แกเคยตกหลุมรักใคร หรืออะไรซ้ำๆ บ้างป่ะ ?


ตกหลุมรักแบบที่แกคิดว่ารักเค้ามากแล้ว แต่ยิ่งรู้จักกลับยิ่งค้นพบว่ายังรักเค้าได้อีก เหมือนอย่างเราที่ตกหลุมรักประเทศ “ญี่ปุ่น” นี่ไง ซึ่งถ้าให้เปรียบประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้หญิงสักคน เรามั่นใจเลยว่าเธอต้องเป็นหญิงสาวที่แสนจะป๊อปปูล่า มีเสน่ห์ให้เราได้ประหลาดใจ แตกต่างไปไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน แบบที่แกจะต้องลบความเคยชิน ภาพญี่ปุ่นที่มีแต่สาวเปรี้ยวแบบโตเกียว สาวฮิปสเตอร์ มีสไตล์แบบเกียวโต สาวเหนือหวานละมุนแบบฮอกไกโดไปก่อนเลยจ้า เพราะงานนี้เราจะพาไปรู้จักกับสาวชาวบ้านแต่น่ารัก มีเสน่ห์อย่างล้นเหลืออย่าง “นารา” และ “มิเอะ” กัน !


แม้จะเป็นญี่ปุ่นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็นับนิ้วไม่ค่อยจะหมด แต่การเดินทางมาเที่ยวยังนาราและมิเอะ คือ First Time เป็นประสบการณ์เที่ยวเมืองนี้ครั้งแรกของเรา ซึ่งมันก็จริงอย่างที่ใครหลายคนเคยว่าไว้นั่นแหละว่า “อะไรที่เป็นครั้งแรกมักจะตื่นเต้นเสมอ” #ไม่อยากพูดเยอะเจ็บคอ เพราะแค่คิดก็อดใจไม่ไหวแล้วจีงง ไปเลยป่ะ เก็บกระเป๋า ขนเสื้อหนาวสีสันคัลเลอร์ฟูลตัวเก่งไปตะลุยเที่ยวญี่ปุ่นกับเราเลยดีกว่า...







จากสนามบินสุวรรณภูมิประเทศไทย เราเดินทางด้วยสายการบินไทย (TG672) นั่งสวยๆ สลับกับแอบหลับ ดูหนังฟังเพลงไปพลางๆ เจ้านกยักษ์ตัวโตก็แลนด์ดิ้งมุ่งตรงถึงสนามบินคันไซประเทศญี่ปุ่นอย่างนุ่มนวล ใช้เวลา 5  ชั่วโมงกว่าโดยประมาณ 

“คันไซ” เป็นภูมิภาคใหญ่และน่าเที่ยวอีกภูมิภาคหนึ่งไม่แพ้คันโต ที่ตั้งของเมืองหลวงอย่างกรุงโตเกียวเลยค่ะ เพราะฉะนั้น สนามบินของที่นี่จึงเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านของฝาก หรือแม้แต่เลาจน์รับรองตลอด 24 ชั่วโมงก็มีให้เลือกใช้บริการได้ในราคาที่แสนจะเป็นมิตร 



ส่วนวันนี้ก่อนจะแวะเข้าที่พัก ขอแว้บไปซื้อบัตรโดยสาร Kintetsu Rail Pass ที่จะเป็นเพื่อนเดินทางของเราตลอดทั้งทริปกันก่อน ซึ่งราคาตั๋วก็มีให้เลือกหลากหลายแบบ สามารถเลือกได้ว่าจะเดินทางมากน้อยยังไง อย่างเราเลือกเป็น Kintetsu Rail Pass Plus ตั๋วแบบเหมาจ่ายแบบ 5 วัน ขึ้นได้ไม่จำกัดรอบนับตั้งแต่วันแรกที่ใช้ สามารถเที่ยวเมืองโดยรอบได้มากถึง 5 เมือง ราคาอยู่ที่ผู้ใหญ่  5,000 เยน และเด็ก 2,500 เยน นอกจากนี้สำหรับใครที่ถือบัตรโดยสารแบบ Kintetsu Rail Pass Plus  ยังได้รับสิทธิพิเศษจากสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากถึง 70 แห่ง รวมถึงบริการรถบัสพิเศษไปยังสถานที่ท่องเที่ยวบางจุดอีกด้วย



จากสนามบิน เราขึ้นรถลีมูซีนบัสเพื่อมาเช็คอินเก็บของที่โรงแรม Sheraton Miyako Hotel Osaka โรงแรมสุดหรูที่ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ ซึ่งวันนี้ก็เป็นความโชคดีของเราที่ได้ห้องติดถนนให้นอนชมวิวแสงไฟสวยๆ หลับฝันดีกันได้ตลอดทั้งคืนเลยจ้า



คืนนี้ยังไม่มีอะไรมาก เพราะเป็นคืนแรกและชาวแก๊งต่างก็เดินทางมาเหนื่อยๆ ดังนั้น พอจัดการกับสัมภาระจนเสร็จเรียบร้อย เราเลยตัดสินใจออกไปตระเวนตามล่าของอร่อยที่ย่าน Dotonbori (โดทงโบริ) ถนนคนเดินสุดคึกคักที่มาพร้อมแลนด์มาร์คอย่างตึกกูลิโกะกันต่อ 



แม้คืนนี้ต่อให้อากาศจะหนาวขนาดไหนก็ไม่หวั่น เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอเพื่อนนักท่องเที่ยวเพียบ ! เหมือนเป็นย่านรวมผู้คนทุกเพศทุกวัย จากทุกสารทิศที่ต่างก็มารวมตัว ครีเอทท่าชูไม้ชูมือเลียนแบบเจ้าแผ่นป้ายกันอย่างสนุกสนาน แถมตลอดสองข้างทางยังเต็มไปด้วยร้านรวงของฝาก ร้านอาหารให้เลือกแบบละลานตายิ่งกว่าซอยละลายทรัพย์ ชนิดที่กิน เที่ยว ช้อป ครบจบปิ๊งในย่านเดียวเชียวล่ะ



ใครมาโอซาก้าแล้วไม่มาเดินเล่นที่ถนนโดทงโบริสักครั้ง บอกเลยว่าเหมือนมาไม่ถึง ต้องกลับมาซ้ำใหม่นาจาาา



Recommended : ร้านทาโกะยากิของดีฮอตฮิตขึ้นชื่อแห่งโอซาก้า โดยเฉพาะเจ้าตรงหัวมุมสะพาน ที่แม้จะคิวยาวไปสักนิ๊ดดด แต่ก็อร่อยคุ้มค่าแก่การรอ คอนเฟิร์ม ~ #ฮือออ #iloveosaka #เพราะโอซาก้ามีทาโกะยากิที่ชั้นรัก T___T



ตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น สูดรับอากาศดีๆ จนเต็มปอด รีบจัดการมื้อเช้าให้อิ่มท้อง แล้วไปส่งท้ายเมืองโอซาก้ากันที่ตึก Abeno Harukas ตึกที่มีความสูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น กับระดับความสูง 300 เมตร ด้วยดีไซน์โมเดิร์นสุดทันสมัยแบบกระจกใสล้อมรอบ มองเห็นวิวเมืองได้กว้างถึง 360 องศา จนรู้สึกว่าบ้านเมืองข้างล่างจิ๋วอย่างกับของเล่นเชียวล่ะ



ด้านบนยังมีบริการคาเฟ่และร้านอาหารให้เราได้อิ่มอร่อยไปกับเมนูสุดฟิน พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศโดยรอบได้อย่างเต็มตา บางจุดยังมาพร้อมพื้นกระจกใสมองลงไปข้างล่างชวนให้ใจตุ้มๆ ต่อมๆ




ส่วนด้านล่างเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารอีกมากมายให้เราเดินช้อปกันจนเหนื่อย ถึงขั้นที่ชาวแก๊งบ่นกันว่าไม่เคยท้อแท้กับการเดินห้างมากขนาดนี้มาก่อน ก็คิดเอาเถอะ 555555 

พูดขนาดนี้แล้วจะหาว่าอวย แต่เอาเป็นว่าถ้าอยากได้รูปสวยๆ (บนความสูงที่ชวนหวาดเสียว) ให้คนอื่นอิจฉา Abeno Harukas แห่งนี้แหละจ้า ที่ควรปักหมุดลงในแพลนแล้วขีดเส้นใต้ย้ำ ซ้ำๆ ไปเลยว่าห้ามพลาด !


+ วิธีการเดินทาง : ลงที่สถานีโอซาก้าอาเบโนะบาชิ

+ ราคาจุดชมวิว : ผู้ใหญ่ 1,500 เยน ลดเหลือ 1,350 เยน สำหรับผู้ถือบัตรโดยสาร Kintetsu Rail Pass หรือ Kintetsu Rail Pass Plus  


จากนั้นเราเดินทางกันต่อด้วยตั๋วรถไฟ Kintetsu Rail Pass Plus มุ่งหน้าสู่จังหวัด “นารา” 



เมืองแห่งธรรมชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องเจ้ากวางสุดแสนเป็นมิตร และเป็นอีกหนึ่งเมืองสุดฮิตในความสวยงามของใบไม้เปลี่ยนสี ที่ไม่เป็นสองรองใคร การันตีด้วยจำนวนนักท่องเที่ยว และรางวัลมรดกโลกมากมายให้เราเลือกเที่ยวได้ตลอดทั้งวันแบบไม่มีคำว่าเบื่อ ตั้งแต่สวนกวางที่เราสามารถให้อาหารเองได้กับเจ้ากวางฝูงใหญ่ ไปจนถึงศาลเจ้าเด่นดังให้เราขอพรกันอีกเพียบ ! งานนี้ใครอยากสะสม #แต้มบุญ หรือมีใจรักธรรมชาติ บอกเลยมาเที่ยวที่นาราไม่ผิดหวังแน่นอนจ้า



จากสถานีรถไฟ เราเดินเล่นลัดเลาะตามทางมาเรื่อยๆ ในที่สุดเจดีย์ห้าชั้นแห่งวัด Kofukuji ก็อวดโฉมสวยงามปรากฏสู่สายตา



วัดโคฟุกุจิ (Kofukuji Temple) วัดใหญ่เก่าแก่แห่งจังหวัดนารา สร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ. 710 โดยตระกูล Fujiwara ที่ทรงอำนาจที่สุดในสมัยนั้น พร้อมกับการที่นาราได้รับสถาปนาให้เป็นเมืองหลวง ด้านในเป็นที่เก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของเก่าแก่หายากของประเทศญี่ปุ่นเอาไว้มากมาย ในยามค่ำคืนยังมีการแสดงโชว์ไฟฉายไปยังเจดีย์ 5 ชั้นดูงดงาม ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเจดีย์สูงที่สุดเป็นดันดับ 2 รองจากวัดโทจิในเกียวโตเท่านั้นเอง



+ เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 09.00 -17.00 น.

+ วิธีการเดินทาง : เดิน 5 นาทีจากสถานี Kintetsu-Nara Station 


เชื่อแล้วว่าคนญี่ปุ่นนี่เค้าเดินเก่งกันจริงๆ #ขอคารวะ ! แล้วแบบนี้เราจะยอมน้อยหน้าได้ยังไง จากวัดโคฟุกุจิเราเลือกใช้วิธีเดินๆๆ แล้วก็เดินข้ามถนน ผ่านสวนกวาง ตามฝูงชนที่หลั่งไหลมุ่งหน้าสู่วัด Todaiji อย่างไม่ขาดสาย 



ซึ่งระหว่างทางก็จะมีเจ้ามาสคอตตาหวานแสนจะน่ารักเป็นมิตร ที่เราสามารถแวะให้อาหาร หรือเซลฟี่มาป้วนเปี้ยนทักทายเป็นระยะๆ เป็นกิจกรรมยอดนิยมสำหรับคนมาเที่ยวนาราเลยล่ะค่ะ #นั่ลล้าคอะ



วัดโทไดจิ (Todai-Ji Temple) หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม “วัดหลวงพ่อโต” วัดตัวแทนแห่งยุคสมัยนารา ที่มีพระพุทธรูปหลวงพ่อโต หรือไดบุตสึองค์ใหญ่สีเหลืองทองอร่ามประดิษฐานอยู่ด้านในวิหารไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ถึงขนาดขึ้นทะเบียนจดชื่อเป็นมรดกโลกมาแล้ว ประตูและพื้นไม้ทุกบานจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นของประวัติศาสตร์ที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน เป็นอีกหนึ่งสุดยอดสถาปัตยกรรมที่ควรค่าแก่การมาสัมผัสด้วยตาตัวเองสักครั้งจริงๆ นะ เพราะขนาดคนบาปอย่างเรายังอดจะตื่นตาตื่นใจไม่ได้เลย 555555 สวยจริงอะไรจริง ยอมล้าวว...



อยู่ไหว้พระขอพร แวะเล่นกับบรรดาน้องกวางจนพระอาทิตย์บอกลา ได้เวลาเข้าที่พักกันสักที และเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศบ้านๆ ของเมืองนารา และซึมซับความเป็นญี่ปุ่นแท้ คืนนี้เราเลยเลือกพักกันที่ Musashino Ryokan เรียวกังเก่าแก่ แต่บรรยากาศด้านในนั้นดีงาม เป็นส่วนตัวสุดๆ แถมบรรดาคุณลุงคุณป้าพนักงานยังต้อนรับขับสู้ด้วยรอยยิ้มเป็นอย่างดี ตั้งแต่หน้าประตู อุ่นใจเหมือนมาพักที่บ้านญาติมากๆ



หลังจากนั้นเราก็รับกุญแจ ของที่ระลึกจากทางเรียวกัง เอาของไปเก็บในห้อง เตรียมตัวออกมาทานมื้อเย็นกัน และถ้าหากลูกค้าคนไหนเป็นผู้หญิง ทางที่พักก็ยังมีบริการแต่งตัวด้วยชุดยูกาตะเป็นบริการพิเศษให้ด้วยนะคะ ให้ความรู้สึกเข้าถึงการมาเที่ยวญี่ปุ่นแท้ๆ งานนี้เราเลยได้รูปเปลี่ยนโปรไฟล์เยอะแยะสมใจ อิอิ



สำหรับด้านในห้องพักของเราแบ่งเป็นสองโซน ปูด้วยเสื่อตาตามิ ห้องแรกเป็นห้องนั่งเล่นค่ะ มีโต๊ะเตี้ยๆ แบบญี่ปุ่น โทรทัศน์ และตู้ใส่อุปกรณ์อาบน้ำเผื่อใครอยากแช่ออนเซนรวม ส่วนด้านบนพื้นยกระดับเป็นห้องนอนของเรา ที่ปูด้วยเบาะนุ่มๆ ชนิดที่ทิ้งตัวปุ๊บได้โดนดูดวิญญาณไปเฝ้าพระอินทร์ปั๊บแน่ๆ 55555



แต่ช้าก่อน...ความดีงามของที่นี่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะไฮไลท์ที่แท้จริงนั้นคื๊ออ ออนเซ็นส่วนตัวแบบโอเพ่นแอร์ใจกลางสวน ให้เราได้นอนแช่น้ำชมดาวท่ามกลางอากาศหนาวๆ 10 กว่าองศา ที่อยากจะตะโกนดังๆ ให้ลั่นป่าว่าสุโค่ย สุดยอดมากจ้าาา




แพลนวันที่ 3 ของเรายังอยู่กันที่จังหวัดนาราเช่นเคย และเช้าวันนี้ก็เริ่มต้นด้วยการไปเซย์ไฮทักทายฝูงน้องกวางที่ Nara Park ก่อนเป็นอันดับแรก

ตอนดูการ์ตูนสมัยเด็ก พวกแกอาจจะคุ้นเคยกับเจ้าหญิงดิสนีย์ที่ใช้วิธีร้องเพลงเรียกบรรดาสัตว์ใช่มั้ย ? แต่ที่ Nara Park แห่งนี้ เค้าใช้วิธีเป่าแตรเรียกกวาง ! ใช่แล้วล่ะ อ่านไม่ผิดหรอก เค้าเป่าแตรเรียกกวางกันจีงงง



โดยการให้อาหารกวางที่นี่จะทำกันทุกๆ ฤดูร้อนและฤดูหนาวค่ะ เฉพาะช่วงเวลาเช้าประมาณ 8.30 - 9.00 เท่านั้น ถ้ามาเช้ากว่านี้หรือสายกว่านี้จะไม่เจอนาจา จุดสังเกตง่ายๆ คือให้มองหาต้นไม้ใหญ่ๆ ที่มีรั้วล้อมรอบถ้าเห็นเจ้าหน้าที่ถือตะกร้ายืนอยู่สองสามคน นั่นแหละค่ะแลนด์มาร์คของเรา พอใกล้ถึงเวลาให้อาหาร เจ้าหน้าที่ก็จะเริ่มเป่าแตรเป็นทำนองเพลง รอสัก 2 นาที บรรดาน้องกวางก็จะเดินสวนสนามออกมาจากมุมนั้น มุมนี้อย่างเป็นระเบียบ #เอ็นดูวน้องงง แม้กวางที่นี่จะน่ารักเป็นมิตรขนาดไหน แต่ยังไงก็ต้องระวังการไปยืนอยู่ด้านหลังเจ้ากวางทั้งหลายด้วยนะจ๊ะ เพราะไม่งั้นอาจจะโดนดีดเอาได้แบบไม่รู้ตัว



จบจากกิจกรรมให้อาหารกวาง เรามุ่งหน้าสู่ศาลเจ้าทันซัน อีกหนึ่งสถานที่ขึ้นชื่อเรื่องการชมใบไม้เปลี่ยนสี ที่ถึงแม้ตอนที่นี้จะเป็นช่วงที่ปลายๆ ของฤดูแล้วก็ตาม แต่โชคดีที่ศาลเจ้าทันซันแห่งนี้ยังได้พอหลงเหลือความงดงามของใบไม้สีส้มสลับแดงทันให้เราได้ชื่นชมอยู่บ้าง จนอดคิดไม่ได้จริงๆ ว่าในช่วงที่บานสะพรั่งสดใสอย่างเต็มที่จะยิ่งดูสวยงามขนาดไหน โดยเฉพาะกับมุมที่เราหันหลังมองลงมายังเจดีย์ 13 ชั้น ท่ามกลางหมู่ใบไม้เปลี่ยนสีด้วยแล้วนั้น โอ้โหหห... สวยงามราวกับภาพวาดเลยล่ะค่ะ สงสัยคราวหน้าต้องหาโอกาสมาเที่ยวใหม่อย่างจริงจังซะแล้วสิ



เมืองนารานี่เต็มไปด้วยวัดสวยเยอะแยะมากมาย แถมแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน หนึ่งในนั้นคือวัด Hasedera วัดเก่าแก่ที่มีอายุมากถึง 1,300 กว่าปีแห่งนี้

ฮาเสะเรดะ (Hasedera) วัดที่ได้รับการขนานนามให้เป็นวัดแห่งดอกไม้ จากการถูกประดับประดาไปด้วยดอกไม้รายล้อมรอบตัววัดถึง 4 ฤดูกาล อาทิ ดอกโบตั๋ว ดอกไฮเดรนเยีย แต่ความสวยงามของวัดนี้นอกจากจะอยู่ที่บรรดาดอกไม้สารพัดสีสันตามฤดูแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่พลาดไม่ได้คือ การเดินเยื้องย่างเหนือบันไดหิน 399 ขั้นที่ทอดยาวเคียงคู่กับเสาไม้จำนวนหลายร้อยต้นซึ่งเรียงรายนำเราไปสู่ตัวอุโบสถที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิม 11 พระพักตร์ทำจากไม้แกะสลัก สูง 10 เมตร ให้นักท่องเที่ยวได้ทำการสักการะขอพร จากด้านบนนี้ยังเป็นจุดชมวิวมุมสูงสวยๆ สามารถมองเห็นบรรยากาศรอบตัววัดได้กว้างแบบ 180 องศา และเจดีย์ 13 ชั้นที่อวดโฉมเด่นเป็นสง่าอยู่กลางดงดอกไม้เปลี่ยนสีอีกด้วย



ไหนๆ ก็อุตส่าห์ตามเก็บแต้มบุญจนใกล้จะเต็มหลอด เพื่อให้ลิสต์ #คนมีบุญ2019 คอมพลีท ~ เราเลยเลือกปิดท้ายวันกันที่วัด Murouji วัดอันแสนร่มรื่นที่ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของต้นไม้น้อยใหญ่ และใบไม้เปลี่ยนสีลึกเข้าไปในป่า ดูโดดเดี่ยว แต่โดดเด่น และกลับกลายเป็นความงดงามมีเสน่ห์ลึกลับชวนให้ค้นหา ด้านหน้าทางเข้าวัดยังมีสะพานโค้งสีแดงแบบญี่ปุ่นโบราณพาดผ่านลำธารที่สองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยหมู่บ้านไม้เก่าแก่และใบไม้เปลี่ยนสี จนเหมือนถูกดึงดูดให้ย้อนยุคกลับไปสู่ช่วงเวลาของญี่ปุ่นเมื่อครั้งอดีตได้ไม่ยาก 



วัด Murouji เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เรากล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า สวยและเหมาะสมกับการเป็นมรดกของญี่ปุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งยังเป็นโลเคชั่นสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ไม่ควรพลาด ด้านในนั้นเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปไม้แกะสลัก 5 องค์ ที่เค้าว่ากันว่าขอพรได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องเงิน !

 


ทั้งยังเป็นศาสนสถานสำหรับทำพิธีให้แก่พระที่บวชใหม่ด้วยล่ะค่ะ ชักไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมถึงได้ดูมีมนต์ขลังและศักดิ์สิทธิ์มากๆ ส่วนใครที่ขอพรเสร็จแล้วอย่าเพิ่งกลับนะคะ เพราะด้านหลังยังมีเจดีย์ 5 ชั้นเก่าแก่ สร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 8 นู่นแน่ะ เรียกว่าเก่าแก่ที่สุดในวัดแห่งนี้ก็ว่าได้ เป็นอีกหนึ่งมุมไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายภาพ เพราะบรรยากาศจะสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาลไม่ซ้ำกัน



หลังจากอิ่มบุญกันทั่วหน้า ก็ถึงช่วงเวลาพักผ่อนแล้วจ้า คืนนี้เป็นคิวของโรงแรม Akame Onsen Taisenkaku โรงแรมขนาดใหญ่ใกล้กับน้ำตก AKAME 48 ในจังหวัดมิเอะ เพื่อที่พรุ่งนี้เราจะได้ตื่นไปเที่ยวกันแต่เช้า 




เช้านี้อากาศเย็นสบายกำลังดี เข้ากับแพลนที่เราเลือกมาเดินเที่ยวที่น้ำตก AKAME 48 จังหวัดมิเอะอย่างกับรู้ใจ แถมเมื่อคืนเรายังพักใกล้ๆ เดินไม่ทันจะเหนื่อยประมาณ 2 นาทีก็ถึงทางเข้าน้ำตกแล้ว

AKAME 48 ฟังครั้งแรกนึกว่าจะมีอะไรเกี่ยวกับวง AKB 48 ซะอีก เกือบได้เตรียมปั้นคุกกี้เสี่ยงทายซะแล้ว แต่ไม่ใช่จ้าาา เพราะสาเหตุที่เห็นชื่อคล้ายๆวง AKB 48 นั้นเป็นเพราะว่าจำนวนเลข 48 ในประเทศญี่ปุ่นมักจะถูกนำมาแทนจำนวนที่เยอะๆ จนนับไม่ถ้วน ในที่นี่ก็หมายถึงชั้นของน้ำตก AKAME 48 นั่นเอง โดยน้ำตก AKAME 48 แห่งนี้ นอกจากจะใช้เป็นที่ฝึกจิตใจสำหรับบรรดานักบวชหรือนินจาแล้ว ยังเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าซาลาแมนเดอร์อย่างชุกชุมซะด้วย ถึงขนาดมีตู้จัดแสดงโชว์เจ้าซาลาแมนเดอร์แต่ละสายพันธุ์ให้เราได้ดูกันตั้งแต่หน้าประตูทางเข้าเลยค่ะ จริงจังสมกับเป็นประเทศญี่ปุ่นจริงๆ 



ซึ่งถ้าจะนับความระยะทางตลอดทั้งน้ำตกนั้นยาวถึง 4 กม. ใช้เวลาเดินจริงๆ ก็ 5-6 ชั่วโมงเลยค่ะ แต่สำหรับมือใหม่อย่างเราขอเดินถึงแค่น้ำตกชั้นที่ 3 แค่ 900 เมตรเท่านั้นพอ โดยระหว่างทางเดินไปน้ำตกแต่ละชั้นตามสองข้างทางก็ยังมีใบไม้เปลี่ยนสีให้เราแวะชม แวะถ่ายรูปกันได้ตลอดเวลา ท่ามกลางบรรยากาศสงบ และร่มรื่นให้ฟีลวันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า น่าไปพักผ่อน พักสายตาสุดๆ



+ วิธีการเดินทางโดยรถไฟ Kintetsu Train

  • จาก Osaka Namba  >> Yamato Yagi >> AKameguchi ใช้เวลาเดินทางประมาณ 65 นาที

  • จาก Kyoto >>  >> Yamato Yagi >> AKameguchi ใช้เวลาเดินทางประมาณ 90 นาที


จากน้ำตก AKAME 48 เรากระโดดขึ้นรถไฟด่วนพิเศษมุ่งหน้าสู่โซนอิเสะชิมะ ที่กลางวันนี้เราไม่พลาดสั่งเซ็ตเบนโตะข้าวหน้าเนื้อมัตสึซากะของดีขึ้นชื่อมาลองทาน แต่นอกจากจะอร่อยสมคำร่ำลือแล้วมันยังเป็นข้าวกล่องที่ร้องเพลงได้เหมือนกล่องดนตรีเลยเว้ยแก นี่พูดจริงนะไม่ได้อำ เพราะตอนที่เราเปิดฝากล่องออกมาเพลงมันร้องลั่นรถ หาวิธีปิดกันแทบตาย 555555 ซึ่งจริงๆ แค่คว่ำหน้ากล่องลง เพลงก็จะหยุดโดยอัตโนมัติแล้วจ้า #ฉลาดไปอี๊กก หลังจากนั้นเราก็รอต่อรถบัสเข้าสู่ศาลเจ้าอิเสะ 



ศาลเจ้าอิเสะ (Ise Jingu) ศาลเจ้าศักดิ์สิทธิ์ศูนย์รวมจิตใจของชาวญี่ปุ่น ที่เพราะแม้แต่องค์จักรพรรดิเองก็ยังเคยเสด็จมาแล้ว ด้านหน้าทางเข้ามีเสาโทริอิไม้ต้นใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าสะพาน ท่ามกลางศาลเจ้าที่รายล้อมไปด้วยป่าสนสูงใหญ่ดูสวยงาม ร่มรื่น มีมุมสวยงามให้ถ่ายรูปมากมาย รวมๆ แล้วอายุราวกว่า 2,000 ปีเลยทีเดียว ส่วนที่เห็นว่ายังคงสภาพเดิมไว้ได้อย่างดีขนาดนี้ก็เพราะชาวญี่ปุ่นจะทำการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ทุกๆ 20 ปีนั่นเองค่ะ 



ศาลเจ้าอิเสะเป็นศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่ชาวญี่ปุ่นให้ความเคารพนับถือกันมากๆ ถึงขนาดเชื่อว่าครั้งหนึ่งในชีวิตต้องหาโอกาสมาสักการะศาลเจ้าอิเสะแห่งนี้สักครั้งให้ได้ เพียงแต่แต่ตัวศาลเจ้าชั้นในสุดนั้นไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป หรือบันทึกวิดีโอนะคะ สามารถบันทึกไว้เป็นความทรงจำและดูได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้นจ้า



อีกหนึ่งไฮไลท์ของคนที่มาเที่ยวโซนนี้ นอกจากศาลเจ้าอิเสะแล้ว คือการมาเดินเล่นถนนโบราณโอฮาไรมาชิ ตรอกโอคาเกะโซโคะโจที่อยู่ใกล้ๆ กัน ถนนคนเดินสุดคึกคึกที่เต็มไปด้วยร้านรวงขายของที่ระลึกแบบท้องถิ่น ตลอดจนของกินให้เราเลือกชิมของอร่อยได้แบบยาวๆ มากถึง 50 ร้าน เหมือนเดินอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของหมู่บ้านญี่ปุ่นในสมัยเอโดะยังไงยังงั้น แถมสาวๆ ญี่ปุ่นบางคนเค้ายังแต่งชุดยูกาตะมาเดินเล่นอวดชุดสวยๆ กันอีกด้วย 



Recommended : ของกินอร่อยขึ้นชื่อเยอะมากๆ โดยเฉพาะอิเสะอุด้ง เส้นนุ่ม น้ำราดเข้มข้นซะจนอยากยกซดให้หมดชาม และอากะฟุคุโมจิ โมจิถั่วแดงแป้งนุ่มนวดด้วยมือชิ้นต่อชิ้น ของร้านอากะฟุคุฮงเต็งหัวมุมถนนเยื้องๆกับรูปปั้นแมว พรีเมียมจนน้ำตาจะไหล #ขอแชร์นะคะ กาดอกจันไปเลยว่าต้องลอง !



สำหรับรถขากลับไปยังสถานีรถไฟของเราเย็นนี้เป็นโปเกม่อนบัสค่ะ เป็นบัสแบบพิเศษที่เห็นแล้วสาวกโปเกม่อนอย่างเราต้องกรี๊ดดดดดด เพราะด้านในนั้นเต็มไปด้วยปิกาจู และบรรดาโกม่อนที่เราคุ้นเคยเต็มไปหมดทั้งคันเลยค่ะ แงง น้องงงง ว่าแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปรัวๆ ซะหน่อย



มีบัตร Kintetsu Pass Plus นี่อุ่นใจเวลาเดินทางไปไหนมาไหนจริงๆ นะ อย่างเย็นนี้เราเลือกรถไฟด่วนพิเศษ Iseshima Liner ที่มาพร้อมเบาะนุ่ม นั่งสบายสไตล์โมเดิร์นสีสันสดใส ยิงยาวพร้อมเข้าสู่ที่พักในคืนนี้กันแล้ว



Prime Resort Kashikojima โรงแรมสุดหรูสไตล์ยูโรเปียนใกล้ชิดติดริมทะเล ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ที่เดินเฉิดฉายอยู่ในวังตั้งแต่ครั้งแรกที่ก้าวเข้ามาเลยค่ะ ยิ่งกับตัวห้องพักนั้นกว้างขวางมากๆ มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน แถมยังมีระเบียงหันหน้าออกสู่ทะเลไว้รับลมในยามเช้า หรูหราเว่อวังแบบนี้ คืนนี้หลับฝันดีแน่นอนจ้าา




เช็คเอาท์ จัดเต็มกับมื้อเช้าจนอิ่มหนำรำคาญ ถือโอกาสแวะไปเที่ยวกันที่จุดชมวิวโยโคยามาใกล้ๆ กับที่พักเราก่อนเดินทางต่อ 

จุดชมวิวโยโคยามา (Yokoyama View Point) ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรชิมะ สูงจากระดับน้ำทะเล 203 เมตร สามารถมองเห็นบรรดาหมู่เกาะเล็ก เกาะน้อยที่เรียงรายอยู่ในอ่าวอาโกะ และชายฝั่งที่เว้าแหว่งสวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น บรรยากาศด้านบนนั้นกว้างกวางมองเห็นได้ไกลสุดลูกหูลูกตา มีลมพัดเย็นสบาย เหมาะแก่การชมพระอาทิตย์ขึ้นเป็นที่สุด 



ลงจากเขาแล้วเราก็มาต่อกันที่ทะเลกับ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบะ (Toba Aquarium) พิพิธภัณฑ์ที่ได้ชื่อว่ารวบรวมสัตว์น้ำไว้มากที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวที่ได้อนุรักษ์เจ้าพะยูนอายุมากถึง 35 ปีเอาไว้ด้วยค่ะ ด้านในยังเต็มไปด้วยโซนจัดแสดงสัตว์น้ำต่างๆ มากมาย รวมถึงไฮไลท์อย่างการแสดงโชว์ของสัตว์ต่างๆ ทั้งสิงโตทะเล เพนกวิน วอลรัส รับรองว่าน่ารักถูกใจทั้งเด็กและผู้ใหญ่ คอนเฟิร์ม !

 


ใกล้กับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโทบะ เราแวะชมการแสดงเก็บหอยของอามะที่เกาะมิกิโมโต้ เกาะกลางทะเลที่ขึ้นชื่อเรื่องของการทำประมงใต้ทะเลแบบไร้อุปกรณ์แต่ดั้งเดิม โดยความพิเศษของอาชีพอามะก็คือจะต้องเป็นนักดำน้ำหญิงเท่านั้นนะจ๊ะ เรียกว่ามีตั้งแต่วัยกลางคนไปจนถึงคุณป้าเลยทีเดียว ส่วนสาเหตุที่ต้องมีแต่ผู้หญิงนั้นก็เป็นเพราะว่าสรีระของผู้หญิงจะมีชั้นไขมันมากกว่าผู้ชายที่มีแต่กล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ดีกว่านั่นเอง



โดยขั้นตอนจะเริ่มตั้งแต่ที่มีคนขับเรือพาอามะมาส่งยังบริเวณจุดดำน้ำ หลังจากนั้นอามะก็จะทำการใส่หน้ากาก โยนตะกร้าสำหรับเก็บหอยลงในน้ำ ก่อนจะค่อยๆ ทิ้งตัวตามลงไปในทะเล และเมื่อเก็บหอยได้ก็จะนำมาใส่ในตะกร้ารอเวลาเรือวนมารับ ส่วนสิ่งที่ได้ก็จะนำไปประกอบอาหารทานกันในครอบครัว หรือนำไปขายต่อในภายหลัง 



ส่วนตัวเรานั้นแค่ยืนมองจากด้านบนชายฝั่งยังบอกได้แค่ว่าหนาวจนปากสั่น จากฝนที่ตกปรอยๆ อยู่ตลอดเวลาจนทำให้วันนี้อุณหภูมิเหลืออยู่แค่ 10 องศา ดังนั้นการลงไปดำน้ำงมหอยมุกใต้ทะเลแบบวันนี้นั้น ต้องบอกเลยว่าจิตใจแข็งแกร่งเอามากๆ เพราะขนาดเราแค่ตื่นมาอาบน้ำตอนเช้ายังแทบจะวิ่งผ่านน้ำเลยจ้า บรื๊อออ T^T #ขอปรบมือให้รัวๆ



+ เวลา : การแสดงโชว์เก็บหอยของอามะ จะมีวันละ 8-9 ครั้งด้วยกัน ทุกๆ 1 ชั่วโมง และมีให้ชมได้ตลอดปี

แต่นอกจากการแสดงเก็บหอยของอามะแล้ว เกาะมิกิโมโต้ยังเป็นที่โด่งดังรู้จักกันดีจากการเพาะเลี้ยงไข่มุก ตั้งแต่เมื่อ 250 ปีก่อนเชียวนะคะ ซึ่งตอนนี้เปิดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไปด้านในจึงมีทั้งพิพิธภัณฑ์หอยมุก สอนขั้นตอนการเลือกหอยมุกแท้และเทียม รวมถึงสาธิตวิธีการเพาะเลี้ยงหอยมุกแบบผลิตขึ้นมาใหม่ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแหล่งวิจัยหอยมุกชั้นนำอันดับต้นๆ ของโลก ก่อนจะกระจายวิธีการเพาะเลี้ยงไปประเทศต่างๆ อย่างทุกวันนี้ก็ว่าได้ 



มาถึงเกาะมิกิโมโต้ทั้งที มื้อกลางวันต้องไม่พลาดไปเที่ยวกระท่อมอามะ ฝากท้องทานบุฟเฟต์ซีฟู้ดที่เหล่าอามะจะคอยเสิร์ฟอาหารทะเลสดๆ และปิ้งย่างหอยชนิดต่างๆ ด้วยเตาถ่านให้ชมตรงหน้า พร้อมทั้งรับฟังเรื่องราวอันน่าสนใจจากบรรดาอามะมากประสบการณ์ และชมการแสดงพื้นบ้านจากบรรดาคุณป้าอามะภายในกระท่อมหลังเล็กอันแสนอบอุ่นเป็นกันเอง



สำหรับวันนี้เราเลือกทานเป็นเมนู Standard Set ค่ะ ระยะเวลา 1 ชม. 15 นาที ให้บริการวันละ 3 รอบ ได้แก่ 12.00 - 13.15 น. , 13.30 - 14.15 น. และ 15.00 - 16.15 น. ราคาอยู่ที่ 3,780 เยน/คน (ในกรณีที่มาเป็นกลุ่มตั้งแต่ 4 คนขึ้นไป) ในเมนูประกอบไปด้วยหอยลาย หอยเชลล์ หอยตาวัว มีเซ็ตปลาดิบ ซุปมิโซะ สาหร่าย และน้ำชา รสชาติดีหวานสมกับการเพิ่งเก็บขึ้นมาสดๆ จากทะเล ใครไม่อยากพลาดประสบการณ์สุดฟินแบบนี้ก็สามารถจองที่นั่งล่วงหน้าได้ที่ http://amakoya.com/amahuthachimanreserve.htm ก่อนเลยจ้า



หนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน เราขึ้นรถไฟด่วนพิเศษ ชิมะคาเสะ (Shimakaze) สุดแสนจะพรีเมียมหรูหรา เพื่อมุ่งหน้าสู่ปลายทางของเราในคืนนี้อย่าง Yokkaichi City Hotel ซึ่งความพิเศษของรถไฟ Shimakaze นอกจากจะมาพร้อมที่นั่งอันโอ่อ่ากว้างขวางสะดวกสบาย ทั้งห้องแบบไพรเวท และแบบกรุ๊ปแล้ว ยังอยู่ตรงที่มีห้องอาหาร 2 ชั้นให้บริการด้วยเมนูอร่อย และกระจกใสบานใหญ่ให้เราได้ชมวิวสวยงามตลอดสองข้างทางได้แบบไม่มีเบื่อนี่แหละค่ะ เลิฟเล้ยยย




เผลอแว้บเดียวเราอยู่ญี่ปุ่นมาครบ 6 วันแล้ว เวลาช่างผ่านไปไวเหมือนโกหก ! เพราะงั้นเช้าวันสุดท้ายมันก็ต้องมีอะไรพิเศษกันหน่อย อย่างการมาชมวิวสวยๆ ด้านบนกระเช้าโลปเวย์โกะไซโฉะ นี่ไง…

ภูเขาโกะไซโฉะ (Gozaisho Mountain) ตั้งอยู่บนความสูง 1,212 เมตร ที่ต้องอาศัยการขึ้นกระเช้าสีแดงสดใส รายล้อมด้วยกระจกใสล้อมรอบ ให้เรามองเห็นวิวสวยงามที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นสู่ระดับความสูงได้แบบ 360 องศา ก่อนจะสู่ด้านบนยอดเขาที่เป็นลานกว้างคล้ายสวนสาธารณะสำหรับเดินเล่น ทั้งยังเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวสวยๆ ให้เราได้เพลิดเพลินไปกับหินก้อนยักษ์ และบรรดาต้นไม้รูปร่างแปลกตาเต็มไปหมด ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ดาวอังคารมากกว่าโลกซะอีก เท่จริงอะไรจริง 



ที่สำคัญคือเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่เราว่าเที่ยวได้ทุกฤดู เพราะต่างก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะกับช่วงที่กระเช้าเลื่อนผ่านทั้งใบไม้ผลิ ใบไม้เปลี่ยนสี และหิมะที่เกาะอยู่บนยอดไม้ มันสวยงามราวกับภาพวาดสีน้ำมันชิ้นเอก แบบที่กล้องราคาแพงขนาดไหนก็คงถ่ายได้ไม่สวยเท่าตาเห็นแน่นอน



อีกหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตของคนมาเที่ยวญี่ปุ่น จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการช้อป ช้อป และช้อป !!!! ซึ่งถ้าแกอยากช้อปให้ล้มละลายสมกับที่ทำงานหาเงินเหนื่อยมาทั้งปี ขอแนะนำให้มาที่นี่ Mitsui Outlet Park Jazz Dream Nagashima สุดยอดเอาท์เล็ตแห่งความใหญ่โตมโหฬารจนต้องร้องว้าวด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ



เพราะที่นี่เค้ารวบรวมเอาบรรดาร้านค้าแบรนด์เนมไว้ด้วยกันมากกว่า 100 ร้านในราคาแสนสเปเชียลเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หรือนาฬิกา ก็มีให้ขนกลับบ้านได้เพียบ แต่ระวังน้ำหนักกระเป๋าจะเกินเอานะ แล้วจะหาว่าเราไม่เตือน 



ส่วนก่อนจะไปถึงไฮไลท์ของเราในคืนนี้อย่างนิทรรศการแสดงไฟที่  Nabana no Sato เราแวะเที่ยวชมโรงเรือนพันธุ์ไม้รอบๆ กันก่อนค่ะ เรียกว่าเป็นโซนที่ใครพาคุณแม่มาน่าจะชอบ เพราะด้านในนั้นเต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีนานาพันธุ์ โดยเฉพาะกับโรงเรือนกุหลาบขนาดใหญ่ที่พากันเบ่งบานสะพรั่งอวดโฉมรอให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปอย่างจุใจ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตกแต่งเหมือนอยู่ยุโรปเชียว



ในที่สุดเวลาที่เรารอคอยมาตลอดทั้งวันก็สิ้นสุด กับสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์ประจำทุกฤดูหนาวที่ใครถ้ามาเที่ยวจังหวัดมิเอะต้องหาเวลาว่างมาเยือนชมนิทรรศการแสดงไฟที่ Nabana no Sato แห่งนี้สักครั้ง ซึ่งครั้งนี้ทางจังหวัดได้จัดต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 20 แล้วจ้าาา โดยในปีนี้มาในธีมภูเขาไฟฟูจิสวยงามสมกับเป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น (ส่วนปีที่แล้วเป็นเจ้าหมีดำคุมะมงนั่นเอง) แต่ก่อนที่เราจะเดินเข้าไปข้างในนั้นต้องผ่านอุโมงค์ไฟสีเหลืองอร่ามดูสว่างไสวสวยงามราวกับดวงดาวนับพันเหล่านี้ซะก่อนค่ะ แอบกระซิบนิดนึงว่าใครก็อดใจไม่ไหวต้องเซลฟี่ตรงมุมนี้กันทั้งนั้น ก็แหม...มันสวยสมค่ำร่ำลือ คุ้มค่ากับที่ต่อแถวรอจริงๆ นี่หน่า 



แต่ก็ใช่ว่านิทรรศการจะมีแค่โซนนี้นะคะ เพราะด้านนอกเค้ายังประดับประดาไปด้วยไฟสวยๆ ตลอดทั่วทั้งงานด้วยเหมือนกัน



หลังจากเก็บความประทับใจกับจังหวัดมิเอะไปจนเต็มเปี่ยม เรามุ่งหน้าสู่สนามบินนาโกย่า อีกหนึ่งสนามบินใหญ่ที่ให้บริการครบวงจรทั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร และร้านของฝาก แถมล่าสุดยังเปิดโซนใหม่หมาดๆ สำหรับทานอาหารที่ Terminal 2 ในชื่อ Flight Of Dreams ด้วยการจำลองเอาเครื่องบิน Boeing-787 ลำยักษ์มาตั้งไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นไปสัมผัสบรรยากาศจริงเป็นที่ระลึกก่อนกลับบ้านอีกด้วย



จบทริปกันไปแบบที่ทั้งสนุก ทั้งฟินครบทุกรสชาติในเวลา 6 วัน 5 คืนแบบนี้ ยิ่งทำให้เราอยากยืนยัน นั่งยัน นอนยันอีกครั้งว่า "ญี่ปุ่น" เป็นประเทศที่มากี่ครั้งก็ยังทำให้เราหลงรักได้เสมอ ! แถมครั้งนี้ยังชวนให้เราตกหลุมรักเมืองใหม่อย่าง "นารา" และ "มิเอะ" เพิ่มเข้าไปอี๊กกก ใครอยากสัมผัสประสบการณ์ฟินๆ แบบนี้ ลองหาโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่นสักครั้ง รับรองเลยว่าเธอจะต้องติดใจจนถอนตัวไม่ขึ้นเหมือนเราแน่นอนจ้าาา ~



เรื่องและภาพโดย ชิไปไหน

ขอบคุณผู้สนับสนุนหลักสำหรับทริปดีๆ อย่าง Tourism Bureau,Mie Prefectural Government
Tourism Bureau, NARA Prefectural Government , Kintetsu Railway ,
Chubu Centrair International Airport  , Kansai International Airport ,
Mitsui Outlet Park Jazz Dream Nagashima