ถ้าคุณเป็นขาช้อป โดยเฉพาะของถูกของดี รีบเขยิบเข้ามาทางนี้เลยค่ะ เพราะวันนี้ชิลไปไหนจะพาไปตะลุยช้อปปิ้งของถูกของดีในโตเกียว (Tokyo) กับแหล่งสินค้ามือสองที่มีเวลาแค่ 3 วัน 2 คืนก็บินไปช้อปฟินๆ ได้แล้วล่ะค่ะ ลองมาดูกันว่าจะมีสถานที่ไหนน่าไปช้อปกันบ้าง



เตรียมตัวก่อนไปช้อปปิ้งที่ญี่ปุ่น

ก่อนจะบินไปช้อปกระจุยให้มันส์กระจายเราก็ต้องมาเตรียมตัวแพ็คกระเป๋ากันสักนิด แนะนำว่าสายช้อปแบบเรานี้เอาเสื้อผ้าไปไม่ต้องเยอะนะคะ เพราะจะได้มีพื้นที่กระเป๋าใส่สินค้าที่ช้อปปิ้งกลับมาได้อย่างเต็มที่ อ่อ การเลือกฤดูท่องเที่ยวก็มีส่วนสำคัญสำหรับพื้นที่กระเป๋าด้วย ถ้าไปหน้าหนาวอาจจะต้องแบกเสื้อหนาวไปเยอะ แนะนำว่าไปช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประมาณเดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม หรือฤดูใบไม้ร่วง ประมาณปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่เหมาะกับการช้อปมากๆ เพราะอากาศกำลังดี ไม่หนาว และไม่ร้อนจนเกินไป ให้สายช้อปได้เดินช้อปชิลๆ ได้ทั้งวัน

รู้ไหม? ว่าไปญี่ปุ่นไม่ต้องแลกเงินไปแล้วจ้า

แต่ก่อนจะไปเที่ยวแต่ละครั้งก็ต้องหาร้านหรือธนาคารแลกเงิน และต้องเสียเวลาเดินทางไปแลกเงิน แต่เดี๋ยวนี้มีหลายธนาคารที่ให้เราสามารถกดเงินผ่านตู้เอทีเอ็มในต่างประเทศเป็นสกุลเงินประเทศนั้นๆ ได้เลยสะดวกมากๆ ซึ่งครั้งนี้เราได้เลือกใช้บริการ "บัตรเดบิตฟรีเว่อร์ไลท์ ( Freever-lite) ของธนาคารธนชาต" เพราะสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ฟรีเว่อร์ตามชื่อบัตรเลยค่ะ เริ่มต้นความฟรีในประเทศที่เราสามารถสอบถามยอด/ ถอนเงินสด จากตู้ ATM ฟรี!! ได้ทุกตู้ ทุกธนาคาร ทุกที่ทั่วไทย ฟรีต่อที่สองคือจ่ายบิลที่ตู้ ATM ธนาคารธนชาต / Thanachart  iNet/ Thanachart Connect โมบายแอพได้แบบฟรีๆ และฟรีต่อที่สามคือ โอนเงินต่างธนาคาร ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ที่ ตู้ ATM ธนชาต / Thanachart iNet / Thanachart Connect โมบายแอพ ได้แบบฟรีเว่อร์จริงๆ

และสิ่งสำคัญที่ทำให้เราเลือกใช้บัตรเดบิตฟรีเว่อร์ไลท์ของธนาคารธนชาต นั้น คือ ฟรี! ค่าธรรมเนียมถอนเงินสด ที่ตู้ ATM ทั่วโลก ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (**มีค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินไม่เกิน 2.5%ของยอดใช้จ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ, อาจมีค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับธนาคารเจ้าของเครื่อง ATM แต่ละประเทศ**)  เรียกได้ว่าเห็นข้อนี้ไปก็เลิฟๆ ให้เราเดินไปสมัครทำบัตรนี้ทันที ซึ่งวิธีการทำก็ง่ายมากๆ ไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น เพียงไปเปิดบัญชีฟรีเว่อร์ไลท์ ที่เคาน์เตอร์ธนาคารธนชาต ทุกสาขา พร้อมระบุว่าทำบัตรเดบิตฟรีเว่อร์ไลท์ เปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง 100 บาท โดยมีค่าธรรมเนียมรายปี 250 บาท/ปี และค่าธรรมเนียมค่าออกบัตร 100 บาท แต่ช่วงนี้มีโปรโมชันยกเว้นค่าธรรมเนียมออกบัตร 100 บาท เมื่อเปิดบัญชีพร้อมสมัคร Thanachart Connect โมบายแอพ หรือ ธนชาตพร้อมเพย์ (ถึง 31 ธ.ค. 62)

เมื่อเปิดบัตรเรียบร้อยแล้วก็ใส่เงินไว้ในบัญชีเลยค่ะ อยากจะเอาเงินไปใช้ในญี่ปุ่นเท่าไรก็ใส่ไปได้เลย และยิ่งช่วงนี้เงินเยนลง ( 100 เยน = 27.95 บาท อัพเดตล่าสุดวันที่ 24 ตุลาคม 2562) ทำให้การช้อปในญี่ปุ่นเป็นความสุขของขาช้อปอย่างเรากันเลยล่ะค่ะ

เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วก็ออกเดินทางไปตะลุยโตเกียวกันได้เลยค่าาา

วันแรกเราเดินทางไปถึงสนามบินนาริตะ (Narita International Airport) ตอนเช้าตรู่ พอผ่านตม.ปุ๊บก็หาตู้เอทีเอ็มกดเงินกันก่อนเลย โดยสังเกตตู้เอทีเอ็มที่มีเครื่องหมาย  CirrusCirrus หรือ atmpoolCirrusหรือ MasterCardCirrus ค่ะ  เดินมาในสนามบินนาริตะก็เจอตู้เอทีเอ็มของ 7BANK ซึ่งเจ้าตู้นี้จะอยู่ในร้านสะดวกซื้อของ 7-11 ในญี่ปุ่นและทุกมุมเมืองเรียกได้ว่าสะดวกมากๆ บนตู้มีสัญลักษณ์ CirrusCirrus และ MasterCardCirrus ตามในบัตรเดบิตฟรีเว่อร์ไลท์ เลยค่ะเดินเข้าไปกดได้เลยโล้ด

พอเดินเข้ามาจะสังเกตเห็นภาษาญี่ปุ่นเต็มไปหมดก็ไม่ต้องตกใจ กดตรงปุ่ม International Card Info. ได้เลย

มีภาษาไทยด้วยแกรรร รอดแล้ว

พอกดมาปุ๊บก็มีภาษาไทยบอกรายละเอียดวิธีการกดอย่างละเอียดเลยล่ะค่ะ วิธีการก็ไม่ยากใส่บัตรเข้าไปแล้วกดตามรายละเอียดที่ขึ้นบนจอได้เลย โดยสามารถเช็คค่าเงินได้ที่ https://www.thanachartbank.co.th/cds/thanachart/ExchangeRate/exchange_rate.aspx (ค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินไม่เกิน 2.5% ของยอดใช้จ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ)

ในหน้าจอจะแจ้งเรื่องค่าธรรมเนียมการใช้งานในต่างประเทศ ซึ่งปกติถ้าเรานำบัตรเดบิตไปกดในตู้ของต่างประเทศจะเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท/ครั้ง แต่สำหรับ บัตรเดบิตฟรีเว่อร์ไลท์ ใบนี้ ฟรี! ค่าธรรมเนียมถอนเงินสด ที่ตู้ ATM ไม่จำกัดจำนวนครั้ง( ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย. 2562 - 31 ธ.ค. 2563) เพียงเท่านี้ก็ได้เงินเยนพร้อมไปช้อปในญี่ปุ่นแล้วล่ะค่ะ

จากนั้นก็เลือกนั่งรถไฟ Keisei Skyliner เข้าสู่สถานีอูเอโนะ (Ueno) ค่ะ ซึ่งตอนนี้เขามีโปรโมชันค่าตั๋วไป-กลับ พร้อมบัตรนั่งรถไฟใต้ดินในโตเกียวที่นั่งได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งราคาตามนี้เลยค่ะ
- ตั๋วไป-กลับ Keisei Skyliner + Tokyo Subway Ticket แบบ 24 ชั่วโมง ราคา 4780 เยน
- ตั๋วไป-กลับ Keisei Skyliner + Tokyo Subway Ticket แบบ 48 ชั่วโมง ราคา 5180 เยน
- ตั๋วไป-กลับ Keisei Skyliner + Tokyo Subway Ticket แบบ 72 ชั่วโมง ราคา 5480 เยน
ครั้งนี้เราเลือกแบบที่ 3 เพราะจะอยู่โตเกียวกันแบบเต็มที่ 3 วันเต็มๆ เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางที่คุ้มค่ามากๆ และใช้เวลาเข้าเมืองเพียง 44 นาทีเท่านั้น

ที่พักที่เราจองไว้ชื่อว่า UENO NEW IZU HOTEL ค่ะ ทำเลดีมาก ตั้งอยู่ใกล้สถานีอุเอโนะทางออกที่ 3 เพียง 3 นาทีเท่านั้น ค่าที่พักไม่แพงค่ะ ครั้งนี้เรามาช้อปคนเดียวเลยจองห้องพักแบบห้องเดี่ยว แต่แชร์ห้องน้ำ ราคาตกคืนละ 6000 เยน หรือประมาณ 1600 บาท

ห้องค่อนข้างกว้าง มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้ง ทีวี โทรศัพท์ ไดร์เป่าผม เครื่องปรับอากาศ ไวไฟฟรี ตู้เย็น ชุดยูกาตะ ผ้าขนหนู กาน้ำร้อน พร้อมมีชาแบบซองให้ด้วย ห้องน้ำเป็นแบบห้องน้ำรวมค่ะ แยกห้องอาบน้ำและห้องสุขา ซึ่งข้อเสียคือแต่ละชั้นจะมีห้องน้ำห้องเดียวเท่านั้น แต่โชคดีว่าตอนที่เราไปไม่ค่อยมีลูกค้าที่ใช้ห้องน้ำรวมเท่าไร และห้องที่เราพักติดกับห้องน้ำเลย จึงเหมือนเป็นห้องน้ำส่วนตัวของเราไปเลยค่ะ

เมื่อเช็คอินเรียบร้อยแล้วก็ไปหาอาหารเช้าทานกันที่ตลาดอาเมะโยโกะ(Ameyoko) ใกล้ๆ กับสถานีอุเอโนะ

แนะนำร้านนี้เลยค่ะ ร้านซูชิหน้าตู้ม Miuramisaki Kou ตั้งอยู่ในตลาดอาเมะโยโกะ เป็นร้านที่ได้รับความนิยมทั้งคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติ ร้านเปิด 10.30 น. ค่ะ โดยหน้าร้านจะมีคนมายืนต่อคิวรอตั้งแต่ก่อนร้านจะเปิด

ซูชิของที่นี่จะเป็นแบบจานหมุนราคาเริ่มต้นที่ 100 เยน ไปจนถึง 660 เยน หรือจะเลือกสั่งเพิ่มกับทางเชฟก็ได้ค่ะ โดยราคาจะแตกต่างไปตามสีจาน ใครอยากกินถูกกินแพงก็เลือกกันได้เลย

แต่ละจานหน้าตู้มสะใจ และสดมากๆ เราทานไปประมาณ 5 จาน จ่ายไปแค่พันเยนนิดๆ ถือว่าราคาไม่แพงเลย

ท้องอิ่มแล้วก็ตะลุยช้อปกันต่อ ซึ่งตลาดอาเมะโยโกะนั้นมีทุกสิ่งให้คุณเลือกสรรเลยล่ะค่ะ ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ไปจนเครื่องสำอางเลือกช้อปกันได้เลยราคาไม่แพงด้วย

จากนั้นก็นั่งรถไฟเจอาร์เดินทางไปช้อปกันต่อ ซึ่งจุดหมายของเราในวันนี้คือย่านคิจิโจจิ (Kichijoji) เป็นย่านสุดฮิปที่มีร้านขายของมือสองให้ขาช้อปอย่างเราได้เลือกซื้อเพียบบบ วิธีการเดินทางจากสถานีอุเอโนะใช้บัตร Tokyo Subway Ticket ไปลงสถานีชินชูจูกุ (Shinjuku) จากนั้นก็ใช้บัตร Suica ซึ่งเป็นบัตร IC Card ที่ใช้กับการเดินทางในรถสาธารณะของญี่ปุ่นรวมถึงยังสามารถซื้อสินค้าและบริการในร้านสะดวกซื้อต่างๆ ได้ ใช้นั่งสาย JR Chuo Line ไปลงยังสถานีคิจิโจจิ ค่ารถประมาณ 220 เยนค่ะ

ย่านนี้จะมีร้านขายเสื้อผ้ามือสองและร้านขายของแนวแอนทีคให้เลือกชมหลายร้านเลยค่ะ เดินเพลินมากๆ

และย่านนี้ยังมีสวนสาธารณะอิโนะคะชิระ (Inokashira Park) ซึ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะเต็มไปด้วยดอกซากุระมากมายเลยล่ะค่ะ มีกิจกรรมถีบเรือเป็ดให้ได้ชิลกันด้วย ใครที่ช้อปกันเหนื่อยแล้วก็ลองมาพักผ่อน สูดอากาศดีๆ ที่สวนนี้กันได้เลย

จากสถานีคิจิโจจิ นั่งรถไฟสาย JR Chuo Line ย้อนกลับมาทางสถานีชินจูกุค่ะ และลงที่สถานีโคเอนจิ (koenji) ซึ่งจะอยู่ก่อนถึงสถานีชินจูกุ ย่านนี้เป็นอีกหนึ่งย่านมือสองที่เราอยากแนะนำ เพราะมีร้านเสื้อผ้ามือสองให้เหล่าขาช้อปได้เลือกหลายร้าน


ร้านมือสองใหญ่ที่สุดในย่านนี้ก็คือร้าน MODE OFF ซึ่งเป็นร้านในเครือร้านมือสอง HARD OFF ของญี่ปุ่นเห็นชื่อร้านที่ลงท้ายว่า OFF เมื่อไรรีบตรงดิ่งไปเลยนะคะ เพราะที่นี่จะเป็นที่รวมสินค้ามือสองที่มีทั้งแบรนด์แนมและโลคัลแบรนด์ให้เลือกเยอะมากๆ

กระเป๋าแบรนด์เนมราคาถูกมากกกก

เดินออกจากร้าน MODE OFF ปุ๊บก็เจอร้านนี้ กางเกงยีนส์ เสื้อผ้าแนวสตรีทถูกมากๆ เริ่มต้นประมาณ 500 เยน หรือประมาณ 150 บาทเท่านั้น

จากนั้นตอนเย็นแนะนำว่านั่งรถไฟมาลงที่สถานีชินจูกุ หาอะไรกินก่อนกลับที่พักค่ะ ซึ่งย่านนี้จะเป็นย่านขวัญใจของนักท่องราตรีที่ชอบปาร์ตี้แฮงเอาท์ ใครชอบทานแนวอิซากายะขอแนะนำ ตรอกโอโมอิเดะโยโกโจ  (Omoide Yokocho) ย่านกินดื่มที่อยู่ใกล้กับสถานีชินจูกุ เป็นตรอกเล็กๆ ที่บรรยากาศเรโทรเหมือนย้อนไปสมัยโชวะ อารมณ์เหมือนหลุดไปในหนัง ALWAYS : Sunset on Third Street กันเลยค่ะ โดยย่านนี้จะมีร้านแนวอิซากะยะให้เลือกแฮงเอาท์ตลอดสองข้างทาง


วันที่สอง เริ่มเช้าวันใหม่ขอไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดเซนโซจิ (Sensoji) ที่อาซากุสะ (Asakusa) เอาฤกษ์เอาชัยกันก่อนค่ะ ซึ่งเป็นวัดฮอตฮิตติดลมบนของนักท่องเที่ยว เชื่อกันว่าถ้าได้มาขอพรที่นี่จะสมปราถนาเพราะเป็นหนึ่งวัดที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ ในโตเกียว

สัญลักษณ์ของวัดเซนโซจิคือโคมสีแดงอันยักษ์ที่จะอยู่บริเวณประตู Kaminarimon และประตู Hozo Mon ซึ่งคนที่มาที่นี่ก็ต้องมาถ่ายรูปทำท่าถือโคมยักษ์กันแทบทุกคนเลยค่ะ แนะนำว่าถ้าอยากได้ภาพสวยๆ ควรมาตอนเช้าก่อน 8 โมงเช้า หรือมาในช่วงยามเย็นไปเลย เพราะในช่วงปกติจะเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย จนแทบไม่มีมุมถ่ายรูปโคมไฟสวยๆ กันเลย

อีกหนึ่งไฮไลท์ของที่นี่คือถนนนากามิเซะ (Nakamisedori) ถนนความยาว 250 เมตรที่อยู่ระหว่างประตู Kaminarimon และประตู Hozo Mon ซึ่งจะเต็มไปด้วยร้านรวงเรียงรายทั้งร้านของฝาก ร้านขนมน่ากิน เลือกชมกันไม่ถูกเลยล่ะค่ะ

เงินหมดก็ใช้บัตรเดบิตฟรีเว่อร์ไลท์เดินไปกดตังค์ที่ตู้เอทีเอ็ม บอกเลยว่าที่ถนนแห่งนี้มีของน่าซื้อที่ยั่วยวนเงินเยนในบัตรเดบิตของเรามากๆ ค่ะ จะถอนกี่ครั้งก็ได้ก็ไม่ต้องกลัวเสียค่าธรรมเนียม

จากวัดเซ็นโซจิเราเดินทางไปตะลุยช้อปปิ้งย่านมือสองกันต่อที่ย่านชิโมคิตะซะวะ (Shimokitazawa) การเดินทางนั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานีชิบุยะ (Shibuya) แล้วนั่งรถไฟสาย Keio Inokashira Line ไปลงสถานีชิโมคิตะซะวะใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น

ย่านนี้บอกเลยว่าน่ารักเหมาะกับสาวๆ สายช้อปอย่างเรามากๆ เพราะถือได้ว่าเป็นย่านที่มีร้านมือสองเยอะที่สุดและมีร้านคาเฟ่ให้เลือกนั่งชิลมากมายเลยล่ะค่ะ

เสื้อผ้ามือหนึ่งราคาถูกก็มีนะคะ อย่างร้านนี้เป็นร้านเสื้อผ้าผู้หญิงที่น่ารักคาวาอี้สุดๆ ราคาเริ่มต้นที่ 990 เยนหรือประมาณ 280 บาทเท่านั้น ช้อปเพลินมากๆ เลยล่ะค่ะ

ช้อปเหนื่อยก็มีคาเฟ่น่ารักให้เลือกนั่งพักจิบกาแฟหอมกรุ่น

ตอนเย็นแวะมาเดินช้อปต่อกันที่ชิบุย่า ซึ่งสิ่งที่ห้ามพลาดของการเดินชิบุย่าคือการมาเดินข้ามห้าแยกชิบุย่าที่วันนึงจะมีคนเดินผ่านแยกนี้เป็นแสนๆ คน เป็นช่วงเวลาที่เราจะเห็นคลื่นมนุษย์เดินผ่านห้าแยกแห่งนี้ในช่วงเวลาเพียงไมกี่วินาที

มื้อค่ำแวะกินข้าวหน้าเนื้อสุดอร่อยในร้าน Matsuya ร้านข้าวหน้าเนื้อราคาประหยัดที่มีสาขามากมายในโตเกียวบอกเลยว่าเนื้อร้านนี้นุ่มแทบละลายในปากกันเลยทีเดียว


วันสุดท้ายก่อนเดินทางกลับเมืองไทยเราแวะมาซื้อขนมและของฝากกันที่ตึกทาเคยะ (Takeya) หรือตึกม่วง แหล่งซื้อของฝากราคาประหยัดในโตเกียวแถมยังมี Tax Free อีกด้วยค่ะ การเดินทางนั่งรถไฟใต้ดินไปลงสถานี Naka-Okachimachi ออกทางออกที่ 3 เดินออกมาก็จะเจอตึกม่วงเลย ก่อนจะเข้าตึกเราใช้บัตรเดบิตฟรีเว่อร์ไลท์ ไปถอนเงินเยนในตู้เอทีเอ็มมาช้อปปิ้งของฝากปิดท้ายทริป

โดยอาคารหลักๆ ของตึกม่วงที่เรามักไปช้อปกันจะอยู่ที่ตึก A จะเป็นตึกขายขนมและของฝาก ทั้ง พวกคิทแคท ช็อคโกแลต ถั่ววาซาบิ ทาโร่ชีส มาซื้อที่นี่เลยค่ะถูกที่สุดแล้ว ส่วนตึก B จะเป็นตึกเครื่องสำอางคอสเมติค ครีมบำรุง และวิตามินต่างๆ แค่ใช้เวลากับ 2 ตึกนี้ก็หมดไปเกือบครึ่งวันแล้วล่ะค่ะ

ทริปนี้แม้จะเป็นทริปสั้นๆ เพียง 3 วัน 2 คืน แต่เราก็ได้เต็มอิ่มกับการตะลุยช้อปปิ้งพร้อมทานอาหารอร่อยในโตเกียว และไม่ต้องกังวลว่าเงินที่แลกมาจะพอหรือเปล่า เพราะเราสามารถใช้บัตรเดบิตฟรีเว่อร์ไลท์ ( Freever-lite) ของธนาคารธนชาต ถอนเงินสดที่ตู้เอทีเอ็มตามใจต้องการโดยไม่มีค่าธรรมเนียมถอนเงินสดอีกด้วย ทริปหน้าเราจะไปตะลุยแหล่งของถูกของดีที่ไหนอีกก็รอติดตามกันได้เลยค่า

คลิกชมรายละเอียดบัตรเดบิตฟรีเว่อร์ไลท์ ที่นี่เลยค่ะ>>http://bit.ly/2N4NS0n