เที่ยวสุราษฎร์ธานีครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน 

ใครๆ ก็รู้จักจังหวัดสุราษฎร์ธานีในฐานะที่มีทะเลสวย ภาพเมืองร้อยเกาะ น้ำทะเลใส เปรียบเสมือนปกหนังสือที่ทำให้ทั้งโลกรู้จักจังหวัดแห่งนี้ แต่สำหรับเรา ...เชื่อว่าจังหวัดนี้ไม่ได้มีดีแค่ทะเลแน่นอน!! ทริป #ชีพจรลงsouth ครั้งนี้เราเลยเลือกเที่ยวสุราษฎร์ในแบบ No Sea! จะเป็นแบบไหนมาดูกันเลยค่ะ !

ตัวอย่างการวางแพลน 3 วัน 2 คืน เน้นประเพณีและชุมชน

DAY 1 

  • เหิรฟ้าไปกับสายการบิน Airasia ลงเครื่องที่สนามบินนานาสุราษฎร์ธานี

  • ล่องเรือชมธรรมชาติ ใน “คลองร้อยสาย” ให้สบายตาสบายใจ

  • จากเรือต่อรถไปชมความน่ารักแสนรู้ของเจ้าลิงจ๋อ ที่ “ศูนย์ฝึกลิง” ต.คลองน้อย

  • ชมวิธีการต่อเรือที่ “อู่ต่อเรือช่างกบ”

(ทั้งหมดสามารถเที่ยวต่อกันได้เป็นทริปวันเดียวเลย เพราะว่าอยู่ไม่ไกลกันมากจ้า)

  • ท้องร้องเรียกหาของอร่อยทานแล้ว มุ่งหน้าไป “ร้านอาหารลำพู 1”

  • ดูวิธีการทำข้าวต้มลูกโยน ณ “วัดบางไทร” 

  • มื้อเย็นอร่อยเต็มอิ่มกับ ร้านอาหาร "Lucky Restaurant"

  • พักผ่อนเอาแรงที่ “S.22 Hotel”

DAY 2 

  • ใส่บาตรทำบุญยามเช้า

  • กินมื้อเช้าที่ “เสรีแต่เตี้ยม” ร้านนี้จัดว่าเด็ด

  • ไหว้เจ้าแม่กวนอิมเอาฤกษ์เอาชัยที่ “ศาลเจ้ามูลนิธิมุทิตาจิต”

  • ช่วงของไฮไลท์ “ชมงานประเพณีชักพระ” ประเพณีเก่าแก่แต่โบราณ 1 ปีมีแค่ครั้งเดียว 

  • ผ่อนคลายกับสปามะพร้าวที่ “สวนลุงสงค์”

  • ยามค่ำคืน ชมความงามของ “เรือพนมพระ” 

DAY 3

  • ออกจากเมืองไปเที่ยว “ป่าต้นน้ำ - บ้านนำ้ราด” ที่เที่ยวสุดอันซีน น้ำใสแจ๋วประหนึ่งกระจกเลยทีเดียว

  • แวะไปชมวิวริมสันเขื่อนที่ “เขื่อนรัชชประภา” มาแล้วต้องถ่ายรูปและเช็คอินสักหน่อย

  • ไหว้พระวัดอายุร้อยปีที่ “วัดถ้ำสิงขร” 

  • อิ่มบุญ อิ่มใจแล้ว กลับกรุงเทพฯ ด้วยสารการบิน Airasia


คลองร้อยสาย

คนสุราษฎร์ฯ เรียกคลองสายเล็กๆ ที่เชื่อมต่อจากแม่น้ำตาปี ครอบคลุมถึง 6 ตำบลนี้ว่า "ในบาง" หมายถึง ละแวกในคลอง ซึ่งที่นี่เป็นชุมชนที่ยังคงเสน่ห์ของวิถีดั้งเดิม ที่งบ้านเรือน สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ หากใครมาเที่ยวก็มีกิจกรรมล่องเรือเที่ยว ชมป่าชายเลน ผ่านอุโมงค์ต้นจาก บ้านเรือนไทยโบราณ การทำผ้าบาติก นอกจากนี้ยังมีการล่องเรือชมหิ่งห้อยยามค่ำคืนอีกด้วย 

วิธีการติดต่อเช่าเรือ : เดินทางไปยังบริเวณริมน้ำตาปี ถนนหน้าเมือง เรือสามารถนั่งได้ 6 คน ราคาคนละ 50 บาท หากไปไม่ถึง 6 คน เหมาลำ 600 บาท

การท่องเที่ยวคลองร้อยสายจะมาขึ้นฝั่งที่ "ศูนย์ฝึกลิง" ของคุณนิรันดร์ วงศ์วาณิช ซึ่งตั้งอยู่ในบางใบไม้ โดยในศูนย์ฝึกแห่งนี้มีการสอนหลายระดับตั้งแต่ อนุบาลจนถึงอุดมศึกษา (มีระดับเหมือนคนเลยค่ะ)  อีกอย่างลิงที่นี่ว่านอนสอนง่ายและไม่ซุกซนอย่างที่คิด แถมยังคุ้นเคยกับมนุษย์เป็นอย่างดี บางตัวเรียบร้อยมากๆ ก็ทำหน้าที่มาต้อนรับนักท่องเที่ยว... บอกเลยว่าน่ารักน่าชังสุดๆ จนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะฝึกสัตว์แสนซนอย่างลิง ให้เชื่อฟังและน่ารักสงบเสงี่ยมได้

ต่อด้วย..อู่ต่อเรือช่างกบ ซึ่งช่างกบนั้นเป็นช่างต่อเรือที่มีฝีมือและมีชื่อเสียงระดับจังหวัด โดยการต่อเรือนั้นได้สืบต่อมามากกว่า  3 ชั่วอายุคนแล้ว และจะสืบต่อให้ลูกหลานต่อไป 

ช่างกบบอกบอกว่าเรือออกทะเลแต่ละลำต้องใช้เวลาต่อเป็นแรมเดือน ซึ่งมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่การวางกระดองหมึก ใส่ราวคู่ แรกใส่ทวนหัวทวนใต้  ขึ้นดานวางกงยึด  และอีกหลายขั้นตอน ได้เห็นขั้นตอนแต่ละขั้นกว่าจะมาเป็นเรือให้เรานั่งบนน้ำได้ไม่ง่ายเลยค่ะ แถมยังน่าสนใจ...อยากลองศึกษาหาความรู้ภูมิปัญญาของชาวคลองน้อยดูบ้างเหมือนกัน

จริงๆ แล้วการท่องเที่ยวคลองร้อยสายยังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ทำอีกเยอะเลยค่ะ อย่างเช่น ชมปลาเสือพ้นน้ำ ลองทำผ้าบาติก ทำคันเบ็ดตกกุ้งแม่น้ำ แต่ละอย่างน่าสนใจไม่แพ้กันเลยค่ะ

ร้านอาหาร ลำพู 1

มาถึงเมืองสุราษฎร์ฯ ทั้งทีต้องโดนอาหารทะเล มื้อเที่ยงของวันนี้เราเลยไปกันที่ "ร้านอาหารบางลำพู 1 " ร้านอาหารที่เปิดมากว่า 40 ปี ความอร่อยการันตีด้วยสาขาที่เปิดในเมืองสุราษฎร์ถึง 3 สาขา สำหรับมื้อนี้เราจัดเต็มอาหารทะเลแบบสะใจมาก ... ที่สำคัญ พลาดไม่ได้เลย เมื่อมาสุราษฎร์ฯ คือ หอยนางรมตัวใหญ่ ไซส์เท่าฝ่ามือ ซิกเนเจอร์ประจำจังหวัด เนื้อหวาน สด ตัวใหญ่จริงๆ กินแค่ 3 ตัว บอกเลยว่า อิ่ม !   

ที่ตั้ง : 23 หมู่ 3 ถ.สายปากน้ำ ต.บางกุ้ง อ.เมือง

โทรศัพท์ : 077 - 285120

ชมการทำข้าวต้มลูกโยน

แดดร่มลมตกเราไปดูการทำข้าวต้มลูกโยนที่ "วัดท่าไทร" ซึ่งเขาจะทำในเทศกาลวันออกพรรษา ขึ้น 14 - 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นช่วงที่เราไปพอดีเลยค่ะ โดยขนมต้มนั้นเป็นขนมประจำงานประเพณีชักพระ ลักษณะการทำจะใช้ข้าวเหนียวผัดกับกะทิ เกลือ น้ำตาล ผัดให้น้ำกะทิแห้ง แล้วนำไปห่อด้วยยอดใบกระพ้อเป็นรูปสามเหลี่ยมอย่างมิดชิดก่อนนำไปต้มหรือนึ่งจนสุก  

วัตถุประสงค์ของการทำขนมต้มเพื่อทำบุญเรือพระ ถวายแด่พระสงฆ์และแจกจ่ายให้แก่คนลากพระและเพื่อนบ้าน นับเป็นการทำบุญและทำทานไปในคราวเดียวกัน อีกอย่างการมาทำขนมต้มร่วมกันเป็นการสร้างความสามัคคีกันในชุมชนอีกด้วยค่ะ

 Lucky Restaurant

มาใต้ทั้งทีนอกจากซีฟู้ดแล้ว..เราก็จะพาไปกิน "อาหารปักษ์ใต้" ที่เมื่อได้กินแล้วเป็นต้องส่งเสียงซู้ด…ซ้าด! ร้านนี้เป็นภัตตาคารที่ลูกค้าชื่นชอบกันมาก เนื่องจากทำอาหารตามตำรับใต้ขนานแท้ คือ เผ็ดเข้าไปถึงทรวง ใครที่ชอบเผ็ดมาร้านนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน เมนูเด็ดคือ "คั่วกลิ้ง" ที่ถึงเครื่องมากคลุกข้าวสวยร้อนๆ หรอยจังหู้ หรือจะเป็นแกงส้มปลากระพงยอดมะพร้าว, ผัดสะตอกะปิกับกุ้ง, ปลากระบอกทอดขมิ้น, หล่นไตปลา, ยำถั่วพลู และอีกหลายเมนูไว้ให้เลือก นอกจากอาหารใต้ที่รสชาติจัดจ้านแล้วภายในก็ยังมีอาหารไทย - จีนไว้บริการสำหรับใครที่ไม่ชอบทานเผ็ด อีกทั้งที่นี่ยังรับจัดเลี้ยงนอกและในสถานที่อีกด้วย

ที่ตั้ง :  452/84 - 85 ถ.ตลาดใหม่ ต.ตลาด อ.เมือง 

โทรศัพท์ : 077 - 273471,077 - 273267 

S.22 Hotel

ทริปนี้เราพักที่ S.22 Hotel ที่พักใจกลางเมืองสุราษฎร์ฯ ตั้งอยู่บนถนนโฉลกรัฐ ให้บริการห้องพัก ห้องประชุม ห้องอาหาร มีลานจอดรถขนาดใหญ่ มีรปภ.ดูแล 24 ชั่วโม ตัวโรงแรมออกแบบแนว Modern Loft โดยเน้นให้เห็น ปูนเปลือย อิฐ ไม้ ตกแต่งภายในโรงแรมได้อย่างลงตัว โดยห้องพักมีให้เลือกสองขนาด คือ 28,35 ตารางเมตร ราคาหลักร้อย ถึงพันต้นๆ เท่านั้นค่ะ

ที่ตั้ง : 349/2 หมู่ 4, ถ.โฉลกรัฐ ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง

โทรศัพท์ : 077 - 922229


ยามเช้าของวันที่ 2 เราตื่นแต่เช้าเพื่อไปตักบาตรยามเช้า เอาฤกษ์เอาชัยกันค่ะ โดยในช่วงเทศกาลแบบนี้ในเมืองสุราษฎร์ฯ เต็มไปด้วยผู้คนออกมาตักบาตรยามเช้ากันเยอะเลยค่ะ 

เสรีแต่เตี้ยม 

เมนูยามเช้าของวันนี้เราไปกันที่ร้านยอดฮิตของชาวสุราษฎร์ฯ อย่าง "เสรีแต่เตี้ยม" สตาร์ทกันด้วยเมนูง่ายๆ แต่อร่อยสุดๆ อย่าง ติ่มซำ ขนมจีบ ซาลาเปา โจ๊ก บะกุ๊ดเต๋ แนะนำเลยว่าต้องลองติ่มซำค่ะ ราคาไม่แพงเลย..แค่จานละ 15 บาทเท่านั้น เราอยากทานอันไหนก็เลือกหยิบให้เขาอุ่นได้เลย บอกเลยว่าอร่อย ! ใครมาสุราษฎร์ฯ ห้ามพลาดนะ 

ที่ตั้ง : 2/5 ถ.ต้นโพธิ์ อ.เมือง 

เปิด - ปิดบริการ : 06.00 - 11.00 น.

โทรศัพท์ : 077 - 272279 ,077 - 081363

ศาลเจ้ามูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน

ต่อด้วย "ศาลเจ้ามูลนิธิมุทิตาจิตธรรมสถาน" แวะไปสักการะองค์เจ้าแม่กวนอิมที่สูงที่สุดในประเทศไทยกันค่ะ

ประเพณีชักพระหรือลากพระ

ช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่มีประเพณีชักพระหรือลากพระ ซึ่งเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวสุราษฎร์ฯ จัดขึ้นในทุกวันออกพรรษา (แรม 1 ค่ำ เดือน 11) เป็นงานที่แต่ละวัดจะทำบุษบกหรือพนมพระ โดยมีการตกแต่งอย่างสวยงาม ตรงกลางบุษบกเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร งานจัดอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา โดยมีวัดมาร่วมแห้ถึง 100 วัดเลย นอกจากนี้เรายังได้เห็นชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันลากเรือพระ บรรยากาศสนุกสนานและอิ่มบุญสุดๆ ไปเลยค่ะ

นอกจากชักพระบนบกแล้วยังมีการชักพระทางน้ำด้วยค่ะ เนื่องจากในสมัยโบราณเราสัญจรทางน้ำกัน

มีแข่งเรือยาวด้วยนะ บอกเลยว่ามันส์หยด ข้างสนามลุ้นกันตัวโก่งเลย

สปามะพร้าวที่ "สวนลุงสงค์"

หลังจากชมขบวนเรือพระสุดแสนตระการตาไปแล้ว เราแวะไปทำสวยกันที่ สปามะพร้าว "สวนลุงสงค์" ที่นี่เราได้ลองทำสปามะพร้าวเองด้วย ซึ่งมะพร้าวเป็น

ที่ตั้ง : 109 หมู่ 3 อ.เมือง 

โทรศัพท์ : 081 - 5898635

ก่อนเข้าที่พักเราไปริมแม่น้ำตาปี เพื่อชมความสวยงามของเรือพระยามค่ำคืนกัน ซึ่งพอตกช่วงค่ำคืนจะมีการเปิดไฟประดับเรือพระทั้ง 100 วัด สีเหลืองอร่ามตาไปหมด คนก็คึกคักไม่แพ้ตอนกลางวันอีกด้วยนะ

ป่าต้นน้ำ - บ้านน้ำราด 

ป่าต้นน้ำ-บ้านน้ำราด เป็นสถานที่เที่ยวสุดอันซีน ที่ใครๆ ก็รีเควสกันมาว่าต้องไปให้ได้ ทริปนี้เลยไม่พลาด ที่นี่เป็นตาน้ำธรรมชาติที่มีน้ำใสแจ๋วราวกับกระจกกลางป่าเขา ตั้งอยู่ที่บ้านน้ำราด ตำบลบ้านทำเนียบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปักหมุดกันให้ดีเลยถ้าหากใครจะไปเที่ยว เพราะวันหยุดนั้นจะมีนักท่องเที่ยวเยอะมากๆ หากอยากเที่ยวให้ฟินแนะนำว่าธรรมดาจะดีที่สุดค่ะ

ที่ตั้ง : หมู่ 4 บ้านน้ำราด ต.บ้านทำเนียบ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี

เปิด - ปิดบริการ : ทุกวัน 07.30 - 18.00 น.

สอบถามเส้นทางได้ที่ กำนันสุจิน นาคบำรุง 080 - 6961166,096 - 6356358

เขื่อนรัชชประภา

อีกหนึ่งไฮไลท์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ "เขื่อนรัชชประภา"  ตัวเขื่อนตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก โอบล้อมไปด้วยภูเขาหินปูนรูปร่างแปลกตา ที่นี่จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่หลายๆ คนฝันถึง เพราะด้วยความงามทางธรรมชาติที่เพียบพร้อม มีทั้งสายน้ำและภูเขาสวย จนได้รับการขนานนามว่าเป็นดินแดนกุ้ยหลินเมืองไทย 

ทริปนี้เราไม่ได้ไปเข้าพักในตัวเขื่อน เพราะมีเวลาน้อย เลยได้แค่มาถ่ายภาพ เช็คอินเล่นๆ บนสันเขื่อน บอกเลยว่าวิวสวยฟินได้เหมือนกันค่ะ เราแนะนำสำหรับคนไม่มีเวลาไปพัก อาจจะมานั่งเรือชมเขื่อน 1 วันหรือไปถ่ายรูปเล่นริมสันเขื่อนได้ค่ะ

วัดถ้ำสิงขร

ยังมีเวลาเหลือก่อนจะกลับกรุงเทพฯ เราแวะกันไปที่ "วัดถ้ำสิงขร" เป็นวัดอายุหลายร้อยปี ลักษณะของวัดเป็นถ้ำ ด้านในมีพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดต่างๆ จำนวนมาก โดยมีพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธรูปนั่งห้อยพระบาทขนาดใหญ่ มีช้างปูนปั้นยืนเรียงราย บนผนังถ้ำขวามือและตรงกลางถ้ำ มีภาพปูนปั้นเป็นรูปเทวดา ยักษ์ แม่พระธรณีล้อมรอบพระพุทธรูปบนเพดานถ้ำเป็นลายปูนปั้น รูปลายก้านขดและติดกระเบื้องถ้วยชามประดับ

ที่ตั้ง : ต.ถ้ำสิงขร อ.คีรีรัฐนิคม 

เปิด - ปิดบริการ : 08.30 - 16.30 น.

ถึงเวลาโบกมือลาเมืองคนดี จังหวัดที่ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ... ครั้งหน้าเราสัญญาว่าจะมาสำรวจจังหวัดนี้อีกในแง่มุมต่างๆ สำหรับทริปนี้เราอิ่มบุญ อิ่มใจ เที่ยวในเมือง แวะเขื่อนเพลินๆ สำหรับใครที่อยากลองสัมผัสสุราษฎร์ธานีในแง่มุมแบบนี้่บ้าง อย่ารอช้า...ตามเราไปเลย !!



ชิลไปไหน