มีคนเคยบอกเอาไว้ว่า  “ถ้าอยากรู้จัก ให้ออกเดินทาง” ทริปนี้เราจึงออกเดินทางไปยังอีสานใต้เพื่อทำความรู้จักความเป็นอีสานบ้านเฮาให้มากขึ้น ที่นี่...อุบลราชธานี หรือที่มีความหมายว่าเมืองแห่งดอกบัว เป็นเมืองเก่าแก่ที่ลงท้ายด้วยราชธานีแห่งเดียวในประเทศไทย เป็นจังหวัดที่ได้รับสมญานามว่า แสงแรกแห่งสยาม เป็นจังหวัดสุดท้ายของไทยที่สายน้ำโขงไหลไปสิ้นสุดที่บ้านเวินบึก อ.โขงเจียม และเป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสานของไทยที่มีสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรมที่สวยงามซ่อนอยู่มากมาย รวมถึงอาจจะเป็นจังหวัดที่หลายคนมองข้ามไป วันนี้เราพาทุกคนไปทำความรู้จักเมืองอุบลฯ กันอีกครั้ง จะม่วนขนาดไหนเก็บกระเป๋าตามไปกันเลยค่า



"Day 1"

เริ่มต้นเช้านี้ที่สดใสเพราะวันที่รอคอยมาถึงแล้ว ครั้งนี้เราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบินเพราะนอกจากจะมีไฟลท์ให้เลือกเยอะแล้วก็ยังประหยัดเวลาได้มากอีกด้วย เพียงแค่  1 ชั่วโมงนิดๆ รวมรอกระเป๋าอีกหน่อยก็ถึงอุบลฯ แล้วจ้า สำหรับการเดินทางในตัวเมืองอุบลก็มีให้เลือกทั้ง รถแท็กซี่ รถสองแถว หรือถ้าใครมีแพลนเที่ยวที่ต้องออกไปนอกเมืองเหมือนอย่างเราก็สามารถเช่ารถที่สนามบินได้เลย เราขอเริ่มต้นทริปด้วยการไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่ วัดพระธาตุหนองบัว วัดสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานีที่ใครมาเยือนก็ต้องหาเวลามากราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุให้ได้ จุดสำคัญของวัดอยู่ที่ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ หรือที่ชาวอุบลเรียกกันว่า "พระธาตุหนองบัว" ที่พี่น้องชาวอุบลร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ครบรอบกึ่งพุทธกาลของพุทธศาสนา ในปี พ.ศ.2500 โดยจำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดียซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

ตัวองค์พระธาตุสีทองสูงใหญ่เด่นสง่าอยู่กลางวัด ฐานตอนล่างสุดเป็นรูปมารแบก ถัดขึ้นไปเป็นรูปพระสงฆ์สาวกยืนในซุ้มด้านละ 8 องค์รวม 32 องค์ ถัดขึ้นไปเป็นภาพปูนปั้นเล่าเรื่องพระเจ้าสิบชาติสลักเป็นช่อง ๆ 1 ช่อง ต่อ 1 เรื่อง รวม 10 ช่องเหมือนกันทั้ง 4 ด้าน เหนือขึ้นไปเป็นลายรัดประคตรูปเทพนั่งบนแท่นสลับกับลายกนก องค์เจดีย์ด้านบนประดับลายปูนปั้นเป็นรูปพระพุทธเจ้าในปางต่าง ๆ สูงจนถึงยอดเจดีย์  ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุซึ่งบรรจุไว้ในสถูปลงรักปิดทองศิลปะอินเดียแบบปาละ ด้านในมีคำกล่าวสักการะไว้ให้เรียบร้อย ในส่วนของดอกไม้สำหรับไหว้พระมีบริการอยู่ใกล้ๆ กับองค์พระธาตุ เลือกทำบุญได้ตามศรัทธาเลย

อีกหนึ่งจุดสำคัญที่อยู่ใกล้เคียงกันกับองค์พระธาตุหนองบัว คือ รูปปั้นพญานาคราช 2 องค์ ขนาดใหญ่ คือ ท่านปู่กริชกรกต และท่านย่ามณีเกตุ ที่ประดิษฐานไว้คู่กัน ตามความเชื่อของชาวอีสานที่มีความศรัทธาในพญานาค เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกทั้งวัดนี้ยังเป็นวัดประจําปีเกิดปีมะเส็งอีกด้วย


ที่ตั้ง : กิโลเมตรที่ 3 ถ.ธรรมวิถี ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

เวลาเปิดปิด : 05.00 - 19.00 น.

GPS : https://goo.gl/maps/xyErD76fELyXDvqF9

ไหว้พระอิ่มบุญกันเรียบร้อยเราก็ขับรถมุ่งเข้าไปยังใจกลางเมืองแวะไปจิบกาแฟกันที่ NAP's Coffee & Roasters Ubon ร้านกาแฟเล็กๆ ที่คอคนรักกาแฟไม่ควรพลาด  ตัวร้านมีความโดดเด่นอยู่ตรงประตูหน้าต่างด้านหน้าเป็นโทนสีเขียวพาสเทลน่ารักบวกกับต้นไม้ใหญ่ทำให้บรรยากาศบริเวณหน้าร้านน่านั่งมากๆ  ภายในร้านตกแต่งสไตล์ดิบ เท่ แต่ก็มีความเรียบง่ายอยู่ในตัว ความพิเศษของการมากินกาแฟที่นี่คือ สามารถสั่งกาแฟได้ตามคาแรคเตอร์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเลือกคั่วเข้ม คั่วกลางสั่งได้ตามชอบ หรือแม้แต่เมล็ดกาแฟที่มีให้เลือกหลายสายพันธุ์เกือบทั่วโลกเลย 

ในส่วนของเมนูที่เราสั่งมาวันนี้เป็น Black Calamansi  กาแฟดำที่ผสมกับส้มCalamansi หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าส้มจี๊ด บอกเลยว่าเป็นเมนูกาแฟที่ดื่มง่ายมีความหอมของส้มจี๊ดและให้ความสดชื่นมากๆ ถ้าใครได้มีโอกาสแวะไปเมนูนี้ห้ามพลาดเลยน้า


ที่ตั้ง : 49/1 ถ.ศรีณรงค์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

เวลาเปิดปิด : 07.00 - 14.30 น.

โทร : 097-205-9002

GPS : https://goo.gl/maps/9gXk1w255k2xMFS16


ไม่ใกล้ไม่ไกลจากร้าน NAP's Coffee & Roasters Ubon เราแวะไปที่ ทุ่งศรีเมือง สวนสาธารณะใจกลางเมืองที่เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวอุบลฯ อีกทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางในการจัดเทศกาลงานบุญต่างๆ สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรพลาดคือ ต้นเทียนทุ่งศรีเมือง ที่เป็นแลนด์มาร์คตั้งเด่นสง่าอยู่ใจกลางทุ่งที่ใครเห็นแล้วก็ต้องรู้แน่นอนว่านี่คือสัญลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานี ต้นเทียนทุ่งศรีเมืองหรือ ต้นเทียนเฉลิมพระเกียรติ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2542

รูปแบบของประติมากรรมต้นเทียนเฉลิมพระเกียรติจำลองเรื่อง พระมหาชนก พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่แสดงถึงการบำเพ็ญวิริยบารมี คือ ความพากเพียรของพระโพธิสัตว์ ก่อนจะเสวยชาติพระพุทธเจ้า

เราเดินห่างออกมาไม่ไกลมากจนถึง ศาลหลักเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นศูนย์รวมใจของชาวอุบลฯ เราเองก็เป็นเหมือนแขกบ้านแขกเมืองมาเที่ยวอุบลฯ ทั้งทีก็ไปขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลในการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้กันหน่อย ที่บริเวณใกล้เคียงมีจำหน่าย ดอกไม้ ธูปเทียน สำหรับไหว้ศาลหลักเมืองอยู่ด้วย


ที่ตั้ง : ถ.อุปราช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

เวลาเปิดปิด : 06:00 - 21:00 น.

GPS : https://goo.gl/maps/Lg7BMGp3NAtZtopXA


เริ่มต้นวันแรกด้วยการขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองอุบลฯ กันเรียบร้อยแล้วถึงเวลาเข้าเช็คอินที่พักกันแล้วค่ะ สำหรับคืนแรกเราไปพักกันที่ de Lit  ที่พักสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนสีขาวสบายตา ตั้งอยู่ห่างจากวัดพระธาตุหนองบัวเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น 

เช็คอินกันเรียบร้อยพร้อมเข้าห้องพัก วันนี้เราพักกันที่ห้อง Deluxe pool access อยู่บริเวณชั้น 1 ติดกับสระว่ายน้ำ ภายในห้องตกแต่งด้วยโทนสีขาวสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนแบบไม่ทิ้งห่างจากด้านนอก ห้องค่อนข้างกว้างและยังมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน คืนนี้หลับสบายเต็มอิ่มแน่นอน

ที่ตั้ง 51 ซอยชยางกูร 22 ถนนชยางกูร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
ราคา Lo-Season เริ่มต้นตั้งแต่ 750-1,150 บาท,  Hi-Season เริ่มต้นตั้งแต่ 950-1,350 บาท
โทร. 098-2799476

GPS : https://goo.gl/maps/Zpgsu8GK224yvDAK8


"Day 2"

วันนี้เราออกเดินทางกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อเดินทางไปชมแสงแรกของสยามกันที่ ผาแต้ม หรืออุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศไทย คำว่า "แต้ม" ในภาษาถิ่นดั้งเดิมหมายถึง รอยวาด ระบาย ประทับ หรือการกระทำด้วยประการใดๆ โดยใช้สีวาดให้เป็นรูปภาพ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ  เราใช้เวลาเดินทางกว่าชั่วโมงครึ่งเราก็เดินทางมาถึง แล้วรอให้พอมีแสงสว่างอีกนิดจึงเดินไปใกล้กับหน้าผาเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม นั่งรออยู่ไม่นานก็เห็นแสงอาทิตย์แรกลอดผ่านก้อนเมฆ แม่น้ำโขง ประเทศลาวแล้วกระทบมายังหน้าผาสูงใหญ่แห่งนี้ แม้ว่าวันนี้อาจจะโชคไม่ดีไม่ได้เห็นพระอาทิตย์เต็มๆ ดวง แต่ก็เป็นเช้าที่สดใสและสวยงามที่ครั้งหนึ่งในชีวิตเราได้มารอชมแสงแรกของประเทศไทยอยู่ตรงนี้ และครั้งหน้าเราสัญญาว่า เราจะกลับมาใหม่และต้องเห็นพระอาทิตย์เต็มๆ ดวงให้ได้

นอกจากการมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเป็นที่แรกของไทยแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาดชมเมื่อมาผาแต้มก็คือ ภายใต้หน้าผาสูงชันแห่งนี้มีภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์เรียงรายกันอยู่ตามผนังหน้าผาเป็นจำนวนมาก ซึ่งภาพเขียนสีเหล่านี้มีอายุราว 3,000 - 4,000 ปีเลยทีเดียว ใกล้เคียงกับบริเวณหน้าผาจะมีป้ายบอกทางลงไปชมภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ โดยมีระยะทางเดินทั้งหมดราวๆ 4 กิโล หากมีเวลาไม่มากแนะนำให้เดินถึงแค่กลุ่มที่ 2 แล้วเดินกลับก็ได้ค่ะ ซึ่งภาพเขียนสีเหล่านี้ถูกแบ่งออกเป็น  4 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 จะเป็น กลุ่มผาขามที่จะเป็นภาพปลา ช้าง และภาพสัญลักษณ์ กลุ่มที่ 2  กลุ่มผาแต้มจะเป็นกลุ่มที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ยาวประมาณ 180 เมตร ภาพที่เด่นๆ จะเป็นภาพช้าง ปลาบึก และเครื่องมือในการล่าสัตว์

กลุ่มที่ 3 ผาหมอนเป็นภาพการทำเกษตรกรรม ภาพคนกำลังไล่สัตว์ที่มีเขา ภาพต้นข้าวที่ถูกเขียนเป็นเส้นๆ สีแดง และกลุ่มสุดท้าย กลุ่มที่ 4 ผาหมอนน้อย เป็นภาพที่พักอาศัย ภาพคนยืนเท้าสะเอว ภาพมือ ภาพสัญลักษณ์ ซึ่งภาพเขียนสีเหล่านี้ได้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีการดำเนินชีวิตและอารยธรรมของชุมชนลุ่มแม่น้ำโขงผ่านการเขียนไดอารี่บนแผ่นหินที่นอกจากเราจะได้เพลิดเพลินกับการคาดเดาความหมายของภาพเขียนนั้นแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วนี่อาจจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของเมื่อ 4,000 ปีก่อนก็ได้

ออกตัวมาจากผาแต้มเพียง 3 กิโลเมตร เราแวะมาชมความมหัศจรรย์ของธรรมชาติกันที่ เสาเฉลียง ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นประติมากรรมทางธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำ สายลมและแสงแดดต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี มีลักษณะเป็นหินตั้งขึ้นมีส่วนบนเป็นแผ่นหินวางอยู่โดยไม่ติดกันคล้ายๆ กับเห็ด ชาวบ้านแถวนี้นิยมเรียกว่า เสาเฉลียง ซึ่งแผลงมาจากคำว่า สะเลียง เป็นภาษาส่วยหมายถึงเสาหินที่มีลักษณะแปลกนั้นเอง  

ที่ตั้ง บ้านหนองผือน้อย ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
ค่าเข้าอุทยาน : คนไทย เด็ก 20 บาท ผู้ใหญ่ 40  บาท ต่างชาติ 400 บาท

โทร. 045-252-581

GPS : https://goo.gl/maps/HmXDuZFrm9Dnyk6RA


เราเดินทางไปต่อกันที่ อ.นาตาล เพื่อเข้าที่พักของเราในคืนนี้ที่ The Goose Farm Stay & Cafe’ ฟาร์มสเตย์หลังเล็กๆ ท่ามกลางบรรยากาศบ้านทุ่งสุดชิล พร้อมมีร้านอาหารและคาเฟ่อยู่ในตัว ที่สำคัญThe Goose Farm Stay & Cafe’ แห่งนี้ยังตั้งอยู่ใกล้ๆ กับ หาดชมดาวและสามพันโบก แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดอุบลราชธานีที่ทริปนี้เราก็ไม่พลาดแน่นอน แต่ก่อนที่เย็นนี้จะไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่หาดชมดาว เราขอนำสัมภาระไปเก็บเข้าห้องแล้วไปแวะถ่ายรูปชิคๆ กันที่ตัวคาเฟ่กันก่อนเลยจ้า

บ้านพักของที่นี่จะเป็นบ้านไม้ยกสูงหนึ่งหลังถ้วน ภายในมีห้องพักทั้งหมด 3 ห้อง ตกแต่งอย่างน่ารัก มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและมีห้องน้ำในตัว ด้านหลังบ้านมีระเบียงไม้กว้างๆ ให้เราได้นั่งเล่น ดูเหล่าบรรดา เป็ด ไก่ ห่าน วิ่งเล่นกันอยู่รอบบ้าน หลังจากเก็บของเสร็จเรียบร้อยขอไปสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ แล้วก็ถ่ายรูปชิคสวยๆ กันที่คาเฟ่กันหน่อย ตัวร้านตกแต่งด้วยสไตล์เรียบง่ายผสมผสานกับความเป็นอีสานและธรรมชาติของฟาร์มมีบริการทั้ง อาหาร ขนม และเครื่องดื่ม

นอกจากจะได้นั่งเล่นชิลๆ กันที่คาเฟ่แล้ว กิจกรรมที่ห้ามพลาดเมื่อมาเยือนฟาร์มสเตย์แห่งนี้ คือเราต้องไปทักทายเหล่าน้องสัตว์ทั้งหลายกันหน่อย ไม่ว่าจะเป็น น้องห่าน น้องไก่ น้องควาย หรือถ้าใครอยากให้อาหารน้องๆ ก็สามารถมาให้ได้ในช่วงเช้าและเย็นจะมีพี่ๆ เจ้าของบ้านเขาคอยให้อยู่ด้วย ซึ่งเจ้าน้องๆ ทั้งหลายเนี่ยก็ฉลาดมากเห็นคนถือถุงอาหารมาก็เดินวน รอบๆ แล้วร้องโวยวายราวกับจะบอกว่า เร็วๆ หน่อย ฉันหิวแล้วว ยังไงยังงั้นเลยแหละค่ะ ถือเป็นอีกกิจกรรมที่สนุกและเพลิดเพลินมากๆ

ที่ตั้ง : 100/12 บ้านนาอาลอน พะลาน นาตาล อุบลราชธานี

ราคาเริ่มต้น : 800 บาท รวมอาหารเช้า

โทร : 065-163-1919

GPS : https://goo.gl/maps/mKPG2JvMWzSwN3Rn7


พร้อมออกเดินทางไปชมพระอาทิตย์ตกแล้วค่ะ ห่างจากที่พักของเราเพียงแค่ 10 นาที เราก็มาถึง แก่งหินงามหาดชมดาว  หาดหินกว้างยาวหลายร้อยเมตรมีลักษณะคล้ายกับสามพันโบกแต่มีพื้นที่กว้างและมีหินรูปร่างแปลกตามากกว่า ในช่วงฤดูน้ำหลากแก่งหินเหล่านี้จะจมอยู่ใต้แม่น้ำโขง และด้วยแรงกัดเซาะของน้ำวน ทำให้แก่งหินเหล่านี้กลายเป็นแอ่งเล็ก ใหญ่ จำนวนมาก เกิดเป็นประติมากรรมหินธรรมชาติรูปร่างแปลกตาชวนให้จินตนาการจนนับไม่ถ้วน  ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวที่สุดก็คือ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนพฤษภาคมเลยค่ะ หากใครอยากมาจินตนาการชวนสร้างสรรค์จากธรรมชาติด้วยตัวเอง แนะนำให้ติดต่อไกด์มาก่อนล่วงหน้าเพื่อนำเดินนะคะเพราะเราจะได้เดินไปยังจุดไฮไลท์ถูกต้องและจะได้มุมถ่ายรูปที่สวยถูกใจแน่นอนค่ะ

วันนี้เรานัดไกด์ของเรา หรืออาจารย์เรืองประทิน เขียวสด ผู้บุกเบิกการท่องเที่ยวสามพันโบกและแก่งชมดาว ไว้ประมาณ 4 โมงเย็น เมื่อมาถึงกันพร้อมเพรียงบริเวณทางลงอาจารย์พาเราขึ้นรถแล้วขับลงด้านล่างแก่ง จากนั้นเดินต่อประมาณ 700 เมตรจนถึงจุดไฮไลท์ของที่นี่คือ หินชมนภา หรือมีความหมายว่าหินที่เรายืนมองดาวนั่นเอง มีลักษณะเป็นผาหินสูงใหญ่และเว้าแหว่งยาวคล้ายช่องแคบมีสายน้ำไหลผ่าน และมีก้อนหินเล็กกลางน้ำให้ลงไปยืนโพสต์ท่าถ่ายรูป จุดนี้ถือเป็นมุมถ่ายรูปที่สวยที่สุด ยิ่งตอนพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแสงอาทิตย์สาดส่องมากระทบกับหินสีน้ำตาล ภาพที่ออกมาสวยสมบูรณ์แบบมากๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการได้มาเห็นด้วยตาของตัวเองย่อมสวยกว่าแน่นอน

เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าเราจึงขอหยิบอุปกรณ์เพิ่มความสวยงามและสนุกในการถ่ายรูปขึ้นมาอีกนิด นั่นก็คืออุปกรณ์ในการควงไฟ ประกอบด้วย ฝอยขัดหม้อขนาดเล็ก ที่ตีไข่ไซส์เล็ก และเชือก 1-2 เส้น ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป สำหรับวิธีการจัดทำอุปกรณ์และขั้นตอนต่างๆ อาจารย์จะสอนเราทุกอย่างแบบไม่หวงวิชาซึ่งทำให้วันนี้เราได้ภาพที่สวยงามเหนือคำบรรยายมาฝากทุกคน ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานีที่ไม่ควรพลาดจริงๆ ค่ะ

ที่ตั้ง : 100/12 บ้านนาอาลอน ต.พะลาน อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี

โทร : 083-722-0909

GPS : https://goo.gl/maps/Aa3gPAvDuHA3mNZ76


"Day 3"

เป็นอีกหนึ่งวันที่เราต้องออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่เพื่อไปถึง สามพันโบก ให้ทัน ตี 5.30  เช้านี้เรานัดกับอาจารย์เรืองประทินไว้เช่นเดิม จากนั้นเราใช้ทางลงบริเวณครัวสามพันโบกซึ่งเป็นทางลงที่ใกล้สามพันโบกที่สุด ใช้ระยะทางเดินลงไปอีกไม่ไกลเพียงแค่ 200 เมตรก็ถึงบริเวณด้านล่างจนถึงบริเวณร้านค้าและท่าเรือ เดินลัดเลาะตามโขดหินต่อไปอีกไม่ไกลเราก็มาถึงจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือแกรนด์แคนยอนน้ำโขง ภาพพระอาทิตย์กำลังลอยขึ้นเหนือท้องฟ้าแสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องหินตกกระทบตกลงมาในน้ำ แม้จะเป็นครั้งที่ 2 ที่เราได้ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่อุบลฯ แต่ทุกๆ ครั้งภาพที่เห็นผ่านสายตาตรงหน้าก็ยังคงสวยสะกดตามิเปลี่ยนแปลง

สามพันโบก เป็นแก่งหินลักษณะคล้ายแก่งชมดาว เนื่องจากหินถูกกระแสน้ำวนกัดเซาะเป็นเวลาหลายร้อยล้านปีจึงเกิดเป็นโบกหรือแอ่งกว่า 3000 หลุม ซึ่งคำว่าโบกในภาษาลาวนั้นหมายถึงบ่อน้ำลึกในแก่งหินใต้ลำน้ำโขงจะปรากฏให้เห็นในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นต้นไป แก่งหินของสามพันโบกมีลักษณะใหญ่คล้ายภูเขากลางลำน้ำโขง มีหินรูปทรงแปลกตาชวนให้จินตนาการอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็น โบกมิกกี้เมาส์ โบกรูปหัวใจ หินรูปหัวสุนัข สะพานหิน ช่องแคบ หินผา รวมไปถึงโบกน้อยใหญ่อีกมากมาย หากใครวางแผนจะมาเที่ยวแนะนำให้มาช่วงเช้า หรือช่วงเย็นซึ่งจะเป็นช่วงที่เก็บภาพได้สวยงามที่สุดและในช่วงกลางวันอากาศค่อนข้างร้อน

หลังจากชมพระอาทิตย์ขึ้นกันเรียบร้อยเราเดินลงมาที่ท่าเรือเพื่อนั่งเรือล่องแม่น้ำโขงไปยัง หาดหงส์ เนินทรายขนาดใหญ่กลางลำน้ำโขงที่เกิดจากการการพัดพาของน้ำและนำตะกอนทรายมาทับถมกัน จนทำให้หลายคนตั้งฉายาที่นี่ว่า ซาฮาร่าเมืองไทย เป็นอีกหนึ่งจุดที่คู่ควรแก่การมาเก็บภาพสวยๆ ไว้เป็นความทรงจำสักครั้งหนึ่งเลยนะคะ

นั่งเรือต่อกันอีกไม่ไกลเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่ ลานหินสี เป็นลานหินใหญ่ประมาณ 2 ไร่อยู่กลางแม่น้ำโขง หินของที่นี่ผิวจะเรียบแตกต่างจากที่สามพันโบก หินบางก้อนเหมือนถูกเคลือบด้วยสีเหลืองบ้าง สีน้ำตาลบ้างจึงเป็นที่มาของชื่อลานหินสี ซึ่งหินแต่ละก้อนก็จะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันออกไป โดยจุดไฮไลท์ของที่นี่อยู่ที่ หินแจกันเทวดา ซึ่งเป็นหินขนาดใหญ่ที่มีหินส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งยื่นออกมาลักษณะคล้ายแจกัน ทำให้บริเวณจุดนี้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวแล้วก็บรรดานักเสี่ยงโชคเป็นอย่างมาก 

ที่ตั้ง : ต.เหล่างาม อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี

โทร : 083-722-0909

GPS : https://goo.gl/maps/1kt7wzyQiXfb69FJ9


เราใช้เวลาอยู่ที่สามพันโบกกันเต็มที่เพื่อจะได้ภาพและมุมสวยที่สุดจนถึงสมควรแก่เวลาที่เราจะต้องเดินทางต่อไปยัง อำเภอเขมราฐ หรืออำเภอที่มีความหมายว่าดินแดนแห่งความเกษมสุข เมืองเก่าแก่ของจังหวัดอุบลราชธานี มีอายุมากกว่า 200 ปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงตรงข้ามกับเมืองสองคอน แขวงสุวรรณเขต (สะหวันนะเขต) ของประเทศลาว ซึ่งไฮไลท์ของอำเภอเขมราฐอยู่ที่ถนนคนเดินช่วงเย็นที่ใครๆ ก็บอกว่าห้ามพลาดเด็ดขาด แต่เนื่องจากเรามาถึงเร็วถนนคนเดินยังไม่เริ่มก็เลยแวะมาเก็บของกันที่ “บ้านป้าจรรยง” โฮมสเตย์ที่เราจะมาพักกันคืนนี้ เผื่อใครยังไม่รู้ว่าที่อำเภอเขมราฐแห่งนี้มีบริการบ้านพักแบบโฮมสเตย์ในราคาเป็นกันเองและได้รับการต้อนรับเหมือนมาบ้านญาติยังไงยังงั้นเลย

ที่ตั้ง :  53 หมู่ 11 ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

ราคาเริ่มต้น : 300 บาท /คน พร้อมอาหารเช้า

โทร : 089-5211-448

GPS : https://goo.gl/maps/SWLADeVMWiXZPBKt9


เนื่องจากเรามาถึงค่อนข้างเร็วก็เลยว่าจะออกไปหาดูเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ให้เข้ากับบรรยากาศของเมืองเขมราฐกันหน่อย พอดีป้าจรรยงเจ้าของบ้านของเราแนะนำว่าให้ไปที่ กลุ่มฝ้ายแท้ทอมือ หรือที่ชาวบ้านแถวนี้เรียกกันว่า บ้านป้าติ๋ว นางธนิษฐา วงศ์ปัดสา ประธานกลุ่มฝ้ายแท้ทอมือและปราชญ์ด้านการทอผ้าของ อ.เขมราฐ ที่กลุ่มฝ้ายแท้ทอมือแห่งนี้ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการทอผ้ามัดหมี่ย้อมครามและเปิดให้ผู้สนใจเข้าไปเรียนรู้กระบวนการทอผ้าครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูกฝ้าย ทำฝ้ายให้กลายเป็นเส้นด้าย การมัดหมี่ ย้อมครามไปจนถึงการทอผ้าเป็นผืน 

ผ้ามัดหมี่ย้อมครามของอำเภอเขมราฐมีจุดเด่นคือที่นี่จะปลูกฝ้ายเอง ปลูกครามเองแล้วเป็นฝ้ายเข็นมือทั้งหมด ข้อดีของการใช้ครามแท้ๆ จะทำให้ผ้านุ่ม สามารถป้องกันยูวี ทำให้ผิวสวย รวมถึงสามารถดูดสารพิษออกจากร่างกายได้ด้วย และความพิเศษสุดๆ ของลายผ้าแต่ละผืนล้วนมีที่มาจากตำนาน เรื่องเล่าของอำเภอเขมราฐทั้งนั้น  อย่างลาย นาคน้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในลายที่เป็นนางเอกของอ.เขมราฐ ก็มีตำนานเล่าว่า มีพญานาคแปลงกายเป็นหญิงสาวสองคนมายืมฟืมคุณยายฝางที่นั่งทอผ้าอยู่ใต้ถุนบ้าน หลังจากนั้น 5 วันพญานาคทั้งสองแปลงกายเป็นมนุษย์อีกครั้งเพื่อนำฟืมทอผ้ามาคืนพร้อมกับให้ลายผ้านาคน้อยนี้ไว้  นอกจากนั้นพญานาคทั้งสองยังให้คำอวยพรเอาไว้ว่า หากผู้ใดได้สวมผ้ามัดหมี่ลายนาคน้อยของข้าจะมีอายุมั่นขวัญยืน ครอบครัวจะอยู่เย็นเป็นสุข เป็นมงคลและจะมีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น อีกด้วย 

หลังจากที่ได้ฟังตำนานผ้ามัดหมี่ย้อมครามลายนาคน้อยแบบกำลังเพลินๆ เราก็ไปเดินดูรอบๆ กลุ่มทอผ้า เห็นคุณยายกำลังนั่งทอผ้าอยู่ ยืนดูอยู่สักพักคุณยายคงเห็นว่าสนใจเลยชวนให้ไปนั่งด้วยกัน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลองนั่งในกี่ทอผ้ารู้สึกตื่นเต้น ใจหนึ่งก็อยากลอง อีกใจก็กลัวทำพัง ต้องขอบคุณ คุณยายที่ให้กำลังใจแล้วบอกให้ลองทำดู ถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายเลย เพราะเป็นงานละเอียดที่ต้องใช้ทั้งความตั้งใจ และใจเย็นเป็นอย่างมาก สุดท้ายคงต้องเป็นความรักจริงๆ ที่จะทำให้เรานั่งอยู่ที่เดิมอย่างใจจดใจจ่อกับผ้าตรงหน้าได้นานขนาดนี้

กว่าจะเป็นผ้ามัดหมี่ทอมือย้อมครามแท้ๆ แบบนี้ไม่ง่ายเลยล่ะค่ะ ผ้าแต่ละผืนต้องใช้เวลาทออย่างน้อยๆ ก็ 7- 8 วัน นี่ยังไม่รวมขั้นตอนที่กว่าจะได้เส้นด้ายมาแต่ละเส้น ต้องใช้ทั้งเวลา ความรัก ความประณีตเพื่อทำให้ออกมาดีที่สุด สวยที่สุดสำหรับคนใส่ รวมถึงการเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติแท้ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใส่ เพราะฉะนั้นผ้าหนึ่งผืนที่ราคาหลักพันต้นๆ ไม่แพงเลยใช่ไหมละคะ ถ้าเทียบกับความทุ่มเทของเหล่าคุณป้า คุณยายที่กลุ่มฝ้ายแท้ทอมือแห่งนี้ หากมีโอกาสแวะเวียนมาที่ อ.เขมราฐก็อย่าลืมมาแวะเวียนอุดหนุนผ้ามัดหมี่ทอมือแท้ๆ แล้วก็มานั่งฟังตำนานของผ้าแต่ละผืนกันเพลินๆ ที่กลุ่มฝ้ายแท้ทอมือกันนะคะ

ที่ตั้ง : กลุ่มฝ้ายแท้ทอมือ บ้านเลขที่ 1 หมู่ 7 ถนนวีระเกษม ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

โทร : 080-471-0987

GPS : https://goo.gl/maps/Ncgx3uF5koPxkaqc8


อยู่ที่กลุ่มฝ้ายแท้ทอมือจนเพลิน ได้เวลาที่เราต้องไปที่ถนนคนเดินเขมราฐกันแล้วว ถนนคนเดินเขมราฐ ถนนสายวัฒนธรรมที่ทอดยาวไปตามถนนถนนวิศิษฐ์ศรีในย่านเมืองเก่ากว่า 1 กิโลเมตร สองข้างทางยังสามารถเห็นตึกรางบ้านช่องเป็นไม้แบบสมัยก่อน ช่วงเย็นๆ บรรยกาศถนนคนเดินมีความครึกครื้นและอบอุ่นไปในตัว นอกจากสิ้นค้าพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น ผ้าทอ ที่เห็นได้ตามท้องถนนแล้ว อีกสิ่งหนึ่งก็คงจะเป็นความน่ารักของทั้งชาวเขมราฐและนักท่องเที่ยวที่ใส่ผ้ามัดหมี่มาเดินตามท้องถนน เห็นแล้วก็อดภาคภูมิใจไม่ได้จริงๆ ค่ะ

อีกหนึ่งไฮไลท์ของถนนคนเดินเขมราฐที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ การแสดงศิลปวัฒนธรรมโดยการฟ้อนรำ ของเหล่าคุณป้า คุณยาย ที่แต่งหน้าแบบจัดเต็มออกมาพร้อมชุดพื้นเมืองงามๆ มาฟ้อนรำให้เราดูกลางถนนคนเดิน บรรยากาศครึกครื้นสนุกสนาน ที่สำคัญนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ก็สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการรำได้ด้วยนะคะ ถ้าไม่มั่นใจหรือไม่มีชุดเนี่ยเขาก็มีให้ยืมด้วย ที่สำคัญไม่ต้องกลัวว่าจะรำผิดรำถูกเพราะเหล่าคุณป้าบอกไว้ว่า “ดูตามป้าแล้วรำตามเลยลูก” 

ไปเดินถนนคนเดินมาก็หลายจังหวัดรู้สึกว่าแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวเองที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับถนนคนเดินเขมราฐ รู้สึกประทับใจมากเพราะเป็นครั้งแรกที่นักท่องเที่ยวอย่างเราได้มีส่วนร่วมบนถนนสายวัฒนธรรมแห่งนี้ แม้จะเป็นแค่การฟ้อนรำสั้นๆ แต่ก็สนุกและรู้สึกได้ถึงการต้อนรับที่อบอุ่นของชาวเขมราฐ ถือเป็นสถานที่ที่ถ้ามาอุบลฯ แล้วไม่ควรพลาดเลยค่ะ


หากใครอยากมาฟ้อนรำหรือชมขบวนฟ้อนรำให้มาบริเวณสี่แยกห้างทองเซ่งฮวด จะเป็นจุดเริ่มขบวนและจุดพักของนางรำค่ะ โดยจะมีการแสดงทั้งหมด 2 รอบ คือ 18.00 น. และ 19.30 น.  สำหรับถนนคนเดินเขมราฐมีแค่เพียงอาทิตย์ละ 1 วัน คือวันเสาร์ เริ่มตั้งแต่ 16.00 น. ไปจนถึง 21.00 น. เลย


ที่ตั้ง :  ถนนวิศิษฐ์ศรี ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

GPS : https://goo.gl/maps/GHGBa7JRbGuBKvkU7


"Day 4"

ถึงเวลาต้องโบกมือลาดินแดนแห่งความเกษมสุขแห่งนี้แล้วล่ะค่ะ สัญญาเลยว่าถ้ามีโอกาสจะกลับมาที่นี่อีกแน่นอน วันนี้เราอยู่ที่อุบลฯ วันสุดท้ายแต่การท่องเที่ยวของเรายังไม่หมดแค่นี้แน่นอนได้มาทั้งทีก็ต้องเอาให้คุ้มหน่อย ถ้าพร้อมแล้วออกเดินทางกันต่อเลย


“เคยได้พาขวัญอ่อน ดูโขงสีปูนเชื่อมมูลสีคราม เหม่อมองฟ้าหม่น คิดถึงหน้ามนยิ่งเหลือ” เชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยได้ยิน ได้ฟังคำร้องจากเพลงช้ำรักจากอุบล ที่ขับร้องโดย มนต์แคน แก่นคูน กันมาบ้าง  เนื้อเพลงพูดถึงชายหนุ่มหวนนึกถึงความหลังเมื่อครั้งพบรักกับสาวอุบลฯ แล้วเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ในจังหวัดอุบลฯ ด้วยกัน  และหนึ่งในสถานที่นั้นก็คือ แม่น้ำสองสี หรือดอนด่านปากแม่น้ำมูลเป็นบริเวณที่แม่น้ำมูลที่มีสีออกเป็นสีครามจะไหลไปรวมกับแม่น้ำโขงที่มีสีออกขุ่นๆ เป็นสีปูนเกิดเป็นแม่น้ำสองสี จึงเป็นที่มาของคำคล้องจองที่ว่า โขงสีปูน มูลสีครามนั่นเอง

จุดที่สามารถมองเห็นแม่น้ำสองสีจะอยู่ในบริเวณของวัดโขงเจียม เมื่อมาถึงแล้วให้เดินไปด้านหลังวัดบริเวณจุดชมวิว เมื่อเดินไปถึงสุดทางจนเห็นปากแม่น้ำเราจะเห็นแม่น้ำโขงอยู่ทางซ้ายและด้านขวาเป็นแม่น้ำมูลไหลมาบรรจบกันที่บริเวณนี้ ซึ่งเราจะสามารถเห็นแม่น้ำสองสีได้ชัดที่สุดในช่วงเดือนเมษายน ถือเป็นอีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของธรรมชาติของประเทศไทยที่ควรมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งเลยล่ะค่ะ

 

ที่ตั้ง : บ้านด่าน ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี

GPS : https://goo.gl/maps/mLxcLTT5ZhyiW7Hr7


ก่อนจะไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้ายในช่วงเย็นนี้เรายังพอมีเวลาเหลือเลยคิดว่าอยากจะไปแวะหาซื้อของฝากติดไม้ติดมือไปฝากที่บ้านกันหน่อย แต่ของฝากอะไรน้าจึงจะเหมาะกับการมาเที่ยวภาคอีสาน เดินเล่นถามคนแถวนี้ไปมาเขาจึงแนะนำให้ไปซื้อกระติ๊บข้าวเหนียวที่บ้านท่าล้ง อาจจะเข้าไปลึกหน่อยแต่รับรองว่าของคุณภาพดีแล้วก็เป็นงานทำมือล้วนๆ เราจึงได้ไอเดียขึ้นมาทันที่ว่าของฝากจากทริปอุบลครั้งนี้ต้องเป็นกระติ๊บข้าวเหนียวนี่ล่ะ!!


ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงจากบริเวณแม่น้ำสองสีเราก็มาถึง ชุมชนบ้านท่าล้ง แล้วสอบถามทางไปยัง กลุ่มกระติ๊บข้าวไทบรู ชาวบรูหรือไทบรูเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อพยพมาจากแขวงจำปาสัก ประเทศลาว เมื่อกว่าร้อยปีก่อน และตั้งรกรากถาวรที่นี่จนกลายเป็นบ้านท่าล้งในปัจจุบัน นอกจากจะย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่ประเทศไทยแล้วชาวบรูเหล่านี้ก็ยังนำเอาความสามารถพิเศษในการจักสานติดไม้ติดมือมาด้วยจึงเป็นที่มาของกลุ่มกระติ๊บข้าวไทบรูนี่เอง

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของที่นี่จะใช้การสานด้วยมือเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น สานเสื่อใบเตย สานกระเป๋าจากไม้ไผ่ และผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อที่สุดของที่นี่ก็คือ กระติ๊บข้าวจากไม้ไผ่ โดยกว่าจะได้มาแต่ละชิ้นชาวบ้านท่าล้งต้องคัดหาไม้ไผ่ที่มีคุณภาพตรงตามสเปค แล้วผ่านขั้นตอนการใช้มือสานอีก 1 - 2 วัน กว่าจะได้กระติ๊บข้าวมาออกจำหน่ายในราคาที่ย่อมเยาอีกทั้งงานจักสานไม้ไผ่ที่บ้านท่าล้งแห่งนี้ยังเป็นงานประณีตที่มีความคงทนสามารถใช้ได้นานถึง 4 - 5 ปีเลยอีกด้วย ถือเป็นของฝากจากแดนอีสานที่เราเชื่อว่าถ้าใครได้รับไปต้องถูกใจและเห็นถึงความตั้งใจของคนทำแน่ๆ เลยล่ะจ้า

ที่ตั้ง : ชุมชนบ้านท่าล้ง ต.ห้วยไผ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 

GPS : https://goo.gl/maps/YxNmTeTP3iC72bA67


ได้ของฝากกันเรียบร้อยเราก็มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางสุดท้ายก่อนจะบินกลับกรุงเทพฯ กันในคืนนี้  เราเชื่อว่าถ้าหากใครได้มาอุบลฯ แล้วไม่ได้มาแวะที่นี่เหมือนมาไม่ถึงเลยล่ะ วัดสิรินธรวรารามภูพร้าว  หรือที่นิยมเรียกกันว่า วัดเรืองแสง โดยท่านพระอาจารย์บุญมากเป็นผู้ริเริ่ม ท่านเป็นคนฝั่งลาวจำปาสักเข้ามาเผยแผ่อบรมสมาธิทางฝั่งไทย ภายหลังท่านต้องเดินทางกลับไปยังฝั่งลาว  ลูกศิษย์ของท่านจึงสานต่องานสร้างวัดต่อไปจนถึงปัจจุบัน  

ตัวอุโบสถของวัดตั้งอยู่บนเนินเขาสูงต้นแบบมาจากวัดเชียงทอง ประเทศลาวและจำลองสภาพแวดล้อมให้เหมือนอยู่ในป่าหิมพานต์จึงเปรียบตัวอุโบสถที่อยู่กึ่งกลางให้เป็นดั่งเขาพระสุเมรุ โดยอุโบสถหลังนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ ต้นกัลปพฤกษ์ด้านหลังอุโบสถที่เมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้วต้นกัลปพฤกษ์ต้นนี้จะเรืองแสงเป็นสีเขียวสวยงามอยู่ด้านหลัง ถือเป็นภาพที่สวยงามสมคำร่ำลือว่าถ้าหากมาเที่ยวอุบลฯ ต้องมาเห็นให้ได้สักครั้ง ซึ่งคุณคณากร ปริญญาปุณโณ ผู้ออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากต้นไม้แห่งชีวิต ในภาพยนตร์เรื่องอวตาร โดยใช้สารเรืองแสง หรือ สารฟลูออเรสเซนต์รอบต้น คุณสมบัติของสารฟลูออเรสเซนต์จะรับแสงพระอาทิตย์ในตอนกลางวันและปล่อยพลังงานออกมาในตอนกลางคืน 

เป็นการจบทริปอุบลราชธานีได้อย่างสวยงามจริงๆ ค่ะ สำหรับใครที่อยากมาถ่ายรูปที่วัดแห่งนี้แนะนำให้มาถึงช่วง 17.30 น. เพราะนอกจากเราจะได้ดูต้นไม้เรืองแสงแล้วที่วัดภูพร้าวแห่งนี้ยังเป็นหนึ่งในจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินได้สวยที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลเลยล่ะค่ะ รับรองว่าได้มาเห็นสักครั้งหนึ่งแล้วจะต้องประทับใจแน่นอน ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ห้ามพลาดเลยจ้า


ที่ตั้ง : ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี

GPS : https://goo.gl/maps/6a3JHQssLBmz7vWZ9


...เวลา 4 วัน 3 คืนนี่ผ่านไปไวมากๆ เลย ถึงเวลาต้องกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองแล้วล่ะค่ะ ถ้าถามว่าทริปนี้สนุกและประทับใจแค่ไหน ต้องขอบอกเลยว่ามากๆ  ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวอีกหนึ่งจังหวัดทางภาคอีสานแบบครบรสสุดๆ หากวันหยุดยาวครั้งหน้ายังไม่มีแพลนไปไหน ลองมาม่วนกันที่จังหวัดอุบลราชธานีนะคะ แล้วคุณจะตกหลุมรักที่นี่เหมือนที่เรารัก..