ใครเบื่อเมืองท่องเที่ยวกระแสหลัก อยากจะไปเที่ยวพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์ในเมืองเล็กๆ ชิลๆ แนะนำว่า “กาฬสินธุ์” นี่แหละ...ใช่เลย!! แม้ที่นี่จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายของวัฒนธรรมอีสานและวิถีชีวิตของชาวภูไทหรือผู้ไทที่งดงาม ผสมผสานความเก่าและใหม่ไว้ได้อย่างลงตัว บางคนอาจนึกไม่ออกว่าไปกาฬสินธุ์ มีที่เที่ยว ที่กิน ที่ไหนบ้าง ชิลไปไหนชี้เป้ารวมพิกัดเด็ดๆ ห้ามพลาดไว้ให้เพื่อนๆ ได้ไปตามรอยมาฝาก รับรองจบทริปแล้วจะคิดเหมือนเราว่า รู้งี้มาเที่ยวกาฬสินธุ์ตั้งนานแล้ววว...บอกเลยว่าม่วน แซ่บ ฟินเว่อร์!


ชม “สิมไทเมิงวัง” พระอุโบสถศิลปะล้านช้าง อันซีนแห่งกาฬสินธุ์

เริ่มด้วยการไปไหว้พระที่ “วัดวังคำ” ตั้งอยู่ในอำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ วัดแห่งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของพระครูสังวรสมาธิวัตร พร้อมชาวบ้านนาวีและหมู่บ้านใกล้เคียงที่ร่วมกันพัฒนาจนกลายเป็นอีกหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะ “สิมไทเมิงวัง” หรือพระอุโบสถที่วิจิตรงดงาม จนได้รับการยกย่องให้เป็น “อันซีน” แห่งใหม่ของจังหวัดกาฬสินธุ์เลยทีเดียว


ความโดดเด่นของพระอุโบสถของวัดวังคำแห่งนี้ คือการถอดแบบมาจากวัดเชียงทอง หลวงพระบาง เมืองมรดกโลกแห่ง สปป.ลาว ซึ่งได้นำเอาเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมล้านช้างที่มีอิทธิพลในภาคอีสาน โดยการย่อส่วนลงมาเล็กน้อยและเพิ่มเติมรายละเอียด อาทิ หน้าบันที่ประดิษฐานตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ด้านหลังสิมทำเป็นต้นโพธิ์ธรรมประดับกระจกสีงดงาม


ส่วนภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธาน 2 องค์ คือ พระปางสะดุ้งมารและพระปางสะดุ้งกลับ โดยในส่วนของสิมหรือพระอุโบสถของวัดวังคำจะมีธรรมเนียมห้ามผู้หญิงขึ้นไปด้านบน ซึ่งเป็นประเพณีความเชื่อของชาวภูไทบ้านนาวีที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่ตั้งสมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน แต่เราก็สามารถเดินชมความงามรอบๆ ตัวพระอุโบสถแทนได้


ธรรมเนียมอีกอย่างที่เรามองว่าน่าชื่นชมก็คือ ทางวัดจะมีกฎว่าผู้ที่จะเข้ามาเที่ยวชมวัดจะต้องสวมชุดพื้นเมือง ผู้หญิงนุ่งซิ่น สวมเสื้อภูไท พาดสไบเฉียงซ้าย ส่วนผู้ชายก็มีเสื้อและโสร่ง พร้อมผ้าเฉวียงบ่าเตรียมไว้ให้เช่นกัน เป็นธรรมเนียมน่ารักๆ ที่นักท่องเที่ยวต่างถิ่นอย่างพวกเราควรทำตาม อีกทั้งยังเป็นการสืบสานประเพณีท้องถิ่นอีกทางหนึ่งด้วย


นอกจากพระอุโบสถ (สิม) ที่งดงามแล้ว ภายในวัดวังคำยังมีไฮไลท์อื่นๆ ที่ไม่ควรพลาดชม อาทิ อาฮามไทเมืองบก หรือศาลาการเปรียญที่ประดิษฐานหลวงปู่วังคำ พระประธานศิลปะล้านช้างที่งดงาม พร้อมธรรมาสน์เสาเดียวอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวภูไท จากนั้นไปไหว้พระธาตุเจ้ากู พระธาตุสีทองอร่ามที่จำลองแบบมาจากพระธาตุหลวง นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว หรือถ้าใครมาช่วงเช้าๆ ยังจะได้มีโอกาสทำบุญถวายภัตตาหาร ฟังธรรมร่วมกับชาวบ้านในบรรยากาศที่สงบ งดงาม เข้าถึงวิถีชาวภูไทที่ยังยึดมั่นในพุทธศาสนาและเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตอีกด้วย


ตะลุยโลกไดโนเสาร์ล้านปีที่ “พิพิธภัณฑ์สิรินธร”

จากอำเภอเขาวง เราขับรถไปเที่ยวกันต่อที่อำเภอสหัสขันธ์ เพื่อไปยัง  “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” พิพิธภัณฑ์ที่จะพาเราย้อนกลับไปในยุคที่ไดโนเสาร์ยังคงความยิ่งใหญ่และมีชีวิตอยู่บนโลกยุคเก่าเมื่อ 150 ล้านปีก่อน และที่นี่ยังได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่ดีที่สุดในอาเซียนอีกด้วย


พอบอกว่าไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ บางคนอาจส่ายหน้า มองว่าน่าเบื่อ แต่ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ได้เลยถ้าได้มาที่นี่ เพราะพิพิธภัณฑ์สิรินธรเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แตกต่างและมีชีวิตชีวาสุดๆ นอกจากจะมีสื่อแบบอินเตอร์แอคทีฟที่ไฮเทคทันสมัยให้เราได้สนุกเพลิดเพลิน พร้อมได้ความรู้ไปในตัวแล้ว ยังปลุกความตื่นเต้นและวิญญาณของนักผจญภัยในวัยเด็กกลับมาอีกด้วย โดยก่อนจะเข้าไปด้านในโซนจัดแสดง เราจะพบกับห้องโถงที่มีรูปปั้นจำลองของ “สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส” บรรพบุรุษของไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ ซึ่งเจ้าไดโนเสาร์ชนิดนี้ถูกขุดค้นพบโครงกระดูกครั้งแรกในประเทศไทย จึงได้ชื่อสายพันธุ์ตามแหล่งที่ค้นพบโดยมีคำว่า “สยาม” และ “อีสาน” นั่นเอง


หลังจากซื้อบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์เรียบร้อยแล้ว เราไม่รอช้า...รีบเข้าไปสำรวจด้านในกันเลย ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 8 โซน อาทิ โซนการกำเนิดจักรวาลและโลก, โซนสิ่งมีชีวิตโบราณ รวมทั้งโซนจัดแสดงไดโนเสาร์ในยุคต่างๆ ฯลฯ ยิ่งเดินชมก็เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในยุคไดโนเสาร์เมื่อหลายล้านปีก่อน


ไฮไลท์อยู่ที่โซนไดโนเสาร์ไทย ที่รวบรวมและจัดแสดงโครงกระดูกไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ ที่ขุดค้นพบในเมืองไทยไว้ภายในห้องโถงหลังคากระจกทรงโดมขนาดใหญ่ อาทิ  “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน” ไดโนเสาร์ซอโรพอดชนิดแรกของไทย ซึ่งตั้งชื่อเพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงสนพระทัยในด้านโบราณชีววิทยาเป็นอย่างยิ่ง, “อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชิ” ไดโนเสาร์ซอโรพอดที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หรือ “สยามโมซอรัส สุธีธรนิ” ไดโนเสาร์ที่มีการศึกษาวิจัยเป็นชนิดแรกของไทย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันนี้มีไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทยรวมทั้งหมด 16 สายพันธุ์ และมีอยู่ 9 สายพันธุ์ที่ค้นพบครั้งแรกในเมืองไทยและไม่ซ้ำใครในโลก


ไม่ใช่แค่ไดโนเสาร์ แต่ภายในพิพิธภัณฑ์สิรินธรยังมีโซนที่จัดแสดงเกี่ยวกับสัตว์ในโลกยุคโบราณ อาทิ โซน “ภูน้ำจั้น”  ที่เป็นแหล่งค้นพบปลาโบราณอายุกว่า 150 ปีร่วมยุคเดียวกันกับไดโนเสาร์ ตั้งอยู่เขตอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีตัวอย่างฟอสซิลของปลาโบราณที่ค้นพบที่ภูน้ำจั้นมาจัดแสดงให้ชมอย่างใกล้ชิดอีกด้วย


นอกจากนี้ ยังมีโซนห้องแล็บหรือห้องปฏิบัติการของนักธรณีวิทยาที่ใช้ในการศึกษาวิจัยไดโนเสาร์ ซึ่งเราสามารถชมผ่านกระจกใสได้ โดยที่นี่จัดว่าเป็นห้องแล็บที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน และยังมีส่วนจัดแสดงรอยเท้าไดโนเสาร์ที่ค้นพบที่วนอุทยานภูแฝก ต.ภูแล่นช้าง อ.นาดู จ.กาฬสินธุ์ แหล่งรอยเท้าไดโนเสาร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย และตัวอย่างหลุมขุดจริงที่ขุดค้นพบโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่ภูกุ้มข้าว จังหวัดกาฬสินธุ์ ในปี พ.ศ.2537 มาจัดแสดงให้ชมกันด้วย


หากใครอยากเห็นของจริง สามารถไปชมได้ที่ “พิพิธภัณฑ์แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ ภูกุ้มข้าว” ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูกุ้มข้าว วัดป่าสักกะวัน ใกล้ๆ กันกับพิพิธภัณฑ์สิรินธรกันได้เลย ที่นี่มีโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่นักวิจัยสำรวจและขุดค้นพบกว่า 750 ชิ้น พอได้มาเห็นโครงกระดูกไดโนเสาร์ในหลุมขุดจริงๆ ก็ยิ่งรู้สึกอะเมซิ่งมากๆ เลยค่ะ

หมายเหตุ : พิพิธภัณฑ์สิรินธรเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ใครที่ชอบไดโนเสาร์รับรองชมกันเพลินอยู่ได้ทั้งวัน!


ไหว้พระนอนพันปี-ชมอุโบสถไม้ใต้น้ำเขื่อนลำปาวที่ “วัดพุทธนิมิตภูค่าว”

ที่อำเภอสหัสขันธ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ยังมีอีกหนึ่งที่เที่ยวแลนด์มาร์คที่ไม่ควรพลาด นั่นคือ “วัดพุทธนิมิตภูค่าว” วัดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมาพร้อมกับสิ่งปลูกสร้างสุดอลังการ หากไม่ได้มาที่นี่ก็เหมือนกับมาไม่ถึงกาฬสินธุ์กันเลยทีเดียว


มาถึงแล้วต้องไม่พลาดไปสักการะ “พระพุทธไสยาสน์” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวกาฬสินธุ์นิยมมากราบไหว้ ลักษณะเป็นพระนอนตะแคงซ้ายแกะสลักติดผนังถ้ำ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ คาดว่ามีอายุเก่าแก่และสร้างมากว่า 2,500 ปี


จากนั้นไปชมอุโบสถไม้ที่งดงามวิจิตรตระการตา ภายในประดิษฐานพระมงคลชัยสิทธิ์ฯ พระประธานปางสมาธิสีทอง ว่ากันว่าไม้ที่นำมาใช้สร้างอุโบสถหลังนี้นำขึ้นมาจากใต้น้ำในเขื่อนลำปาว ลักษณะเป็นอุโบสถไม้แกะสลักนูนต่ำแบบเปิด สวยงามมากๆ แค่ได้ชมลวดลายที่แกะสลักเป็นเรื่องราวพุทธประวัติบริเวณรอบๆ บานประตู หน้าต่าง และเพดานภายในอุโบสถก็คุ้มกับการเดินทางมาชมแล้ว


นอกจากนี้ ภายในวัดพุทธนิมิตภูค่าวยังมีพุทธสถานอื่นๆ ให้เราได้ชมความยิ่งใหญ่ตระการตา ไม่ว่าจะเป็นพระมหาธาตุเจดีย์พุทธนิมิต สถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศเนปาล สร้างด้วยหินทรายแกะสลักทั้งองค์ รวมไปถึงพระพุทธรูปที่สร้างจากหินภูเขาไฟ และวิหารสังฆนิมิต หอพระเครื่องที่มีพระเครื่องหลายแสนองค์และเก็บสะสมพระสมเด็จไว้มากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย


ด้านนอกว่าอลังการแล้ว ภายในพระมหาธาตุเจดีย์ก็ยิ่งใหญ่งดงามไม่แพ้กัน เพียงก้าวเข้ามาภายในก็สัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็น โดยมีมณฑปไม้เนื้อหอมที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตั้งเด่นอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วย “พระพุทธนิมิตเหล็กไหล” พระพุทธรูปองค์สีดำหันหน้าไปยังประตูทางเข้าทั้ง 4 ทิศ รายล้อมด้วยพระพุทธรูปและภาพแกะสลักนูนต่ำเรียงรายบนผนังตั้งแต่พื้นจนจรดถึงเพดาน นับเป็นอีกหนึ่งวัดสวยสุดอันซีนแห่งกาฬสินธุ์ที่ไม่ควรพลาดมาเที่ยวชม


เที่ยวทะเลอีสานที่หาดดอกเกด

อย่าเพิ่งแปลกใจถ้าเราบอกว่าจะพาไปเที่ยวทะเลที่กาฬสินธุ์! ความจริงแล้วที่นี่คือสวนสาธารณะ “หาดดอกเกด” ที่บรรยากาศเหมือนอยู่ริมทะเล ด้วยแนวหาดทรายเล็กๆ ล้อมรอบทะเลสาบบริเวณเขื่อนลำปาว ทำให้ชาวกาฬสินธุ์เค้าปิ๊งไอเดียทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีทั้งร่มผ้าใบริมชายหาด ห่วงยางให้เช่าเล่นน้ำ ไปจนถึงเครื่องเล่นอย่างบานาน่าโบ้ทและเจ็ทสกีก็มีให้เลือกสนุกกันเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนและเทศกาลวันหยุดต่างๆ บรรยากาศที่นี่จะคึกคักมาก มีนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นมาเล่นน้ำกันเต็มหาดเลยทีเดียว


ถึงแม้วันที่เราไปจะเป็นช่วงเย็นของวันธรรมดา มีนักท่องเที่ยวบางตา ไม่มีใครลงเล่นน้ำ แต่ข้อดีคือบรรยากาศชิลมากๆ เหมือนพวกเราเหมาทั้งหาดเป็นของเราคนเดียว เลยไม่พลาดที่จะนั่งชิลชมบรรยากาศ สั่งข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำ ปลาเผา จากร้านอาหารที่มีให้เลือกหลายร้านมาปูเสื่อดินเนอร์ริมหาดกันซะเลย!


ชมวิวเขื่อนลำปาวสุดโรแมนติกที่สะพานเทพสุดา

อีกหนึ่งจุดชมวิวเขื่อนลำปาวที่สวยไม่แพ้กัน คือ “สะพานเทพสุดา” สะพานข้ามอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวที่มีความยาวกว่า 2 กิโลเมตร จัดเป็นที่เที่ยวแลนด์มาร์คใหม่ของกาฬสินธุ์ มาพร้อมกับวิวสุดโรแมนติกโดยเฉพาะในช่วงเย็นที่มองเห็นพระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าบนสะพานได้อย่างชัดเจน


ใครมีโอกาสมาเที่ยวแถวเขื่อนลำปาวลองแวะมาเดินเล่นชมวิวบนสะพาน ซึ่งมีทางเดินยาวตลอดแนวทั้งสองฝั่งของสะพานให้เดินเล่นโดยเฉพาะ อย่าลืมเคลียร์เม็มโมรี่ในโทรศัพท์และกล้องให้พร้อม รับรองได้รูปสวยๆ กลับไปจุใจแน่นอน!


เดินเล่น ช้อปปิ้ง กินของอร่อยที่ตลาดโรงสี

มาเที่ยวกาฬสินธุ์ทั้งที ต้องไม่พลาดมาเดินเที่ยวที่ “ตลาดโรงสี” (Ricemill Market) ตลาดย้อนยุคที่ตกแต่งในสไตล์เรโทร โดยได้รีโนเวทจากโรงสีข้าวเก่าเมื่อสมัย 50 ปีก่อน ให้กลับมาฟื้นมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยการเนรมิตให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ชิล ชิม ช้อปสุดฮิปแห่งใหม่ของจังหวัดกาฬสินธุ์  


ภายในตลาดแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนร้านค้า ร้านขายเสื้อผ้า ของฝาก ของแฮนด์เมด รวมทั้งร้านขายอาหารพื้นเมือง เครื่องดื่ม และโซนที่นั่งชิลๆ พร้อมดนตรีสดทั้งแบบอินดอร์และเอาท์ดอร์ นอกจากนี้ ยังมีมุมถ่ายรูปเก๋ๆ ให้เราได้ไปแช๊ะภาพเป็นที่ระลึกกันอีกด้วย


ถ่ายรูปเสร็จไปเดินเที่ยวตลาดกัน บอกเลยว่าตลาดโรงสีมีซุ้มขายของกินเยอะมากกกก...เรียงรายให้เลือกกันละลานตา ทั้งร้านส้มตำ ลูกชิ้นปิ้ง โรตี ข้าวจี่ไดโนเสาร์ ฯลฯ แม้กระทั่งเมนูซีฟู้ดทะเลเผาเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มแซ่บๆ ก็มีขาย โดยเฉพาะเมนูกุ้งเผาที่ใช้กุ้งแม่น้ำที่ชาวบ้านเลี้ยงกันที่เขื่อนลำปาว เนื้อสดเด้งดึ๋ง แถมราคาไม่แพงเลยถ้าเทียบกับเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ เลือกสั่งมาชิมร้านละเมนูก็ยังได้ แล้วไปนั่งทานที่โต๊ะซึ่งจัดเตรียมไว้ให้หลากหลายมุม ท่ามกลางบรรยากาศชิลๆ สบายๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นหนึ่งในจุดเช็คอินของทั้งนักท่องเที่ยวและชาวเมืองกาฬสินธุ์ที่มาแฮงค์เอาท์ เดินเล่นชิลๆ ทานของอร่อยกัน โดยเปิดให้มาเที่ยวได้ทั้งวันตั้งแต่ 09.00-24.00 น. กันเลยทีเดียว


เที่ยวตามรอยเมืองโบราณพันปีที่ “พระธาตุยาคู” 

จากตัวอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เราขับรถออกไปเช็คอินที่เที่ยวแลนด์มาร์คอีกแห่ง นั่นคือ “พระธาตุยาคู” ตั้งอยู่ที่บ้านเสมา อำเภอกมลาไสย ห่างจากตัวเมืองกาฬสินธุ์เพียงแค่ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถแค่ประมาณ 30 นาที เราก็จะได้พบกับร่องรอยความยิ่งใหญ่งดงามของ “เมืองฟ้าแดดสงยาง” เมืองโบราณอายุเก่าแก่กว่า 2,200 ปี และยังเป็นแหล่งใบเสมาหินที่สำคัญของภาคอีสานอีกด้วย


พระธาตุยาคูนับเป็นโบราณสถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองกาฬสินธุ์ และเป็นพระธาตุเจดีย์สำคัญในเมืองฟ้าแดดสงยาง แหล่งชุมชนโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 โดยเชื่อกันว่าจุดนี้เคยเป็นวัดสำคัญภายในเมืองฟ้าแดดสงยางมาก่อน คำว่า “ยาคู” หรือ “ญาคู”  เป็นคำพื้นถิ่นอีสานที่ใช้เรียกพระเถระที่มีจริยาวัตรงดงามน่านับถือ จึงสันนิษฐานว่าพระธาตุยาคูน่าจะเป็นพระสถูปที่บรรจุอัฐิของพระเถระผู้ใหญ่ที่ชาวเมืองนับถือในสมัยนั้นนั่นเอง


มาเที่ยวเมืองโบราณทั้งที เราถือโอกาสแต่งตัวให้เข้ากับสถานที่ แปลงร่างเป็นสาวภูไท นุ่งซิ่นห่มสไบเดินเที่ยวชมองค์พระธาตุที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นสง่างาม ท่ามกลางลมเย็นๆ ในช่วงปลายฤดูหนาวของภาคอีสาน แนะนำไปช่วงเช้าๆ อากาศกำลังดี แม้ตอนสายๆ แดดจะเริ่มแรงขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยท้องฟ้าที่สดใส ถ่ายรูปออกมาสวยไปอีกแบบ


ด้านหน้าทางเข้าองค์พระธาตุ จะมีชาวบ้านนำดอกไม้ธูปเทียนมาจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมสักการะพระธาตุยาคู หรือใครอยากอุดหนุนงานหัตถกรรมฝีมือชาวบ้านในท้องถิ่น ก็มีทั้งเสื่อสานที่ทำมาจากต้นไหล (กกไหล) หรือผ้าฝ้ายทอมือสวยๆ ที่ชาวบ้านทอกี่แบบดั้งเดิมให้ชมกันด้วย พอเห็นขั้นตอนสอดประสานกี่และกระสวยเป็นจังหวะกว่าจะออกมาเป็นผ้าทอลวดลายประณีตแต่ละผืนแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผ้าไหมแพรวาที่กรรมวิธีประดิษฐ์ลวดลายซับซ้อนยิ่งกว่า ถึงได้เป็นผ้าทอที่มีชื่อเสียงของกาฬสินธุ์ และซื้อขายกันด้วยราคาสูงในหมู่ผู้ที่นิยมผ้าพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์ของไทย


ชมปราสาทรวงข้าวที่วัดเศวตวันวนาราม ต้นแบบปราสาทรวงข้าวแห่งแรกในเมืองไทย

ช่วงเย็นที่แดดร่มลมตก เราขับรถไปที่วัดเศวตวันวนาราม เพื่อชมความงามของ “ปราสาทรวงข้าว” ปราสาทที่เกิดจากแรงศรัทธาและความร่วมมือร่วมใจของพระสงฆ์และชาวบ้านจากทั้ง 12 หมู่บ้านในตำบลเหนือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ที่ร่วมกันสืบสานงานประเพณีบุญคูนลานสู่ขวัญข้าวหรือ “บุญคูนลาน” ตามวิถี “ฮีตสิบสอง ครองสิบสี่” ของชาวอีสาน ซึ่งจะประกอบพิธีหลังฤดูเก็บเกี่ยวด้วยการนำรวงข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวมาร่วมทำบุญสร้างเป็นปราสาท เพื่อระลึกถึงพระคุณของพระแม่โพสพ และเพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิตและการเพาะปลูก อีกทั้งเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและสืบสานวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น


พอได้มาชมใกล้ๆ ต้องบอกว่าตัวปราสาทนั้นงดงามมากจริงๆ ทั้งรายละเอียดของหน้าจั่วจตุรมุขทั้ง 4 ด้านและยอดฉัตรบนปราสาทที่อ่อนช้อย ทราบมาว่าปราสาทรวงข้าวของกาฬสินธุ์นี้นับเป็นต้นกำเนิดของปราสาทรวงข้าวในพิธีบุญคูนลานแห่งแรกของเมืองไทย ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี โดยปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 กุมภาพันธ์ 2562 และทางผู้จัดงานยังได้เพิ่มเติมกิจกรรมสนุกๆ อาทิ การรำวงย้อนยุค, การประกวดขบวนรถแห่ธิดาโพสพจาก 12 หมู่บ้านอีกด้วย


ใครไปเที่ยวกาฬสินธุ์ช่วงนี้อย่าพลาดแวะไปชมความงามของปราสาทรวงข้าวด้วยตาตัวเองสักครั้ง แนะนำไปช่วงตอนเย็นๆ ค่ำๆ เพราะบรรยากาศตอนกลางคืนที่ทางวัดเริ่มเปิดไฟที่ประดับรอบๆ บริเวณตัวปราสาท ยิ่งขับความงดงามให้เห็นอย่างชัดเจน สวยตะลึงประทับใจสุดๆ ไปเลยค่ะ


คาเฟ่-ร้านอาหารเด็ดกาฬสินธุ์น่าไปเช็คอิน

ใครคิดว่ากาฬสินธุ์เป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆ ขอบอกว่ามีร้านเด็ดเพียบนะจ๊ะ! โดยเฉพาะสายคาเฟ่ที่ชอบหาร้านนั่งจิบกาแฟชิลๆ ถ่ายรูปเช็คอินระหว่างไปเที่ยวตามเมืองต่างๆ บอกเลยว่ากาฬสินธุ์มีคาเฟ่ชิคๆ ให้ไปเช็คอินเยอะมากกก...อย่างวันนี้ที่เราจะพาไปเที่ยวคาเฟ่เก๋ๆ ทานอาหารอร่อยๆ ในตัวเมืองกาฬสินธุ์กัน


ประเดิมร้านแรกกันที่ร้านคาเฟ่ เดอ สุภัค (Cafe de’ Supak) ร้านที่ได้ชื่อว่าเป็นห้องรับแขก หรือ “ล็อบบี้” ของชาวกาฬสินธุ์ก็ว่าได้ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมืองกาฬสินธุ์ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 0 ของจังหวัด อีกทั้งยังสามารถนั่งชมบรรยากาศของเมืองกาฬสินธุ์ได้จากที่นั่งริมหน้าต่างกรุกระจกใสบานกว้าง แถมสไตล์การตกแต่งร้านเหมือนคาเฟ่เก๋ๆ ในต่างประเทศเลยทีเดียว


สำหรับเมนูร้านนี้เด่นเรื่องของหวานและเบเกอรี่ที่เป็นสูตรโฮมเมด เมนูเด็ดที่มาแล้วต้องลองพลาดไม่ได้ อาทิ ข้าวจี่ไข่ไดโนเสาร์ เมนูของทานเล่นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากไดโนเสาร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยทางร้านใช้ข้าวสวยนำมาปั้นสอดไส้ด้วยไส้กรอกปลากาฬสินธุ์ที่ขึ้นชื่อ จนออกมาเป็นเมนูข้าวจี่อีสานสไตล์ญี่ปุ่นหน้าตาน่ากิน นอกจากนี้ ยังมีเมนูของหวานให้เลือกสั่งละลานตา ไม่ว่าจะเป็นวาฟเฟิล, เค้กและขนมปังหน้าต่างๆ สาวๆ ที่ชอบขนมหวานรับรองมาร้านนี้ฟินแน่นอน


อีกหนึ่งคาเฟ่ที่ฮิปไม่แพ้กันเลยต้องยกให้ร้านนี้ “เต็กฮะ” คาเฟ่ชื่อสะดุดหู ฟังดูมีความเป็นจีนผสมอยู่ แต่พอผลักประตูร้านเข้าไปก็ต้องว้าว! กับการตกแต่งร้านสุดเก๋ไก๋ ที่ผสมทั้งดีไซน์เท่ๆ ดิบๆ สไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์อย่างโครงเหล็กสีดำ พื้นและผนังปูนเปลือย ผสมเข้ากับงานไม้เก่าแบบประตูบานเฟี้ยมและหน้าต่างไม้โบราณที่นำมาตกแต่งเคาน์เตอร์ เติมความสดชื่นด้วยกระถางต้นไม้สีเขียว และเครื่องดนตรีอย่างกีต้าร์, แซ็กโซโฟน ช่วยให้บรรยากาศภายในร้านดูรื่นรมย์น่านั่งจิบกาแฟชิลๆ


ร้านนี้เหมาะสำหรับใครที่มองหาร้านอาหารสำหรับมื้อกลางวันไปจนถึงมื้อเย็น เพราะนอกจากเครื่องดื่มอย่างกาแฟสดและกาแฟโบราณแล้ว ยังมีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลายรายการ เมนูแนะนำขึ้นชื่อจานเด่นประจำร้าน อาทิ ข้าวต้มแซ่บซี่โครงอ่อนหมู, ข้าวขยำกุ้ง และซี่โครงอ่อนทอดกระเทียม ซึ่งเจ้าของร้านลงมือเข้าครัวปรุงเองทุกจาน รับประกันความอร่อย

และทั้งหมดนี้ก็คือที่เที่ยว ที่กินในกาฬสินธุ์ที่เราคัดมาแล้วว่าเด็ดจริง ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนกาฬสินธุ์ แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ ไม่มีแสงสีคึกคักเหมือนเมืองใหญ่ๆ แต่พอได้มาเที่ยวที่นี่แล้วบอกเลยว่ากาฬสินธุ์ดีต่อใจ...จนอยากให้ทุกคนลองมาเที่ยวกันดูสักครั้ง แล้วจะตกหลุมรักกาฬสินธุ์เหมือนเราแน่นอน