนำมาบ่มนานถึง 35 วัน จนเนื้อมีความนุ่มและได้รสชาติของเนื้อเข้มข้นมากยิ่งขึ้น จากนั้นนำไปกริลล์ในเตาอบจนหอมน่ากิน เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอย่างมันบด ผักโขม และมิโซะซอสเข้มข้นที่มีส่วนผสมทั้งหัวหอมฝรั่งเศส,กระเทียม,พริก,น้ำส้มสายชู และน้ำมันมะกอก


จานถัดมาคือ French Baby Chicken ไก่อบที่ทางร้านคัดเฉพาะไก่อ่อนเนื้อนุ่ม นำมาหมักกับเครื่องเทศสูตรพิเศษแบบโฮมเมดของทางร้าน ราดด้วยซอส tarragon juice กลิ่นหอมน่ากิน เสิร์ฟพร้อม Pont Neuf potatoes มันฝรั่งทอดชิ้นหนานุ่ม ทานคู่กับเกลือหิมาลัยช่วยเพิ่มรสชาติ


เอาใจคนชอบกินเส้น กับเมนู Aglio e olio with Shrimp” สปาเก็ตตี้กุ้งราดด้วยซอสกระเทียมและน้ำมันมะกอกสไตล์อิตาเลียน พร้อมยังมีหอยลาย,มะเขือเทศเชอร์รี่ โรยหน้าด้วยชีส เพิ่มความเผ็ดด้วยพริกแห้ง


ส่วนใครเป็นสายซีฟู้ดต้องถูกใจเมนูใหม่ที่ทางร้านนำหอยนางรมสดไซส์บิ๊ก เสิร์ฟแบบมีกิมมิคด้วยการราดด้วยไฮโดรเจนให้เป็นควันสวยเย็นฉ่ำ ทานคู่กับซอสซีฟู้ดและมะนาวเข้ากันได้อย่างลงตัว


ปิดท้ายด้วย Ravioli Lamb แผ่นแป้งพาสต้าห่อไส้ด้วยเนื้อแกะ มะเขือม่วงย่าง โรยหน้าด้วยมาสคาโปนชีส ตกแต่งด้วยดอกไม้ช่วยเพิ่มสีสันให้น่ากินยิ่งขึ้น ซึ่งต้องบอกว่าคอนเซ็ปต์อาหารของที่ร้านจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในแต่ช่วงฤดูที่ทางร้านสรรหามาได้ มาเช็คอินที่นี่เราจึงจะได้ทานเมนูหลากหลายไม่ซ้ำกันเลยค่ะ


นอกจากร้านอาหารและคาเฟ่แล้ว ด้านบนยังมีที่พักชื่อว่า Mesa Chalet Pattaya (เมซา ชาเลต์ พัทยา) ที่พักสไตล์เพนท์เฮาส์สุดไพรเวทขนาด 3 ห้องนอน พร้อมห้องนั่งเล่นและแพนทรีสุดหรู สามารถพักได้สูงสุด 6-8 คนเลยทีเดียว เหมาะสำหรับใครที่อยากยกแก๊งค์หรือพาครอบครัวมาเปลี่ยนบรรยากาศการพักผ่อนที่พัทยาอีกด้วย

อิ่มอร่อยกับอาหารกันแล้ว เราขึ้นไปชมวิวที่รูฟท็อปบาร์ บาร์บนดาดฟ้าชั้นบนของทางร้านที่สามารถชมวิวเมืองพัทยาได้แบบ 360 องศา และในวันที่ท้องฟ้าสดใสเรายังสามารถมองเห็นวิวทะเลพัทยาและวิวเมืองพัทยาได้อีกด้วย เรียกว่าเป็นแลนด์มาร์คที่ใครมาเที่ยวพัทยาต้องห้ามพลาด! มาดื่มด่ำกับวิวหลักล้านจิบไวน์หรือค็อกเทลที่นี่สักแก้ว โดยเฉพาะช่วงเย็นที่มองเห็นพระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้าแบบนี้ ขอบอกว่าโรแมนติกมากจริงๆ


ใครเป็นสายดริงค์ ต้องลองเมนูค็อกเทลของทางร้านที่นอกจากจะรสชาติดีแล้ว ยังถ่ายรูปออกมาสวยสุดๆ แนะนำสั่ง The Last Winter ค็อกเทลทำจากเหล้าเบอร์เบินที่ทางร้านหมักเอง ก่อนเสิร์ฟบาเทนเดอร์จะครอบแก้วแล้วลมควันซินนามอนหอมๆ , The Butterfly ค็อกเทลสูตรพิเศษที่ทางร้านอินฟิวส์เอง รสชาติเปรี้ยวอมหวาน และ Parllila De pana ค็อกเทลเหล้าไทยผสมกับน้ำสับปะรด น้ำเชื่อม มะนาวและไข่ขาว เวลาเสิร์ฟราดด้วยไฮโดรเจนเย็น ทำให้เนื้อค็อกเทลคล้ายไอศกรีม น่ากินสุดๆ


บรรยากาศตอนกลางคืนที่ร้านเมื่อประดับด้วยแสงไฟ ช่วยเติมเสน่ห์และสีสันให้บรรยากาศที่นี่ดูน่าหลงใหลไปอีกแบบแตกต่างจากตอนกลางวัน ไม่ว่าจะมาดินเนอร์มื้อค่ำ หรือจะมาดื่มกาแฟชิลๆ พร้อมกับรับประทานเมนูเบเกอรี่และเค้กโฮมเมดแสนอร่อยตอนกลางวัน ที่ร้านก็สามารถตอบโจทย์ลงตัวได้ทุกไลฟ์สไตล์เลยค่ะ


ใครอยากเปลี่ยนมุมมองใหม่ๆ ในการเที่ยวพัทยา ที่นอกจากแค่ไปเที่ยวทะเลหรือกินซีฟู้ดล่ะก็ เราขอแนะนำให้ลองมาที่นี่ Pineapple Café and Grill รับรองว่าคุ้มค่ากับการเดินทางมาที่นี่แน่นอนค่ะ


พิกัด : 78/1  ซอยเขาตาโล  หมู่บ้านสยามรอยัลวิว  เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

วันเวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน 10:00-23:00 น.

เบอร์ติดต่อ : 097-249-8926,086-006-7375,090-916-2690

Facebook : Pineapple Café and Grill

GPS : https://goo.gl/maps/ryGVdCWDPSXiRpLx8