"อรรถรส" คำนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับซีรีส์ไดอารี่ตุ๊ดซีส์นะครับ แต่เป็นชื่อร้านอาหารไทยตำรับชาววัง ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งถึงแม้รสชาติจะสไตล์ไทยๆ แต่การตกแต่งร้านนั้นชิลน่านั่งสไตล์เออร์เบิร์นนิสต้า จนเราขอยกให้เป็นหนึ่งร้านสุดชิลที่อยากให้คุณไปลอง

อรรถรส

ผมรู้จักร้านนี้ครั้งแรกจากอินสตาร์แกรมของคุณป๋อมแป๋ม นิติ ชัยชิตาทร พิธีกรฝีปากกล้าที่หลายๆ คนเรียกว่ายาย ซึ่งเคยลงเรื่องราวของร้านนี้ โดยคุณป๋อมแป๋มก็เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของร้านนี้เช่นกันครับ ที่ผมติดใจจนตามรอยคุณป๋อมแป๋มมาทานก็คือเมนูอาหารไทยสุดอร่อยที่บางเมนูหาทานยากมากๆ และที่สำคัญบรรยากาศของร้านนั้นตกแต่งได้น่านั่งมากๆ


อรรถรส

ตัวร้านตั้งอยู่ในซอยพร้อมพงษ์ (สุขุมวิท 39) การเดินทางมาร้านนี้มาได้ทั้งนั่งบีทีเอสลงสถานีพร้อมพงษ์ แล้วต่อรถเข้ามาที่ร้าน หรือถ้าขับรถมาเองก็สะดวกสบายครับ เข้าได้ทั้งทางฝั่งสุขุมวิท และเพชรบุรี

"ถ้าขับมาจากฝั่งเพชรบุรีสามารถจอดรถได้ที่จอดรถของร้านซึ่งเป็นที่จอดรถร่วมกับบริษัทอื่น ในวันธรรมดาจะไม่ค่อยมีที่จอดครับ แต่ตอนเย็นและวันเสาร์อาทิตย์สามารถจอดได้ หรือถ้าให้ชัวร์ขับเลยร้านมานิดจะเจออาคาร BIO HOUSE อยู่ทางขวามือก็เลี้ยวเข้าไปจอดในตึกได้ครับ สามารถจอดฟรีได้ 2 ชั่วโมงโดยนำใบจอดรถมาสแตมป์ที่ร้าน

ส่วนถ้าคุณขับมาทางสุขุมวิทแนะนำใช้ที่จอดอาคาร BIO HOUSE จะสะดวกกว่า เพราะถนนบริเวณด้านหน้าร้านเป็นแบบวันเวย์ที่เข้ามาทางถนนเพชรบุรี ดังนั้นจึงไม่สามารถขับสวนเลนไปตรงที่จอดรถของร้านได้"

อรรถรส

แต่เดิมที่ตั้งของร้านนี้เป็นร้านอาหารอิตาเลียนครับ อาคารเป็นแบบ 2 ชั้นติดกระจกใส แต่ตอนนี้เปิดให้บริการเพียงแค่ชั้น 1 เท่านั้น ผมชอบการตกแต่งของร้านนี้ตั้งแต่ด้านหน้าที่ตกแต่งด้วยต้นไม้มากมายบรรยากาศร่มครึ้ม พอเดินเข้ามาด้านในก็ได้ยินบทเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ไพเราะไปทั่วร้านขับกล่อมให้วันธรรมดาเป็นวันที่แสนพิเศษ ตัวร้านผสมผสานความเป็นคนเมืองกับท้องถิ่นได้อย่างลงตัว โดยการใช้ของตกแต่งอาทิ สุ่มจับปลาดีไซน์เป็นโคมไฟ หมอนลายผ้าขาวม้าสลับกับหมอนอิงสีสันสดใส และที่ผมชอบอีกสิ่งหนึ่งคือกระเบื้องลายเก๋ๆ ตรงกลางร้านได้อารมณ์วินเทจนิดๆ ดูโดยรวมแล้วมีเสน่ห์เหลือเกินเลยครับ

อรรถรสอรรถรส

ใครมาคนเดียวอยากนั่งจิบเครื่องดื่มชิลๆ ก็มีมุมบาร์ให้เลือก ส่วนใครที่มาเป็นกรุ๊ปทางร้านก็มีห้องวีไอพีให้บริการสามารถรองรับได้ประมาณ 16 คน

อรรถรส

ส่วนเมนูอาหารตามที่ผมเกริ่นไปตอนต้นว่าร้านนี้เป็นอาหารไทยตำรับชาววังแท้ๆ รสไม่จัด แต่เน้นความกลมกล่อม เลือกใช้วัตถุดิบชั้นดี และที่สำคัญอาหารของร้านนี้ไม่ใส่ผงชูรสครับ ซึ่งคนที่ดูแลเรื่องสูตรอาหารของร้านนั้นคือ ผศ.ศรีสมร คงพันธุ์ ปรมาจารย์ด้านอาหารไทยที่บ่มเพาะประสบการณ์อาหารไทยมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันท่านเป็นวิทยากรให้กับวิทยาลัยในวังหญิงและท่านยังเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนการเรือนยิ่งเจริญ ส่วนเชฟผู้ปรุงอาหารของร้านนี้ก็คือเชฟทนสิทธิ์ หลำผาสุข เชฟอาหารไทยที่มีประสบการณ์ทำอาหารไทยมากว่า 30 ปี

เมนูแรกผมสั่งมาทานในวันนี้เริ่มต้นด้วยเครื่องว่างอรรถรส (350 บาท) ซึ่งเป็นเมนูมงคลที่คนไทยสมัยก่อนมักเสิร์ฟให้แขกที่มาเยี่ยมเยียนในช่วงปีใหม่ ประกอบไปด้วย ช่อม่วง จีบนก ถุงทอง ประทัดลม หมูโสร่ง กระทงทองหมี่กรอบ และข้าวตังเมี่ยงลาว เสิร์ฟมาในตะกร้าสานแบบไทย ซึ่งขอสารภาพว่าทั้งตะกร้านี้ผมรู้จักไม่ถึงครึ่ง อย่าง ประทัดลม เป็นเมนูของว่างทานเล่นที่ผมเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกในชีวิต โดยตัวไส้ทำจากหมูห่อด้วยฟองเต้าหู้ มัดหัวมัดท้ายให้เหมือนท๊อฟฟี่แล้วนำไปทอด พอไปทอดตรงหัวและท้ายจะบานออกคล้ายประทัดคนโบราณเลยให้ชื่อว่าประทัดลม มีความหมายเป็นมงคลหมายถึงชื่อเสียงขจรขจาย ส่วนข้าวตังเมี่ยงลาว ผมเคยได้ยิน แต่ไม่เคยกินครับ ซึ่งเมนูนี้เสิร์ฟมาในช้อนสีขาว ตัวไส้ลักษณะกลมที่วางบนข้าวตังทำจากวัตถุดิบถึง 7 อย่าง ได้แก่ หมู ถั่วลิสง ขิง สามเกลอ (รากผักชี กระเทียม พริกไทย) มาผัดรวมกัน ห่อด้วยใบผักกาดดอง ตัวไส้รสกลมกล่อมทานกับข้าวตังแล้วเข้ากันมากๆ ครับ ส่วนหมูโสร่งของที่นี่หน้าตาน่ารักมากๆ ดูแล้วเหมือนตะกร้อเล็กๆ เลยล่ะครับ และยิ่งหันมาเจอจีบนกก็น่ารักและประณีตมากๆ โดยตัวไส้ของทางร้านจะทำมา 3 ไส้  ได้แก่ ไส้ปลา ไส้หมู และไส้เจ ซึ่งถ้าคุณไม่ทานไส้ไหนสามารถสั่งกับทางร้านได้เลยครับ

อรรถรส

ส่วนใครที่ชอบทานเมนูหลนเหมือนผมมาที่นี่คุณต้องถูกใจกับเมนูหลนปูก้อน (520 บาท) ที่ใช้เนื้อปูม้าเน้นๆ ชิ้นโตๆ ใส่ในหลนที่หอมอร่อย รสชาติกลมกล่อม ทานคู่กับผักสดทั้ง แตงกวา ถั่วฝักยาว ขมิ้นขาว ผักกาดขาว ใบบัวบก ดอกโสน ถั่วพู และดอกอัญชัน พร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมแล้วครับ

อรรถรส

ต่อด้วยปลากะพงทอดน้ำปลา (430 บาท) โดยเคล็ดลับความอร่อยของร้านนี้คือการใช้น้ำปลาอย่างดีและไม่เค็มจัด แล้วนำน้ำปลากับน้ำตาลไปเคี่ยวในหม้อแรก ส่วนหม้อที่สองใช้น้ำตาล กับน้ำมะขามเปียกเคี่ยวด้วยกัน เหตุผลที่ไม่เคี่ยวรวมกันนั้น เชฟทนสิทธิ์ เล่าให้ฟังว่า น้ำมะขามเปียกจะทำให้น้ำปลาเป็นสีเข้ม จึงต้องแยกเคี่ยว 2 หม้อแล้วค่อยนำมารวมกัน ทำให้น้ำปลาของร้านนี้ใสน่าทาน ส่วนปลากะพงที่ใช้ ทางร้านเลือกใช้ปลากะพงไซส์ 650-700 กรัม เลาะก้างแล้วแผ่ออก นำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ให้เป็นสีเหลืองทอง เสิร์ฟมาพร้อมกับยำมะม่วงที่ต้องใช้มะม่วงเปรี้ยวเท่านั้น ใส่ถั่วลิสง พริกขี้หนู หอมแดง โรยด้วยกุ้งแห้งป่น เวลาทานก็ตักน้ำยำราดลงไปบนตัวปลา รสชาติเผ็ดไม่มากครับ และกลมกล่อมอร่อยมากๆ

อรรถรส

แกงรัญจวน (350 บาท) อาหารชาววังที่หาทานได้ยากมากๆ โดยเป็นอาหารที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เจ้าของสูตรคือหม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ ซึ่งสูตรต้นตำรับใช้เนื้อนำมาเคี่ยว พร้อมกับใส่น้ำพริกกะปิถ้วยเก่าลงไป ทำให้กลิ่นหอมรัญจวนเลยเป็นที่มาของแกงรัญจวน ส่วนสูตรของร้านนี้จะมีทั้งเนื้อ หมู และทะเล ซึ่งวันนี้เราสั่งแบบทะเลครับ ที่ประกอบไปด้วยกุ้ง หมึกไข่ และหอยแมลงภู่ กลิ่นหอมรัญจวนชวนให้หลงใหลมากๆ ส่วนรสชาติจะคล้ายๆ แกงเลียงผสมต้มยำ ซดโล่งคอมากๆ

อรรถรส

พล่าเนื้อมะเขือเปราะ (290 บาท) เมนูนี้ตอนแรกผมไม่ค่อยอยากกินเท่าไร เพราะโดยส่วนตัวไม่ชอบกินมะเขือเปราะ แต่ทางร้านบอกว่าร้านนี้ใช้มะเขือเปราะอ่อนๆ อร่อยมากๆ นะ เลยสั่งมาทานเท่านั้นล่ะครับ หลงรักหมดใจเลย ตัวมะเขือเปราะอ่อนมากๆ กินคู่กับเนื้อและเครื่องพล่าต่างๆ อร่อยสุดๆ

อรรถรส

ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มของร้านนั่นก็คือน้ำชื่นใจ (95 บาท) ที่ใช้น้ำยาอุทัยทิพย์ผสมกับสปาร์คกิ้ง กลิ่นหอม รสชาติหวาน ซ่า ชื่นใจสมชื่อ และน้ำสรรพรส (95 บาท) ที่ใช้น้ำเสาวรสมาผสมกับกระชาย เปรี้ยว หวาน หอมอร่อยมากๆ

อรรถรส

อรรถรส

ใครที่อยากทานอาหารไทยแท้ๆ แบบชาววังในบรรยากาศแบบนั่งชิลสบายๆ ก็มาเช็คอินกันได้เลยที่ร้านอรรถรส และสำหรับลูกค้าที่ใช้แอปพลิเคชัน FWD MAX เมื่อสั่งเมนูหลนปูก้อน พล่าเนื้อมะเขือเปราะ และปลากะพงทอดน้ำปลา รับส่วนลดทันที 10% ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >>www.chillpainai.com/fwdmaxprivilege/

อรรถรส

สมัครรับสิทธิพิเศษ FWD MAX ได้ง่ายๆ

 iOS: https://goo.gl/c1PwMq

Android: https://goo.gl/RVJ6Kl

อรรถรส

ที่ตั้ง : ซอยสุขุมวิท 39 (ซอยพร้อมพงษ์) เขตวัฒนา กรุงเทพฯ

เวลาเปิด : ทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น.

ราคา : 135-1250 บาท

เบอร์ติดต่อ :  064 249 4244