“เราจะต้องไปเที่ยวจันทบุรีกันว่ะ”!!! เพื่อนมาบอกเรา 2 วันก่อนเดินทาง พร้อมกางแพลนต่างๆ ที่เที่ยวที่เราจะต้องไป โดยมีเวลา 2 วัน 1 คืน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในใจพร้อมกับคำถามมากมายในหัว มันจะทำได้หรอวะ จะไหวกันหรือเปล่า กับที่เที่ยว 6 ที่ ภายในสองวัน วันแรกก็จะลุยๆ หน่อย ไปฟาร์ม พักผ่อนในป่า แถมกางเต็นท์นอนอีก ส่วนวันที่สองก็หลายรสชาติเหลือเกิน เล่นน้ำตก ไหว้พระ ดูปลาโลมา เล่นน้ำทะเล เอาจริงทั้งกลัวและท้าทายสุดๆ สองวันนี้ต้องปรับอารมณ์ยังไงให้เข้ากับที่เที่ยว แต่เอาวะ! ไม่ลองก็ไม่รู้ ตกลง Say yes ไปทันที 

เที่ยวจันทบุรี 2 วัน 1 คืน



ใครๆ ก็บอกว่าการเดินทางเป็นการบันทึกเรื่องราวความทรงจำ แล้วจันทบุรี 2 วัน 1 คืน จะเป็นความทรงจำแบบไหนกันนะ แค่คิดก็ใจเต้นตูมตาม เราออกเดินทาง ตั้งแต่ 6.30 น. พร้อมแก๊งเพื่อนๆ ที่หอบของมากมายเต็มหลังรถ ทั้งเต็นท์ อาหารการกิน อุปกรณ์ปิ้งย่าง กระเป๋าเสื้อผ้า อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องขอบคุณเพื่อนๆ ที่ทำการบ้าน เตรียมการทุกอย่างมาเป็นอย่างดี สำหรับทริปเที่ยวจันทบุรีครั้งนี้ ระหว่างทางสายตามองผ่านกระจกรถออกไปข้างนอก อากาศดี ท้องฟ้าค่อนข้างเป็นใจ บวกกับเสียงเพลงที่เปิดคลอมาตลอดทาง ช่วยลดความตื่นเต้นลงไปบ้าง

เที่ยวจันทบุรี 2 วัน 1 คืน

ใช้เวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง เราก็เดินทางมาถึงที่เที่ยวที่แรก VIVA FORESTA FARM ฟาร์มสัตว์แห่งแรกในจังหวัดจันทบุรี ครั้งแรกที่มาฟาร์มสัตว์ เพื่อนบอกว่าที่นี่มี น้องสัตว์มากมายถึง 24 สายพันธุ์ 20 ชนิด รวมทั้งสิ้น 300 กว่าตัว เราก็ประเดิมกับน้องสัตว์ตัวแรก “แกะ” ฝูงแกะมากกว่า 20 ตัวที่อยู่ในทุ่ง กำลังเล็มหญ้าอย่างเอร็ดอร่อย เพื่อนบอกว่า “มาเที่ยวฟาร์มครั้งแรก มันก็จะตื่นเต้นๆ สนุกหน่อยๆ” 

 VIVA FORESTA FARM

 VIVA FORESTA FARM

เอาเป็นว่าจะสนุกอย่างที่เพื่อนบอกหรือเปล่า ทั้งกลัวและตื่นเต้นมาก ว่าแล้วก็เดินไปหยิบต้นหญ้า 10 ต้น เดินเข้าไปในฟาร์มแกะ ยังไม่เปิดประตู ฝูงแกะวิ่งมาจากไหนไม่รู้ วิ่งมาอย่างเร็ว แห่กันมาทั้งฟาร์ม เรายกหญ้าขึ้นสูงไว้เหนือหัว ให้หญ้าไป 1 ต้น น้องแกะทั้งกัด ทั้งดึง เพื่อที่จะได้กินต้นหญ้า จริงๆ แกะเป็นสัตว์น่ารักมากเลยนะ แต่น้องจะน่ารักมากกว่านี้ ถ้าไม่เหยียบเท้าและถีบท้องพี่ ทำเอาพี่จุกท้อง เท้าระบมอีกต่างหาก

 VIVA FORESTA FARM

ต่อกันด้วยกวาง กวางน้อยน่ารักชอบกินผักบุ้ง เสียงร้องของกวางเหมือนเสียงนกร้องเลย เดินเที่ยวทักทายสัตว์หลากหลายชนิดเพลินๆ ไม่ว่าจะกระต่าย อัลปาก้า หมูแคระพ๊อตเบลลี่เวียดนาม หงส์ ห่าน เป็ด นก ม้าแคระ เที่ยวจนทั่วฟาร์ม ความหิวก็บังเกิด 

 VIVA FORESTA FARM

ภายในฟาร์มมีร้านอาหารและคาเฟ่น่ารัก ไม่รอช้า รีบเดินไปร้านอาหารอย่างไว ร้านอาหารที่นี่มีทั้งข้าวแกง ซุป อาหารเมนูเดียว จัดมา ส้มตำ คอหมูย่าง สปาเก็ตตี้คาโบนาร่า ไก่ทอด ข้าวไข่เจียว สั่งมากินกับกลุ่มเพื่อนอาหาร อิ่มหน่ำสำราญกันถ้วนหน้า ยังไม่พอ แวะคาเฟ่ดื่มน้ำอร่อยๆ จัดไปกับเครื่องดื่ม น้ำผึ้งมะนาว น้ำแดงโซดา และชาอัญชัน  หวานเย็นชื่นใจเติมพลังให้กับเรา ถึงเวลาที่ต้องบอกลาฟาร์มสัตว์น่ารักๆ และขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ให้การต้อนรับเราเป็นอย่างดี 

 VIVA FORESTA FARM

 VIVA FORESTA FARM

กว่าจะออกเดินทางก็บ่ายแก่ๆ แล้ว เพราะเราเล่นกับน้องสัตว์ไปนานพอสมควร ได้เวลาเดินทางต่อ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราจะพำนักในคืนนี้ อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ ตั้งอยู่ใน อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว เราเดินทางมาถึงก็ตกเย็นพอดี เพราะเราไม่ใช่คนในพื้นที่ต้องค่อยๆ คลำทางมาเรื่อยๆ จนถึงทางเข้ามาอ่างเก็บน้ำค่อนข้างลึกลับซับซ้อน ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่เป็นอย่างมาก 

อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ

เดินทางเข้ามาถึงแล้ว เขาว่ากันว่าที่นี่คือ ปางอุ๋งจันทบุรี บรรยากาศเงียบสงบ อากาศดี เย็นนิดๆ ผืนน้ำตรงหน้ากว้างใหญ่ไพศาล ล้อมรอบไปด้วยภูเขา ต้นไม้นานาชนิด ทั้งเล็กและใหญ่ นกน้อยบินรอบอ่างเก็บน้ำส่งเสียงร้องทักทาย เสียงจิ้งหรีดอีก ยืนมองดูป่า มองดูต้นไม้ มองท้องฟ้า หลังจากที่ชื่นชมบรรยากาศความงามของธรรมชาติไปอย่างสมใจแล้ว เราก็เข้าไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าในคืนนี้จะมาขออนุญาตกางเต็นท์ และทำอาหารกินกัน ภายในอ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ เจ้าหน้าที่ก็ตอบรับเราด้วยความยินดีพร้อมกับบอกเราว่า ถ้าขาดเหลืออะไรบอกพวกผมได้เลยนะ 

อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ

เพื่อนๆ เลือกหาสถานที่ในการกางเต็นท์เป็นมุมที่สามารถมองเห็นวิวได้สวยทั้งกลางวันและกลางคืน จัดการกางเต็นท์กันอย่างรวดเร็ว มาถึงขั้นตอนสำคัญ มื้อใหญ่ของพวกเราในเย็นนี้ ใครว่าการก่อไฟมันง่าย มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เรากับเพื่อนๆ ต่างช่วยกันหักไม้ชิ้นเล็กๆ และใบไม้แห้ง ใส่เตา ทั้งพัด ทั้งเป่า ใช้เวลานานกว่าจะติด พอไฟติดเราสบตากับเพื่อน พร้อมส่งรอยยิ้มให้กันอย่างมีนัยยะ มื้อนี้เรารอดแล้วว่ะ 

อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ

อาหารทะเลที่จัดแจงมาเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปลาหมึก ปูตัวใหญ่ๆ ไส้กรอก ถูกนำมาวางบนตะแกรงปิ้งเรียงกันอย่างสวยงาม เมื่อแต่ละอย่างใกล้สุก ความหอมลอยตลบอบอวลแตะจมูกชวนกินซะเหลือเกิน อาหารสุกเต็มที่ เพื่อนๆ ต่างคนต่างลงมือจัดการอย่างเรียบร้อย ไม่เหลือเศษเลยแม้แต่ชิ้นเดียว อร่อย และแล้วก็เป็นอีกคืนที่นอนหลับฝันดี ผ่านไปอีกวันแล้วสินะ 

อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ

อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ

เราตื่นเช้ากันหน่อย เพื่อที่จะมาดูพระอาทิตย์ขึ้น ตอนเช้าของที่นี่ยังดูไม่เหมือนตอนเช้าเลยสักนิด ยังคงมีดาวดวงน้อยๆ คอยส่องแสงระยิบระยับ บรรยากาศช่างดีเหลือเกิน เพลิดเพลินไปกับอากาศและความเงียบสงบ ประมาณ 7 โมงพระอาทิตย์ค่อยๆ ส่องแสงโผล่ออกมาต้อนรับเช้าวันใหม่ เป็นภาพสวยงามตราตรึงใจ สำหรับใครที่จะมาอ่างเก็บน้ำห้วยตาโบเราสามารถเข้าชม มาพักผ่อน กางเต็นท์ กินปิ้งย่างได้ ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

อ่างเก็บน้ำห้วยตาโบ

หลังจากที่เราชื่นชมความงามของแสงพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางธรรมชาติแล้วเราก็เตรียมตัวไปสถานที่ต่อไป ก่อนที่เราจะเดินทางไปน้ำตก แต่เราต้องเติมพลังด้วยอาหารเช้าเป็นร้านข้าวราดแกง อิ่มกันแล้วก็เดินทางกันต่อไปที่ น้ำตกพลิ้ว ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว

น้ำตกพลิ้ว

เมื่อเราเดินทางไปถึงเสียค่าจอดรถ 30 บาทและค่าเข้าน้ำตกพลิ้วคนละ 40 บาท เสียงทักทายของน้ำตกได้ยินมาแต่ไกล ตั้งแต่เราจะก้าวเข้ามาในเขตพื้นที่อุทยานน้ำตก แค่ได้ยินเสียงก็ทำให้ใจเราเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว ทางเดินไปน้ำตกสูงลาดชัน แต่ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด กลับทำให้เราอยากเข้าไปใกล้ชิดน้ำตกให้มากขึ้น เริ่มเห็นสายน้ำไหลลงมาเป็นระยะและฝูงปลาพลวงที่แหวกว่ายไปมา เยอะมากๆ จะเห็นได้ตลอดทาง 

น้ำตกพลิ้ว

แต่ก่อนจะเข้าไปเขตของน้ำตกจะเห็นอนุสาวรีย์ของพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวีอัครมเหสี ที่บริเวณหน้าผาด้านหน้า น้ำตกพลิ้ว ซึ่งสถานที่บริเวณนี้เคยเกิดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ 

น้ำตกพลิ้ว

เดินเข้าไปลึกพอสมควร เดินข้ามก้อนหินตั้งเป็นชั้นๆ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ในใจก็ลุ้นเต็มที่ เริ่มเข้าใกล้น้ำตกสัมผัสความเย็นของอากาศและละอองน้ำ ภาพสายน้ำตกค่อยๆ โผล่ออกมาทีละนิดให้เราเห็น เดินเข้าไปอีกนิดภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันสวยงามมากตื่นตาตื่นใจสุดๆ เสียงน้ำตกไหลลงมาเสียงดัง ซู่ซ่า ลองถอดรองเท้าหย่อนขาลงไปในน้ำซักหน่อย ปลาพลวงจิกเท้า เท้าก็กระตุกอัตโนมัติเพราะจั๊กจี้ ตื่นเต้นมาก ตลก หัวเราะชอบใจกับเพื่อนใหญ่เลย

น้ำตกพลิ้ว

น้ำตกพลิ้ว

ลองยืนนิ่งๆ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ เสร็จแล้วลืมตาขึ้นมามองสายน้ำที่ไหลเทลงมาอยู่ตรงหน้า เป็นภาพที่ดีต่อใจมากเลย จะบอกว่าให้อยู่ที่นี่ทั้งวันก็อยู่ได้ เนี่ยแหละเขาถึงบอกว่า ธรรมชาติมักจะสร้างสิ่งสวยงามแล้วทำให้เราตกหลุมรักได้เสมอ ประทับใจมากๆ เป็น My first time และความทรงจำที่ต้องเก็บและบันทึกไว้ในสี่ห้องหัวใจ 

น้ำตกพลิ้ว

ถึงเวลาที่เราต้องไปต่อกันที่ Oasis sea world ไปดูโชว์โลมา ค่าเข้าชมคนละ 130 บาท ครั้งแรกอีกครั้งกับการดูโชว์โลมา ถึงเวลาที่เหล่าปลาโลมาว่ายน้ำออกมาทักทายสวัสดีด้วยท่าทางน่ารัก พร้อมกับดนตรีที่สนุกสนาน ไม่เคยรู้มาก่อนว่าปลาโลสามารถรำวง เล่นบอล เตะบอล ได้ด้วย แถมเรายังได้ถ่ายภาพอย่างใกล้ชิด ชนิดที่ปลาโลมาหอมแก้ม เนื้อแนบเนื้อกันเลยทีเดียว เป็นภาพที่น่ารักและประทับใจมาก 

Oais sea world

Oais sea world

Oais sea world

ก่อนกลับเราเข้าไปไหว้พระขอพรที่ วัดปากน้ำแขมหนู ซึ่งโบสถ์แห่งนี้ประดับตกแต่งด้วยเซรามิกสีน้ำเงินทั้งหลัง สถาปัตยกรรม และภาพวาดฝาผนังที่น่าสนใจ วิจิตรงดงามมากๆ สาเหตุโบสถ์หลังนี้ตกแต่งด้วยกระเบื้องสีฟ้าเป็นเพราะว่า ในสมัยโบราณการสร้างโบสถ์จะใช้ภาชนะลายครามที่ทำจากเซรามิก ซึ่งจะทำจากสองสีเท่านั้น คือ พื้นสีขาว ตัดลวดลายด้วยสีน้ำเงิน ทางวัดเลยนำเซรามิกทั้งสองสีนี้มาใช้ในการตกแต่ง จึงทำให้โบสถ์แห่งนี้มีความสวยงามโดดเด่น สะดุดตามากๆ

วัดปากน้ำแขมหนู

วัดปากน้ำแขมหนู

วัดปากน้ำแขมหนู

หลังจากที่เราไหว้พระขอพรเสร็จสิ้น ที่เที่ยวสุดท้ายก่อนกลับไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่ ท่าเรือสุดขอบฟ้า ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ เขาว่ากันว่าที่นี่เป็นท่าเรือที่สวยงามมากๆ สะพานแห่งนี้ทอดยาว ทะเลกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แถมลมพัดแรง เราถ่ายรูปเล่นกับเพื่อน ซึ่งท่าเรือสุดขอบฟ้าก็สวยงามอย่างที่เขาว่ากัน เพราะสถานที่แห่งนี้มีความพิเศษทำให้ภาพถ่ายของเราสวยงามและมีคุณค่าต่อใจ

ท่าเรือสุดขอบฟ้า

ท่าเรือสุดขอบฟ้า

ตบท้ายทริปนี้ ด้วยการซื้อของฝากที่ ตลาดวงเวียนปลาพะยูน ของฝากของที่ระลึกมีให้เราเลือกมากมาย เสร็จสิ้น 2 วัน กับอีก 1 คืนเต็มๆ เป็นความรู้สึกเหมือนมาเที่ยวยาวๆ ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยแต่สนุก เปิดประสบการณ์ใหม่เอี่ยมที่จันทบุรี

ตลาดวงเวียนปลาพะยูน

ตลาดวงเวียนปลาพะยูน

เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเขาบอกว่า การออกไปเที่ยว ไม่ใช่การออกไปเพื่อตามหาเส้นทาง แค่คือการคว้าตัวเราเองกลับมาครู่หนึ่ง จากที่กำลังไปผิดเส้นทาง

เที่ยวจันทบุรี 2 วัน 1 คืน

ซึ่งมันก็จริงอย่างที่เขาว่า เราได้ทบทวนตัวเอง อยู่กับตัวเอง ตัดสินใจไม่ผิดเลยที่มาเที่ยวกับเพื่อน และการเดินทางครั้งนี้เป็นความทรงจำที่ประทับใจชัดเจนแจ่มแจ้งมาก เหมือนความฝัน แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือเรื่องจริง เป็นเรื่องจริงที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป