หลังจากที่การรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดตัวรถไฟขบวนใหม่อย่างเป็นทางการ ไปเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เราก็ได้มีโอกาสได้นั่งรถไฟขบวนใหม่นี้ไปเที่ยวเชียงใหม่ 

08
 


เป็นขบวนที่มีชื่อว่า “ขบวนรถด่วนพิเศษอุตราวิถีที่ 9” เดินทางจากกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ บอกได้เลยว่าเป็นการเดินทางที่ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะเป็นการได้นั่งรถไฟครั้งแรก ทริปนี้ตั้งใจจะไปกินอย่างเดียวเลยค่ะ ตัวไม่แตกไม่กลับบ้าน คัดแต่ร้านสวยๆ แจ่มๆ และขึ้นชื่อของเชียงใหม่กันเลย
 

รถไฟที่เรานั่งขบวนนี้ เป็นขบวนที่ออกจากกรุงเทพเวลา 6 โมงเย็น ซึ่งจะถึงเชียงใหม่ 7 โมง 15 นาที ในตอนเช้า ถึงเวลาได้ขึ้นรถไฟแล้ว ก้าวเข้าไปในขบวนรถก็รู้สึกถึงความสะดวกสบายและความใหม่
  
 
 ที่นั่งจะเป็นเบาะสีแดง มีโต๊ะที่พับได้ด้านหน้าที่นั่งไว้ให้สำหรับวางของและยังมีปลั๊กให้ชาร์จแบตอยู่ตรงที่นั่งของเราอีกด้วยนะ 
นั่งรถไฟไปเล่นมือถือไปเพลินๆ ไม่ต้องกลัวแบตหมดเลยค่ะ
 

 
 ออกจากกรุงเทพฯ ไปได้สักพัก ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาบริการปรับเบาะที่เรานั่งให้เป็นเตียงพร้อมนอนกันเลยค่ะ 
 

ส่วนใครที่สูงกลัวว่าขาจะยาวเกินเบาะ ไม่ต้องห่วงนะคะ เพราะไซส์ฝรั่งตัวยาว ก็นอนได้สบายเลยค่ะ 
 

หลังจากที่เจ้าหน้าที่มาปรับเบาะให้เราแล้ว มันยังไม่ง่วง ตามสไตล์คนอยากรู้อยากเห็นอย่างเรา ถึงเวลาเดินสำรวจขบวนกันแล้วค่ะ แน่นอนเราต้องไปที่ห้องเสบียงก่อนเลย
 

 
ซึ่งห้องเสบียงก็จะเป็นตู้ที่อยู่ตรงกลางของรถไฟพอดี ทำให้เดินไปได้สะดวก ของที่ขายก็จะมีพวกกาแฟ ขนมปัง แซนวิส และขนมทานเล่นต่างๆ รวมถึงของใช้เล็กๆ น้อยๆ ค่ะ 


ตอนที่ไม่มีคน ดูสะอาด ใหม่ เหมือนรถไฟของต่างประเทศเลยค่ะ

 

โดยบริเวณตู้เสบียงจะมีสัญญาณ Wi - Fi ให้เล่นด้วยค่ะ เสียดายที่เป็นจุดเดียว ในตู้โดยสารไม่มี 
 

ช่วงระหว่างที่เราเดินผ่านขบวน เราก็เจอกับประตูระบบกึ่งอัตโนมัติที่อยู่ระหว่างขบวน เราต้องกดปุ่มเพื่อให้ประตูเปิด ทำให้เวลาเราเดินจากตู้นึงไปอีกตู้นึงรู้สึกปลอดภัยโดยไม่ต้องกลัวตกช่องระหว่างตู้รถไฟ
 


 
ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือห้องน้ำ เป็นระบบสูญญากาศแบบเดียวกันกับบนเครื่องบิน เป็นอะไรที่ดีสุดๆ ไปเลยค่ะ เวลานั่งแล้วรู้สึกโคลงเคลงน้อยมาก 
 


 
หลังจากที่เราเดินสำรวจจนพอใจแล้วก็กลับไปที่นอน แต่ละตู้ของรถไฟขบวนนี้สังเกตได้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ตู้ละหนึ่งคน ปลอดภัยสบายหายห่วงค่ะ
 

นอกจากนี้ยังมีกล้องวงจรปิด จอแสดงเวลา บอกชื่อขบวน เลขที่ขบวน อุณหภูมิ และบอกเราด้วยค่ะว่าในขณะนั้นเราเดินทางไปถึงไหนแล้ว สะดวกดีค่ะ 


และแล้วเราก็ได้มาถึงเชียงใหม่เป็นเวลา 7 โมงเช้า พอดีเลย ถือว่าตรงเวลามากค่ะ
 


 
พอมาถึงเชียงใหม่เราก็ ตรงดิ่งไปหาอะไรกินรองท้องทันที ก่อนจะไปเก็บของในที่พักให้เรียบร้อย โดยทริปนี้เราพักกันที่ B+Arch House ที่พักในตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งนอกจากจะเป็นที่พักแล้วด้านล่างยังเป็นคาเฟ่เท่ๆ อีกด้วยค่ะ 
 

ที่นี่ตกแต่งสไตล์ลอฟท์ ดิบๆ โชว์ปูนเปลือย และยังตกแต่งด้วยเหล่าตุ๊กตา ของสะสมต่างๆ ทั้งกันดั้ม ไอร่อนแมน สตาวอร์ ฯลฯ 
 


ทุกห้องตกแต่งเหมือนกันและราคาเท่ากัน ต่างกันเพียงเตียงเดี่ยว/คู่ บนดาดฟ้ามีวิวสวยลมโกรกเย็นสบาย 
 

อ่านรีวิวที่พัก B+Arch House เพิ่มเติมได้ที่ >> www.chillpainai.com/scoop/7769/
 
เก็บของกันเรียบร้อยพร้อมที่จะไปตะลุยร้านที่กำลังฮิตๆ ในเชียงใหม่กันแล้วค่ะ.. ซึ่งร้านแรกที่เราจะไปนั้นก็อยู่ไม่ไกลจากที่ที่เราพักมาก ชื่อร้าน Cafe no.39 
 
 
เป็นร้านที่อยู่แถวหลังมช. เข้าซอยวัดอุโมงค์ไปหน่อยก็จะเจอกับร้าน ร้านนี้กำลังฮิตในเชียงใหม่อยู่ในตอนนี้เลยค่ะ บรรยากาศร้านร่มรื่น มีต้นไม้สีเขียวๆ ล้อมรอบมีการจัดร้านหลากหลายมุมให้เลือกนั่งตามสบาย
 

 
ทั้งด้านในตัวร้านและนอกตัวร้านประดับตกแต่งไปด้วยของสะสมเก่าๆ สไตล์วินเทจและภายในตัวร้านก็มีมุมให้ถ่ายรูปชิคๆ เยอะมาก มาถึงต้องสั่งกาแฟเย็นพร้อมเค้ก นั่งทานในร้านบรรยากาศดีๆ ฟินสุดๆ ไปเลยค่ะ 

อ่านรายละเอียดคาเฟ่ >> No 39 cafe เพิ่มเติมได้ที่  www.chillpainai.com/scoop/8167

 
 
ต่อมาเราก็ไปต่อกันอีกร้านในตัวเมืองเชียงใหม่กันซึ่งระยะทางก็ห่างจากร้านแรกพอสมควรแต่ก็ไม่มากนัก แต่ที่อยากมาก็คือร้านนี้ก็เพราะว่ามีมุมให้ถ่ายรูปสวยๆ เยอะ ไม่แพ้กับร้านแรกเลย ซึ่งร้านนี้ชื่อร้านว่า Dadd’y Antique Cafe and Restaurant เป็นร้านที่มีลักษณะคล้ายกับโบสถ์เก่าๆ ตกแต่งสไตล์ยุโรป

 

 
เป็นร้านที่ค่อยข้างแปลกและไม่ค่อยพบเห็นร้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะอย่างนี้มากสักเท่าไหร่ ภายในตัวร้านก็ตกแต่งด้วยของเก่าๆ แสงไฟสีส้มๆ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง

 
 
อาหารอร่อยมีทั้งเมนูอาหารไทยและต่างประเทศ ราคาก็ไม่แพงกว่าที่คิดด้วย โดยรวมถือว่าคุ้มค่ามาก บอกได้เลยว่าใครที่แวะผ่านมาแถวนี้ก็อย่าลืมมาเช็คอินที่ร้านนี้ด้วยนะ

 
 
และก่อนที่เราจะกลับเราก็มาแวะกันที่ร้านนี้เลย ชื่อว่า ร้านเก๊ามะขาม ซึ่งเป็นร้านที่อยู่ไกลออกจากตัวเมืองเชียงใหม่พอสมควร แต่ถ้าได้มาแล้วจะไม่ผิดหวังแน่นอน

 

 
เพราะเป็นร้านที่บรรยากาศดีมาก เหมาะแก่การไปพักผ่อนชมบรรยากาศชิวๆ อากาศเย็นๆ จิบกาแฟสบายๆ ซึ่งที่นี่เป็นร้านที่พึ่งเปิดใหม่ได้ไม่ถึงปี ตัวร้านจะอยู่ตรงต้นมะขามสูงประมาณ 4 เมตรมีอยู่ 2 ชั้น และชั้นบนที่เรานั่ง ก็สามารถที่จะมองวิวได้ 360 องศา
 

 
ส่วนที่เห็นแท่งไม้ไอติมสีๆ คือเราสามารถที่จะเขียนและห้อยเป็นที่ระลึกได้ว่าเราเคยมาที่นี้ หรือจะเอาเก็บกลับไปก็ได้นะ
 

 
ซึ่งใครที่มาเชียงใหม่ก็ขอแนะนำว่าเป็นอีกร้านที่ไม่ควรพลาด ยังไงก็ลองมาแวะจิบกาแฟชิลๆ ชิมเค้กพร้อมกับชมวิวสบายๆท่ามกลางธรรมชาติกัน
 
 
ตกเย็นกลับเข้าเมือง เราไปเดินเล่นต่อที่ถนนคนเดินท่าแพ ถนนคนเดินที่เป็นต้นตำรับของประเทศไทย บรรยากาศค่อนข้างคึกคักเนื่องจากเป็นวันหยุด เพราะถนนคนเดินท่าแพเปิดวันอาทิตย์ค่
 

 
เดินแล้วเพลินสุดๆ ไปเลย ตังในกระเป๋าสั่นระริกๆ เหมือนอยากจะปลิวหายไปกับเสื้อผ้า ของฝาก งานศิลปะ ของแฮนเมดเก๋ๆ โดยเฉพาะแบบพื้นเมือง อยากได้ไปหมดทุกอย่าง เพลิดเพลินมากๆ ใครที่มาเชียงใหม่แล้วไม่ได้แวะไปเดิน เรียกว่าพลาด! ต้องกลับไปซ้ำใหม่ รับรองว่าม่วนอกม่วนใจ๋จ้าาา..
 


 
หลังจากไปช้อปจนได้ของเต็มไม้เต็มมือแล้วก็ไม่ได้ไปไหนต่อ กลับที่พักนอนเอาแรงกันก่อนค่ะ เพราะต้องเดินทางกลับแต่เช้า เราเลือกเดินทางกลับด้วยเครื่องบินเที่ยวเช้าเพราะ ต้องกลับมาทำงานเลย หลายคนอาจจะกลัวว่าแบบนี้อาจจะเหนื่อย แต่ทริปนี้ไม่เหนื่อยเลยค่ะ ตะล่อนกินตามคาเฟ่ สวยๆ ชื่อดัง ชิลๆ ถ่ายรูปเล่นเรื่อยๆ ได้มาพักสมองแบบไม่ต้องคิดอะไรมากแบบนี้ ก็พร้อมทำงานต่อแล้วค่ะ
 
 
ใครอยากลองรถไฟใหม่แนะนำเลยค่ะว่าสะดวกสบาย ปลอดภัยแถมยังใหม่ใสกิ๊ง สิ่งอำนวยความสะดวกพร้อม ไม่ได้รีบร้อนอะไร นั่งชิลๆ หลับไปทั้งคืนแปปเดียวก็ถึงเชียงใหม่แล้ว ถือว่าเป็นทริปเร่งด่วน ที่ได้ไปใช้ชีวิตชิลๆ สวนทางกับเวลาอีกทริปที่ประทับใจเลยค่ะ ...
 
29
 
เรียบเรียงโดย ชิไปไหน
 
สอบถามรายละเอียดการเดินทาง ตารางเวลาเดินรถ และข้อมูลต่างๆ ได้ที่ CALL CENTER 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง