ช่วงเวลาเที่ยวทะเลกลับมาแล้ว!!! ทริปแรกของปีนี้เราปักหมุดเดินทางไปยังตะวันออกของไทยแลนด์ ขับรถลงเรือ ข้ามไปยัง “เกาะช้าง” เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศนั่นเองค่า! ซึ่งช่วงเดือนพฤศจิกายน - เมษายน เป็นช่วงไฮซีซั่น ทะเลสวย น้ำใส ไม่มีมรสุม เกาะช้างฮอตปรอทแตก! Beach Girl อย่างเราก็ไม่รอช้าคว้าบิกินี่ตัวเก่ง ไปเดินเฉิดฉายริมหาดกันค่า!

ทริปนี่บอกเลยว่าเตรียมตัวดีมาก จัดเสื้อผ้าชุดใหม่ทั้งเซ็ต ครีมกันแดดพร้อมมาก และที่สำคัญ ทริปนี้ได้เครื่องหนีบผมไร้สาย LESASHA Straight 2Go มาลอง เลยถือโอกาสหิ้วมาเกาะช้างเอามาใช้ทำผมและได้รีวิวให้เพื่อนๆ ดูด้วย ยิ่งช่วงนี้เปลี่ยนสีผมบ่อยจนฟูเหมือนโดนปิก้าจูซ็อตด้วยไฟฟ้าแสนโวลต์จะถ่ายรูปทีผมบังวิวหมด! พกตัวนี้มาสะดวกสบาย ไร้สายไฟ จะเอามาจัดทรงผมตอนไหนก็ได้ถูกใจเราสุดๆ


ทริปนี้ตั้งเวลาล้อหมุนออกจากกรุงเทพฯ ประมาณ 9 โมง บวกลบเวลาแวะเข้าห้องน้ำกินข้าวแล้วเราใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง ไปท่าเรืออ่าวธรรมชาติเราก็ซื้อตั๋วขึ้นเรือ ซึ่งเราเอารถขึ้นด้วยต้องเสียค่าเรือคนละ 80 บาท ค่ารถยนต์ 4 ล้อ คันละ 120 บาท ทริปนี้มา 4 คน อ้ายมา 4 คน~ รวมทั้งคนและรถจ่ายไป 440 บาทค่ะ

จากท่าเรืออ่าวธรรมชาติไปเกาะช้างใช้เวลาไม่นานเลย แค่ 20 - 30 นาทีเท่านั้น และบนเรือลำที่เรานั่งมีเครื่องดื่มขายนะคะ นั่งจิบน้ำผลไม้ปั่นตากลมเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงแล้ว!

ถึงบนเกาะช้างประมาณ บ่าย 3 โมงเป็นเวลาเข้าเช็คอินที่พักพอดีเลยค่ะ ทริปนี้เราเลือกพักกันที่ “เกาะช้าง คลิฟ บีช รีสอร์ท” (Koh Chang Cliff Beach Resort) ที่พักติดหาดไก่แบ้ มีให้พักให้เลือกหลายแบบมากเว่อร์ แต่ครั้งนี้เราเลือกพักห้อง “Superior Seaview” ห้องนี้ความพิเศษคือ เรานอนดูทะเลได้จากเตียง หรือจะออกไปรับลมที่ระเบียงก็ฟินได้เหมือนกัน!

เราว่าทะเลที่นี่ไม่เหนียวตัวเหมือนที่อื่น เดินเล่นริมทะเลแล้วไม่เหนียวเหนอะให้รู้สึกหงุดหงิดเลย เราเลยวางแผนว่าวันนี้จะเข้าห้องอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่สักหน่อยก่อนจะออกไปเดินเล่น เริ่มต้นเที่ยวแบบเบาๆ ด้วยการทำกิจกรรมในที่พัก พาย Paddle Board กันค่ะ

หลังจากพายจนหนำใจแล้วเรามาสั่งเครื่องดื่มค็อกเทลและเมนูแกล้มเบาๆ นั่งบีนแบคริมหาด พร้อมถ่ายรูปเล่น บอกเลยว่าได้เป็นร้อยรูป! แถมหาดหน้าที่พักของเรายังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกสวยอีกด้วยค่ะ

จบวันแรกด้วยการพักผ่อนอย่างแท้จริง ...ใครจะวางแพลนตามเราแบบนี้ก็ดีนะคะ เพราะค่อนข้างเหนื่อยจากการเดินทางมา วันแรกไม่ต้องเที่ยวอะไรมาก ทำตัวชิลๆ ก็พอแล้ว


วันที่สองเราตื่นขึ้นมาเจอทะเลแสนงาม ฟ้าสีครามสดใส 55555 เช้านี้เราวางแพลนไว้ว่าจะไปทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวฝรั่งด้วยการไปขี่ช้างและอาบน้ำช้าง เพราะอยากทำมานานแล้ว! มาเที่ยวเกาะช้างเห็นมีปางช้างอยู่ด้วยเลยลองดูสักหน่อยค่ะ

เราเลือกไปกันที่ “ปางช้าง ไก่แบ้ มีชัย” เรานัดทางปางช้างไว้ 8 โมงเช้าเลยค่ะ เป็นนักท่องเที่ยวรอบแรกเลย แพ็คเกจที่เลือกไว้คือ “ขี่ช้างชมธรรมชาติ + อาบน้ำกับช้าง” (ราคา 1,300 บาท) งานนี้เตรียมเปียกเต็มที่ โดยทริปจะเริ่มต้นจากไปขี่ช้างชมวิวก่อน พอก้าวขึ้นน้องช้างเท่านั้นแหละ เรากับเพื่อนตื่นเต้นมาก! มองลงจากหลังน้องแล้วมันสูงกว่าที่คิดมาก ใครกลัวความสูงอาจจะขาสั่นได้เลย

การนั่งน้องช้างชมวิวใช้เวลาประมาณ 30 - 45 นาที น้องจะเดินขึ้นเนินเล็กๆ ไปยังจุดชมวิว จากบนนั้นมองเห็นวิวหาดไก้แบ้ได้แบบพาโนราม่าเลย แต่พิเศษกว่าการชมวิวคือ..เราดูอยู่บนหลังน้องช้างค่ะ เรานั่งไปก็คุยกับควาญช้างไป ด้วยความสงสัยว่าน้องช้างให้เรานั่งแบบนี้หนักหรือเปล่า? ควาญบอกว่าไม่หนัก เขารับน้ำหนักได้ ดีกว่าให้ช้างไปลากซุงเยอะเลยค่ะ

หลังจากที่ลงมาจากหลังช้าง เราก็พาเจ้าช้างน้อย อายุ 5 ปี ชื่อว่าน้องพันธุ์ดีไปอาบน้ำ โดยเราจะอาบกันที่ทะเลเลยค่ะ น้องน่ารักมาก ตัวเล็ก พี่ควาญบอกว่าช้างมีอายุขัยเท่ากับคนหรือมากกว่าด้วยซ้ำ ถ้าน้องอายุ 5 ปี แสดงว่าน้องก็ยังคงเป็นเด็กวัยกำลังซนเลย

เราขี่น้องลงไปในน้ำเลย ตื่นเต้นมาก พอลงน้ำแล้ว...ควาญก็เอาแปรงมาให้เราขัดตัวน้อง ทั้งคนทั้งช้างเปียกกันสนุกสนาน น้องก็เอาหัวมุดน้ำบ้าง เอางวงพ่นน้ำบ้าง เรียกได้ว่าสนุกและได้ถ่ายรูปกับน้องมาเยอะ ใครอยากไปเล่นกับน้องช้างแบบเราโทรไปเบอร์ 089 - 9361149 เลยจ้า

พาน้องไปอาบน้ำมาแล้ว เราก็กลับที่พักมาอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่อีกรอบ...คราวนี้เราแต่งตัวพร้อมจะออกไปตะลุยเกาะช้างกัน หน้าพร้อม ชุดพร้อม แต่ทรงผมไม่พร้อม ถึงเวลา LESASHA Straight 2Go ออกโรงแล้วจ้า! รุ่นนี้เป็นแบบไร้สาย สามารถใช้สาย USB เสียบชาร์จได้เลย ซึ่งใช้เวลาชาร์จไม่นาน ตัวเครื่องสวย สีโรสโกลด์และขาวมุก แถมยังอันเล็กจับถนัดมือ น้ำหนักเบา เอาใส่กระเป๋ามาก็ไม่กินเนื้อที่

การใช้งานก็ง่ายนิดเดียว เลี่อนปุ่มไปตำแหน่ง On จากนั้นก็รอจนไฟสีฟ้าหยุดกระพริบ ก็สามารถใช้งานได้เลย ซึ่งตัวนี้ความร้อนสูงถึง 200 องศา ทำให้ผมอยู่ทรงนานและแผ่นหนีบเคลือบพิ้งค์นาโนทัวร์มาลีนช่วยถนอมเส้นผม ไม่ต้องห่วงเรื่องผมเสียค่ะ

โดยฟังก์ชันของ LESASHA Straight 2Go ตันนี้ทำได้ทั้งหนีบตรง ยกโคน งุ้มปลาย และผมลอนเลย วันนี้เลยจัดทรงแบบหนีบตรงแล้วมาม้วนลอนตรงปลาย หลังทำเสร็จแล้วผมไม่ฟูและไม่ลีบแบนเกินไป เพราะทุกนาทีของเรา คือสิ่งสำคัญ อาจจะมีโอกาสดีดีเข้ามาโดยที่เราไม่ได้ตั้งตัว ดังนั้นเราต้องสวย เป๊ะตลอดวัน! และความดีงามของการไร้สายที่นอกจากสะดวกแล้วยังทำทรงได้อิสระนี่แหละค่ะ จะม้วนซ้ายหรือขวาก็ไม่ต้องกลัวสายไฟพัน ถูกใจเราจนอยากยกให้เป็น Beauty Gagget 4.0 แห่งปี 2019 เลยค่ะ

ได้ทรงผมสวยถูกใจแล้ว ก็มั่นใจพร้อมไปเที่ยวแล้วจ้า! จุดต่อไปที่เราจะไปเช็คอินคือ “จุดชมวิวไก่แบ้” ตั้งอยู่ห่างจากที่พักเราประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นจุดชมวิวที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จากบนนั้นมองเห็นเกาะแก่งน้อยใหญ่ของเกาะช้างได้อย่างสวยงาม บริเวณใกล้ๆ มีร้านกาแฟและโต๊ะนั่งสำหรับจิบกาแฟชมวิวด้วยค่ะ

และนอกจากจะเป็นจุดชมวิวแล้ว ที่นี่มีบริการส่งโปสการ์ดผ่านตู้ไปรษณีย์ทรงยานอวกาศดีแดงใหญ่บิ๊กบึ้มอยู่ด้วยค่ะ

ลงจากจุดชมวิวเรายังไม่กลับที่พักค่ะ สาวๆ สายช้อปทั้งหลายอยากไปหาแหล่งช้อป เราเลยขับรถไปต่อกันที่ท่าเรือบางเบ้า ซึ่งบริเวณใกล้ๆ ท่าเรือเป็นจุดขายของที่ระลึก มีของให้เลือกช้อปเยอะเว่อร์ ทั้งของฝากกระจุกกระจิก ของแฮนด์เมด เสื้อผ้า ชุดว่ายน้ำ รองเท้า และร้านอาหาร ที่พักบริเวณท่าเรือก็มีค่ะ น่าพักมาก คราวหน้าคงต้องหาเวลามาพักแล้ว

นอกจากบริเวณนี้จะเป็นร้านขายของแล้ว ยังมีประภาคารอยู่ที่ปลายสะพานด้วยนะ เราสามารถขึ้นไปยืนตากลมชมวิวได้ แต่ต้องระวังหน่อยนะคะ เพราะระเบียงบางจุดชำรุดไปแล้วบ้าง

หลังจากช้อปกันจนเต็มไม้เต็มมือแล้ว เราหิ้วของกลับที่พัก..กลับไปดื่มด่ำกับบรรยากาศพระอาทิตย์ตกบริเวณหน้าหาดกันค่ะ

เช้าวันที่ 3 วันนี้เราต้องโบกมือลาเกาะช้างกันซะแล้ว เรานอนสบายๆ ตื่นกันไม่เช้ามาก หลังจากกินอาหารเช้าเติมพลังเรียบร้อย เราก็เก็บของเตรียมตัวเช็คเอ้าท์ออกก่อนเวลา เพราะมีอีกที่หนึ่งในเกาะช้างที่เราอยากไปนั่นคือ “น้ำตกคลองพลู”

น้ำตกคลองพลูอยู่ห่างจากที่พักเราประมาณ 4 กิโลเมตร เราต้องเสียค่าเข้าคนละ 40 บาท มีที่จอดรถให้บริการสะดวกสบายค่ะ แต่ไม่ใช่ลงจากรถแล้วจะได้เจอน้ำเลยนะ คือ...เราต้องเดินไปอีกประมาณ 500 เมตร ทางเดินก็ไม่ลำบากอะไรมากค่ะ ขึ้น - ลงเนินและไต่หินนิดหน่อย ระหว่างทางมีมุมให้ถ่ายรูปเก๋ๆ เยอะอยู่นะคะ ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่นดีมาก เราเดินเรื่อยๆ พักถ่ายรูปบ้างใช้เวลาไม่นานก็ไปถึงสุดทางเดิน เจอเข้ากับน้ำตกขนาดกลางด้านล่างเป็นแอ่ง สามารถลงเล่นน้ำได้ มีฝรั่งงานดีย์มาเล่นน้ำกันเพียบ! ส่วนเรานั่งดูเพื่อนๆ เล่น และหามุมถ่ายรูปแถวนั้นก็สนุกแล้วค่ะ 5555555

หลังออกจากน้ำตก แต่ละคนใช้แรงว่ายน้ำและถ่ายรูปกันจนท้องร้องจ๊อกๆ ออกมาจากน้ำตกไม่ไกลมามีร้านอาหารชื่อว่า “ครัวฆาราฑี” ตัวร้านอยู่ติดถนน มีที่จอดรถรองรับสะดวกสบาย มีที่นั่งให้เราเลือกทั้งแบบกลางแจ้งและในร่ม หลังจากเลือกที่นั่งได้แล้ว...เราสั่งอาหารกันเลยจ้า

เราสั่ง กุ้งซอสมะขาม (ราคา 200 บาท) กุ้งตัวโตผัดซอสมะขามรสเปรี้ยวเค็มเผ็ดกลมกล่อมสุดๆ ตามมาด้วย ต้มยำโป๊ะแตก (ราคา 250 บาท) รสชาติแบบไทยแท้เว่อร์ ได้รสเผ็ดเปรี้ยวกำลังดี แซ่บถึงใจมาก

ยังไม่หมดนะคะ ต่อด้วย กะพงทอดราดน้ำปลา (ราคา 420 บาท) ปลากะพงทอดเหลืองกรอบนอกนุ่มใน มาพร้อมน้ำราดรสเปรี้ยว เผ็ดเบาๆ เข้ากันได้ดีกับข้าวสวยร้อนๆ เลยอ่ะ ตามอีกหนึ่งเมนูคือส้มตำไทย (ราคา 50 บาท) เธอเอ๊ยยย...จานนี้ฝรั่งได้กินมีน้ำตาไหลพรากอะ เผ็ดได้ใจเรามาก ยังไม่หมดจ้า ลมหิวหอบมาอีก 2 เมนู คือ ผัดฉ่าทะเล (ราคา 170 บาท) ที่เสิร์ฟมาเป็นแบบกระทะร้อน ตอนมาเสิร์ฟยังซู่ๆ อยู่เลยค่ะ และตบท้ายด้วยปลาหมึกผัดไข่เค็ม (ราคา 200 บาท) จานนี้เราอยากกินสั่งมาก็ไม่ผิดหวังค่ะ อร่อยกลมกล่อม ปลาหมึกเนื้อสดเด้งดึ๋งสุดๆ ไปเลยอะ

ต้องบอกเลยว่า ครัวฆาราฑี สอบผ่านทั้งบรรยากาศ การบริการ และอาหาร..คือทั้งๆ ที่เป็นร้านอยู่บนเกาะ แต่ร้านนี้ถึงพริกถึงขิง เราจัดกันมาเต็มโต๊ะตามอารมณ์หิว แต่ก็ซัดกันเรียบเลยค่ะ

จบทริปเกาะช้างกันแบบชิลๆ เที่ยวเบาๆ ตามภาษาผู้หญิง และไม่ได้ไปลงทะเลดำน้ำจริงจัง สำหรับใครที่อยากไปตามรอย เที่ยวแบบเราจัดไปเลยค่ะ ! รับรองว่าชิลไปไหน สมชื่อแน่นอน ใครอยากมาเที่ยวทะเลใกล้กรุง แบบเช็คอินที่เดียวครบ ทั้งทะเล ภูเขา น้ำตกแบบนี้ มาเที่ยวเกาะช้างรับรองไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ