ทริปเที่ยวตุรกีฉบับรวบรัดสำหรับคนมีเวลาน้อย กับ 2 กิจกรรมไฮไลท์ห้ามพลาดเมื่อไปเยือนตุรกี อาจไม่ได้เจาะลึกหรือพาตระเวนเช็คอินแลนด์มาร์กครบทุกแห่ง แต่เน้นเที่ยวแบบเปิดมุมมองและประสบการณ์ใหม่สำหรับคนที่ไม่ใช่สายชอป แต่ชอบออกไปทำกิจกรรมสนุกๆ ตื่นเต้นกลางแจ้ง พร้อมแล้วไปลุยกันเลยกับ “ทริปเที่ยวตุรกี ล่องเรือสองทวีป ขึ้นบอลลูนสุดฟิน!!”  


เดินทางยังไง?

ทริปนี้ เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาน้อย แต่อยากเก็บไฮไลท์สำคัญๆ ของตุรกี ทั้งที่อิสตันบูลและเกอเรเม แคปพาโดเชีย การเดินทางระหว่างสองเมืองนี้จึงต้องใช้เครื่องบินซึ่งประหยัดเวลาที่สุด เมืองที่ใกล้เกอเรเม แคปพาโดเชียที่สุดคือสนามบิน Nevsehir Kapadokya Airport สนามบินเนฟเซไฮร์ มีสายการบินภายในประเทศของตุรกีบินตรงเกือบทุกวัน

Tips : ถ้าจองล่วงหน้าหลายเดือนอาจได้ตั๋วราคาถูก อย่างสายการบิน Turkish Airline มีโปรตั๋วไปกลับ อิสตันบูล-เนฟเซไฮร์ ราคาตั้งแต่ 144-267 ลีราตุรกี (ประมาณ 771-1,490 บาท) โหลดกระเป๋าได้ 15 กก. ถือขึ้นเครื่องได้อีก 8 กก. (ใครไปช่วงฤดูหนาวอาจต้องคำนวณน้ำหนักกระเป๋าดีๆ เพราะอาจเกินที่สายการบินกำหนด)


ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่?
ขึ้นอยู่กับว่าคุณหาตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพฯ-อิสตันบูล ได้ในราคาเท่าไหร่ ปกติแล้วหากเป็นเที่ยวบินตรงราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่ 19,000-22,000 (โปรโมชั่น) ไปจนถึง 28,000-35,000 บาท แต่ถ้าอยากประหยัดแนะนำเที่ยวบินแบบต่อเครื่องของสายการบินกลุ่มตะวันออกกลาง อย่างเช่น Gulf Air, Oman Air, Royal Jordanian ฯลฯ ซึ่งมักจะมีตั๋วเครื่องบินโปรโมชั่นราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 14,500 บาทออกมาเป็นระยะ (หรืออาจถูกกว่านั้นถ้าโชคดี!)

ค่าเดินทาง ทริปนี้เราจองตั๋วโปรโมชั่น Turkish Airline บินตรงไปกลับจากภูเก็ต-อิสตันบูล ได้ในราคา 14,925 บาท จองล่วงหน้าเกือบ 1 ปี (แต่ตอนนี้ค่าเงินตุรกีอ่อนลงมาก จองล่วงหน้าแค่ 2-3 เดือนก็ได้ตั๋วบินตรงจากกรุงเทพฯ ในราคา 19,000-20,000 บาท ไม่ต้องบินอ้อมให้เสียเวลา) + ค่าตั๋วเครื่องบินกรุงเทพฯ-ภูเก็ต 2,400 บาท กับค่าเที่ยวบินในประเทศตุรกีอีกประมาณ 1,800 บาท รวมทั้งหมดเป็น 19,125 บาท

        - ค่ารถมินิแวน Airport Shuttle จากสนามบินเนฟเซไฮร์-เกอเรเม เที่ยวละ 35 ลีราตุรกี หรือไปกลับ 10-12 ยูโร (ประมาณ 400 บาท) จองล่วงหน้าได้ที่ http://cappadociashuttleservices.com

        - ค่า Istanbul Card บัตรเติมเงินสำหรับเดินทางในอิสตันบูล 20 ลีราตุรกี (107 บาท)


ค่าที่พัก ที่พักที่ตุรกีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มยุโรป ราคาที่พักในเมืองท่องเที่ยวหลักๆ เริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยปลายๆ ไปจนถึงหลักพันต้นๆ ถ้างบน้อย ชอบทำความรู้จักเพื่อนใหม่ แนะนำจองที่พักแบบโฮสเทลที่ค่าห้องพร้อมอาหารเช้าราคาแค่หลักร้อยต่อคืน แต่ถ้าชอบความเป็นส่วนตัวก็มีที่พักราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000-4,000 บาทตามระดับความหรูหรา

   -   ค่าที่พักเมืองเกอเรเม แคปพาโดเชีย 3 คืน 3,486 บาท (รวมอาหารเช้า)

   -   ค่าที่พักในอิสตันบูล 1 คืน 1,500 บาท (ไม่รวมอาหารเช้า)

ค่าขึ้นบอลลูน 140 ยูโร (4,835 บาท)

ค่าล่องเรือ 20 ลีราตุรกี (107 บาท)

ค่ากรีนทัวร์ 30 ยูโร (1,037 บาท)

รวมทริปนี้ใช้งบประมาณไป 30,597 บาท (ไม่รวมค่ากินและชอปปิง)


ครั้งหนึ่งในชีวิตกับทริปขึ้นบอลลูนที่ตุรกี

ถ้าถามถึงกิจกรรมที่เป็น The Must ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวตุรกี แน่นอนว่า การขึ้นบอลลูนคือไฮไลท์หนึ่งที่พลาดไม่ได้เป็นอันขาด!! แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลว่าเราจะได้ขึ้นบอลลูนหรือไม่ ช่วงฤดูร้อนตั้งแต่เดือนมิถุนายน-เดือนกันยายนมีโอกาสที่บอลลูนจะทำการขึ้นบินมากกว่าช่วงอื่นๆ แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไป...ฉะนั้น หากใครอยากมาขึ้นบอลลูนที่ตุรกี แนะนำให้เผื่อเวลาสัก 2-3 วันที่แคปพาโดเชีย เผื่อว่าวันนั้นบอลลูนขึ้นไม่ได้จะได้สำรองขึ้นในวันถัดไป


สำหรับราคาค่าขึ้นบอลลูนที่แคปพาโดเชีย เริ่มตั้งแต่คนละ 140-165 ยูโรแล้วแต่บริษัท ถ้าราคา 140 ยูโรก็จะเป็นบอลลูนขนาดใหญ่ที่นั่งได้ 24-28 คน หากราคา 160 ยูโร จำนวนผู้โดยสารจะน้อยลงประมาณ 12-20 คน ที่นิยมคือบอลลูนของบริษัท Butterfly balloon ที่จำนวนผู้โดยสารไม่มาก ราคาคนละ 165 ยูโร (ราคาขึ้นอยู่กับช่วงฤดูท่องเที่ยว ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวมีนักท่องเที่ยวน้อย ราคาก็จะถูกลงไปอีก)


รถแวนของบริษัทมารับเราที่หน้าที่พักตอน 6 โมงเช้า เนื่องจากช่วงที่เราไปเป็นฤดูหนาว พระอาทิตย์ขึ้นช้า ถ้าเป็นช่วงหน้าร้อนอาจต้องตื่นมารอรถไปขึ้นบอลลูนเช้ามืดตั้งแต่ตี 4-5 จากนั้นรถแวนจะพาเราไปรวมตัวกับลูกทัวร์คนอื่นๆ ที่บริษัทบอลลูน มีกาแฟและขนมปังง่ายๆ ให้รองท้อง ก่อนจะพาเดินทางออกนอกเมืองไปยังจุดที่ขึ้นบอลลูน ซึ่งจะมีบอลลูนหลายเจ้าเตรียมขึ้นอยู่ใกล้ๆ กัน


พอแสงแรกเริ่มปรากฏ กัปตันก็จะพาบอลลูนลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ในตะกร้าบอลลูนแบ่งเป็น 5 ช่อง 4 ช่องสำหรับผู้โดยสาร ส่วนกัปตันจะบังคับบอลลูนอยู่ตรงกลาง ซึ่งบอลลูนความสูงจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ฟุต มองเห็นภาพมุมสูงของหุบเขาเมืองเกอเรเมได้แบบพาโนรามา


กัปตันพาบินผ่านเข้ามาในตัวเมืองเกอเรเม ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปโบกมือทักทายถ่ายรูปกับบอลลูน แต่อาจจะแช่วนไปสักนิด เลยโดนเพื่อนร่วมทริปชาวสเปนบอกให้พาไปดูวิวสวยๆ นอกเมืองหน่อย


เราบินผ่านหุบเขาต่างๆ ผ่านแลนด์มาร์กอย่าง Pigeon Valley วิวบนนี้บอกเลยว่าหลักล้านมากๆ คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปจริงๆ เลยค่ะ ใครมาเที่ยวตุรกีต้องลองมาขึ้นบอลลูนให้ได้สักครั้ง


ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง กัปตันจะพาพวกเรามาลงจอดบริเวณนอกเมืองใกล้ๆ กับเมืองอุตชิซาร์ แล้วเปิดแชมเปญฉลองกันตามธรรมเนียม


อย่างที่บอกว่าบอลลูนไม่ได้ขึ้นบินทุกวัน ระหว่างรอขึ้นบอลลูน อาจเลือกซื้อทัวร์ออกไปเที่ยวเมืองรอบๆ แคปพาโดเชียแบบ 1 Day Trip ซึ่งมีให้เลือก 2 เส้นทางคือ เรดทัวร์ (Red Tour) และกรีนทัวร์ (Green Tour) เราเลือกซื้อกรีนทัวร์ที่เส้นทางค่อนข้างไกลและมีธรรมชาติให้ชมมากกว่า สถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ที่ทัวร์จะพาไป เช่น Pigeon Valley, เมืองโบราณใต้ดินเดอรินกูยู (Derinkuyu Underground City) ซึ่งเป็นเมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในตุรกีและลึกที่สุดในเมืองคัปปาโดเกีย, เดินป่าสำรวจหุบเขา Ihlara Valley ฯลฯ ค่าทัวร์คนละ 30 ยูโร ราคานี้รวมรถรับส่งจากโรงแรม ค่าเข้าชมสถานที่ต่างๆ และอาหารกลางวัน


ถ้าหากไม่อยากซื้อทัวร์ก็อาจเที่ยวเกอเรเมหรือเมืองใกล้ๆ ด้วยตัวเองก็ได้ ประหยัดมากกว่าโดยใช้รถสาธารณะ เราเลือกขึ้นมินิบัสจากท่ารถที่เกอเรเมไปเมือง Uchisar (อุตชิซาร์) ค่ารถเที่ยวละ 4 ลีราตุรกี เพื่อไปชมปราสาท Uchisar Castle ปราสาทหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา มองภายนอกดูเหมือนจอมปลวกหรือรังมดที่เต็มไปด้วยรูขนาดเล็ก เราสะดุดตาที่นี่ตั้งแต่วันที่ขึ้นบอลลูนแล้วมองเห็นยอดปราสาทอยู่ไกลๆ และตั้งใจว่าจะมาเที่ยวให้ได้ ดูจากแผนที่แล้วอยู่ไม่ไกลใช้เวลานั่งรถแค่ 10 นาทีเท่านั้นเอง


เอาจริงๆ เราว่าตัวปราสาทไม่น่าตื่นเต้นเท่ากับวิวที่มองลงมาจากด้านบนยอดปราสาท มองเห็นหมู่บ้านรอบๆ ที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาแบบพาโนรามา แถมรอบๆ ปราสาทยังมีคาเฟ่วิวดี มีมุมถ่ายรูปสวยแปลกตาให้เราถ่ายรูปกันเพลิน


ล่องเรือในดินแดนสองทวีป ณ อิสตันบูล

ตุรกีได้ชื่อว่าเป็นดินแดนสองทวีป เนื่องจากเมืองอิสตันบูลของตุรกีนั้นตั้งอยู่ทั้งในเขตทวีปเอเชียและทวีปยุโรป โดยมีช่องแคบบอสพอรัส (Bosphorus Strait) คั่นกลางระหว่างฝั่งยุโรปที่เรียกว่า “รูมีเลีย” (Rumelia) กับพื้นที่ร้อยละ 97 ของประเทศตุรกีซึ่งอยู่ในฝั่งเอเชียซึ่งครอบคลุมบริเวณส่วนใหญ่ของคาบสมุทรอานาโตเลีย การไปเที่ยวตุรกีเราจึงเหมือนได้ไปเที่ยวประเทศเดียวถึง 2 ทวีปแบบ 2 in 1


เราขึ้นเครื่องบินกลับมาเที่ยวที่อิสตันบูล เพื่อไปทำอีกกิจกรรมไฮไลท์อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการล่องเรือเที่ยวช่องแคบบอสพอรัสนั่นเอง สำหรับเรือเที่ยวชมช่องแคบบอสพอรัสมีให้เลือกขึ้นหลายท่า เราเลือกไปขึ้นที่ท่าเรือ Karakoy แถวสะพานกาลาตา (Galata Bridge) ซึ่งอยู่ใกล้กับย่านที่เราพักในอิสตันบูล


หลังจากซื้อตั๋วที่ช่องขายตั๋วบริเวณท่าเรือคนละ 20 ลีราตุรกีเรียบร้อย เราก็ขึ้นเรือไปเที่ยวกัน เรือจะเริ่มออกจากท่าเรือ Karakoy ไปตามช่องแคบบอสพอรัส ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมระหว่างทะเลมาร์มะราและทะเลดำ ที่มีความยาวราว 30 กิโลเมตร ระหว่างทางเราจะได้ชมวิวสองฝั่งของเส้นแบ่งยุโรปและเอเชีย ผ่านสถานที่สำคัญๆ อย่าง พระราชวังโดลมาบาห์เช (Dolmabahce Palace) พระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในประเทศตุรกี, มัสยิดออร์ตาคอย (Ortaköy Mosque) มัสยิดสไตล์บาโรกที่ สร้างด้วยหินอ่อนสีขาวโดดเด่นงดงามอยู่ริมน้ำ จนได้ชื่อว่าเป็นอัญมณีแห่งช่องแคบ Bosphorus ฯลฯ


จากนั้นเรือค่อยๆ แล่นพาเราลอดใต้สะพานบอสพอรัส (Bosphorus Bridge) สะพานแห่งแรกที่เชื่อมระหว่างอิสตันบูลฝั่งยุโรปและเอเชีย


สถานที่สำคัญถัดมาคือ Rumeli Fortress ป้อมปราการยุคกลางสมัยจักรวรรดิออตโตมันที่ตั้งอยู่บนเนินเขา มีทั้งปราสาทและแนวกำแพงเรียงราย นับเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่โดดเด่นบนฝั่งยุโรปของอิสตันบูล


ฝั่งตรงข้ามเป็นฝั่งเอเชียหรือที่เรียกกันว่าฝั่งเมืองใหม่ อาคารบ้านเรือนฝั่งเมืองใหม่ของอิสตันบูลมีสถาปัตยกรรมร่วมสมัยระหว่างยุโรปและเมดิเตอร์เรเนียน


อาคารใหญ่โตริมน้ำหลังนี้คือ Kuleli Military เป็นโรงเรียนทหารที่เก่าแก่ที่สุดในตุรกี


ไฮไลท์ของช่องแคบบอสพอรัสฝั่งเอเชียคือ พระราชวัง Küçüksu (Küçüksu Pavilion) และ Beylerbeyi Palace พระราชวังสีขาวเก่าแก่ ซึ่งในอดีตใช้เป็นพระราชวังฤดูร้อนในสมัยจักรวรรดิออตโตมันมาตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 ตั้งโดดเด่นอยู่ริมน้ำทางตอนเหนือของสะพาน Bosphorus ในย่าน Beylerbeyi เขต Üsküdar ในอิสตันบูลทางฝั่งเอเชีย


เรือลอดใต้สะพาน Fatih Sultan Mehmet สะพานแห่งที่สองในอิสตันบูลซึ่งทอดข้ามช่องแคบ Bosphorus สร้างเสร็จในปี 1988 สะพานแห่งนี้เคยเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในตุรกีและเป็นอันดับที่ 5 ของโลกในตอนนั้น ก่อนจะถูกสะพาน Osman Gazi Bridge ที่สร้างภายหลังแซงขึ้นมาเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในตุรกีและเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดอันดับ 5 ของโลกแทน จากนั้นเรือจะแล่นย้อนกลับมาตามเส้นทางเดิม โดยวิ่งเลียบมาตามฝั่งเอเชีย


เราเพลินกับวิวสองฟากฝั่งจนรู้สึกว่าเวลา 1.30 ชั่วโมงในการล่องเรือช่องแคบบอสพอรัสผ่านไปอย่างรวดเร็ว ได้ทั้งชมวิวแม่น้ำและอาคารบ้านเรือนสวยๆ ท่ามกลางฝูงนกนางนวลที่บินตามเรือนักท่องเที่ยวตลอดทาง


สำหรับใครชอบถ่ายรูปแนะนำพอขึ้นเรือแล้วให้รีบมาจองที่บริเวณกาบเรือด้านนอก เพื่อจะได้ชมวิวแม่น้ำชัดๆ นักท่องเที่ยวหลายคนนิยมให้ขนมปังกับนกนางนวล ถ้าจะเลือกนั่งบนชั้นสองดีกว่า ไม่อย่างนั้นเศษขนมปังอาจร่วงลงมาใส่หัวเหมือนเราได้


เรือพาเรากลับมาเทียบท่าที่ท่าเรือ Eminonu ฝั่งยุโรปตอนเวลา 5 โมงเย็น เราเดินเล่นชมวิวบนสะพาน Galata Bridge ตอนเย็นมีคนมาเดินเที่ยวชอปปิงและนั่งชิลที่ร้านอาหารริมน้ำบรรยากาศคึกคักมากๆ


ปิดท้ายด้วยวิวยามเย็นของมัสยิด Rüstem Pasha มัสยิดออตโตมันอายุเก่าแก่กว่า 500 ปีของเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ช่วงหลังพระอาทิตย์ตกทำให้ท้องฟ้าเมืองอิสตันบูลกลายเป็นสีชมพู เป็นการปิดทริปเที่ยว 2 จุดเช็คอินไฮไลท์ของตุรกีได้อย่างโรแมนติกสุดๆ ไปเลยค่ะ


เตรียมตัวให้พร้อมก่อนไปเที่ยวตุรกี

สำหรับใครที่อยากไปเที่ยวฟินๆ ในดินแดน 2 ทวีปที่ตุรกีแบบนี้ ก่อนออกเดินทางอย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งเรื่องการแลกเงินที่ควรพกเป็นดอลลาร์สหรัฐหรือยูโรที่จะได้เรทดีที่สุด รวมทั้งหนังสือเดินทางที่มีอายุเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ข้อดีของการไปเที่ยวตุรกีคือคนไทยสามารถไปเที่ยวได้เลยโดยไม่ต้องมีวีซ่า สามารถอยู่ได้ไม่เกิน 30 วัน แต่ถึงจะไม่ต้องขอวีซ่าแต่อย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะสำหรับทริปต่างประเทศ คือการเลือกทำประกันการเดินทางดีๆ ให้อุ่นใจ


ทริปนี้เราเลือกใช้ประกันการเดินทาง Smart Travel ผ่านอิออน อินชัวรันส์ เพราะมีให้เลือกหลากหลาย รวมไว้หมดในที่เดียว คุ้มครองตั้งแต่ทรัพย์สินส่วนตัวเสียหายหรือสูญหายจากการขนส่ง, กระเป๋าเดินทางล่าช้า ไฟล์ทยกเลิก ตกเครื่อง หรือ ถูกยกเลิกการเดินทาง ทำได้ทั้งประกันการเดินทางแบบเดี่ยว หรือแบบกลุ่ม เบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 190 บาท โดยเราสามารถเลือกระดับความคุ้มครองได้หลายแบบ ตั้งแต่ 1 ล้าน - 10 ล้านบาทเลยค่ะ


ที่สำคัญ นอกจากคุ้มครองการเดินทางแล้ว ยังครอบคลุมทั้งอุบัติเหตุการเดินทาง, มีค่ารักษาพยาบาลในการรักษาตัวขณะที่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ หมดกังวลเรื่องการเจ็บป่วยระหว่างทริป พร้อมเพิ่มความอุ่นใจยิ่งขึ้นด้วยบริการฉุกเฉินทางการแพทย์ บริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน สำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับภูมิลำเนา โดยเพียงแค่เราซื้อประกันการเดินทางผ่าน อิออน อินชัวรันส์ ทางบริษัทฯ จะช่วยประสานงานกับทางบริษัทประกันในการจัดเตรียมยานพาหนะ บุคคลากร และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับภูมิลำเนาทั้งหมด รวมไปถึงดูแลถึงการพักฟื้นหลังจากได้รับการรักษาพยาบาล ในฐานะผู้ป่วยในโรงพยาบาลอีกด้วย เรียกว่าคุ้มครองแบบครบวงจรได้อย่างอุ่นใจมากๆ เลยค่ะ

ใครสนใจทำประกันการเดินทางดีๆ แบบนี้ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท อิออน อินชัวรันส์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 0-2689-7111 หรือเลือกซื้อประกันการเดินทางออนไลน์ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ AEON Insurance Service www.aeoninsurance.co.th ได้เลยค่ะ