ถ้าถามว่า...หน้าหนาวมหาชนชาวไทยชอบไปเที่ยวที่ไหนกัน คำตอบของหลายๆ คนคงหนีไม่พ้น “เชียงใหม่” ซึ่งเป็นจังหวัดที่ทุกคนพูดกันเป็นเสียงเดียวว่า “เที่ยวกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ” ซึ่งสำหรับผมเคยไปเที่ยวเชียงใหม่มาแล้วหลายครั้ง ทุกๆ ครั้งที่ไปเยือนก็ยังรู้สึกรักที่นี่ไม่เปลี่ยนอย่างครั้งนี้ผมไปเที่ยวเชียงใหม่พร้อมกับลิสต์ที่เที่ยวไว้เยอะทั้งเดินป่า กางเต็นท์บนดอย เที่ยวเมือง แวะวัด ใครอยากตามรอย เตรียมจดไว้ในลิสต์ได้เลยครับ



ทริปนี้มี “ดอยหลวงเชียงดาว” ...เป็นไฮไลท์เด็ด ผมตั้งใจเดินทางไปเชียงใหม่ครั้งนี้ก็เพราะที่นี่เลย ต้นเหตุมันเกิดจากไปเห็นภาพถ่ายสวยๆ ของคนอื่น ทำให้ไฟผจญภัยของผมลุกโชนอยากไปลองเดินดูสักครั้ง โดยการเดินขึ้นดอยหลวงเชียงดาวนั้นไม่ใช่นึกจะขึ้นก็ขึ้นได้นะครับ ขั้นตอนและการเตรียมตัวค่อนข้างยุ่งยากทีเดียว

เตรียมขาให้พร้อม

- ดอยหลวงเชียงดาวสูง 2,225 เมตร จากระดับน้ำทะเล โดยสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากดอยอินทนนท์และดอยผ้าห่มปก

- การจะขึ้นไปกางเต็นท์บนดอยหลวงเชียงดาวนั้น สามารถขึ้นได้แค่ พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ ระยะเวลา เพียง 4 เดือนเท่านั้น และไม่อนุญาตให้ขึ้นในวันพุธของทุกสัปดาห์

- ก่อนจะขึ้นต้องจองคิวผ่าน www.chiangdao-wildlife.com เมื่อจองสิทธิ์ได้แล้วต้องเตรียมเอกสาร หนังสือขออนุญาตเข้าพื้นที่ สำเนาบัตรประชาชนของผู้เดินทางทุกคน ไปยื่นในวันที่จะขึ้นดอยด้วยครับ

- ในหนึ่งวันอนุญาตให้ขึ้นไปพักบนดอยหลวงเชียงดาวได้แค่ 150 คนเท่านั้น และทุกกลุ่มจะต้องมีเจ้าหน้าที่เดินทางไปด้วย

- เตรียมเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ เสื้อกันฝน ถุงเท้า ถุงมือให้พร้อมเพราะบนดอยหลวงเชียงดาวสภาพอากาศแปรปรวน อาจจะเจอทั้งอากาศหนาวมากและฝนตกได้

- นอกจากเสื้อผ้าที่ต้องเตรียมไปให้พร้อมแล้ว การขึ้นไปพักอยู่ดอยหลวงเชียงดาว เราต้องซื้อชุดขับถ่ายฉุกเฉินจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ไปด้วยครับ โดยด้านในจะมีถุงดำย่อยสลายได้สำหรับถ่ายหนัก 4 ใบ ถุงสำหรับใส่ฉี่ 2 ใบ และกระดาษทิชชู่แบบธรรมดา 2 แพค ส่วนทิชชู่เปียกไม่อนุญาตให้เอาขึ้นไปนะครับ 

- อาหารการกิน...แม้ด้านบนจะมีขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่ผมซื้อเสบียงพวกเนื้อหมู ผักสด และเตรียมอุปกรณ์ทำอาหารขึ้นไปด้วย ส่วนแก๊สกระป๋องด้านบนมีขายครับ

- เตรียมออกกำลังกายให้ขาพร้อมสำหรับการเดิน เพราะดอยหลวงเชียงดาวนั้นต้องใช้เวลาเดินประมาณ 4 - 6 ชั่วโมงและทางขึ้นโหดไม่ใช่เล่นเลย

- อย่าลืมพกยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ยานวดบรรเทาปวด ยาทาแก้แมลงกัดต่อยและยารักษาโรคประจำตัวกันด้วยนะครับ

- ที่สำคัญ อย่าลืมทำประกันเพื่อให้การท่องเที่ยวสนุกได้เต็มที่ ไม่มีกังวล สำหรับผมเลือกทำประกันชีวิตคนกล้าเอ็กซ์ตร้า ของเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต (https://www.fwd.co.th/th/protect/accident/prakan-kon-kla-extra/) เพราะว่าสบายใจเรื่องเคลมที่ไม่ยุ่งยาก จะไปเที่ยวที่ไหน ทำกิจกรรมผาดโผนขนาดไหน ก็คุ้มครองครบ แค่ไม่ใช่กรณีทะเลาะวิวาทเท่านั้นครับ


พิชิตดอยหลวงเชียงดาว

ในวันแรกที่ไปถึงเมืองเชียงใหม่ ผมมุ่งหน้าไปที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อ.เชียงดาวทันทีเพื่อลงทะเบียนและกรอกเอกสาร จากนั้นจัดการจ่ายค่ามัดจำขยะ เช่าถุงนอน ซื้อชุดขับถ่ายฉุกเฉิน จากนั้นออกเดินทางไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าขุนห้วยแม่กอก หรือที่นักเดินทางเรียกกันว่า “เด่นหญ้าขัด” เพื่อออกเดินเท้ากันที่นั่น

การเดินทางไปยังเด่นหญ้าขัดต้องใช้รถยนต์แบบ 4WD เพราะระยะทางค่อนข้างไกลและถนนขรุขระเหมือนขับอยู่บนดวงจันทร์ นั่งหัวสั่นหัวคลอน เพลียตั้งแต่ยังไม่ทันเดิน กว่าจะถึงใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว เมื่อมาถึงหน่วยพี่ลูกหาบจะชั่งน้ำหนักของ ซึ่งเราต้องกะมาให้ดีครับ เพราะกฏของที่นี่ห้ามไม่ให้ลูกหาบขนเกินคนละ 20 กิโลกรัม

พร้อมแล้ว...เราเริ่มออกเดินกัน โดยระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดกางเต็นท์อ่างสลุงต้องเดินเท้าทั้งหมด 8.5 กิโลเมตร รวมทั้งไปและกลับ 17 กิโลเมตร ทางเดินช่วงแรกเป็นป่าสนมีเดินขึ้นเนินสลับกับลงเนินบ้าง แต่ยังเดินสบายไม่ลำบากนัก ระหว่างทางพี่เทพ เจ้าหน้าที่ที่มากับกลุ่มผมก็ชวนให้ดูพันธุ์ไม้ต่างๆ ส่วนผมก็สนุกกับการเล่นมุก 5 บาท 10 บาทสร้างบรรยากาศเฮฮากันตลอดทาง

จากต้นสนในช่วงแรก ผมเดินกันไปเรื่อยๆ จนไปถึงทุ่งหญ้าคาสูงท่วมหัว ระยะทางไกลแค่ไหนไม่รู้...รู้แต่เหนื่อย! มาถึงตรงนี้ผมนึกดีใจที่ใส่กางเกงขายาวและแขนยาวมา เพราะถ้าใส่ขาสั้นโดนหญ้าบาดแสบหมดทั้งตัวแน่นอน 

โชคดีในช่วงที่ผมไปได้เห็น “ต้นเทียนนกแก้ว” ต้นไม้หายากที่พบได้เพียงที่เดียวคือที่ดอยหลวงเชียงดาว รูปทรงของมันคล้ายกับนกตัวเล็กๆ มองดูแล้วรู้สึกราวกับว่ามันกำลังบินอยู่ที่ต้นไม้เลยครับ

เดินไปสักพักจากทางเดินปกติที่เป็นทางราบเริ่มเปลี่ยนมาเป็นทางขึ้นเขาชันตลอดทั้งทาง ถึงแม้ในช่วงแรกๆ คนชอบเอาชนะอย่างผมจะพยายามก้าวขาขึ้นเขาอย่างไม่หยุดพัก แต่ความอยากเอาชนะก็สู้ธรรมชาติไม่ได้ เหนื่อยจนสติกลับมาอยู่กับตัว เริ่มคิดขึ้นได้ว่า… ‘จะรีบไปทำไม เดินเรื่อยๆ เดี๋ยวยังไงก็ขึ้นถึงแน่นอน’ นั่นแหละครับจุดจบสายแข็ง ทั้งผมและเพื่อนเดินกันอย่างกับเดินจงกรม ค่อยๆ ไต่ขึ้นเขา ซึมซับธรรมชาติกันช้าๆ แวะพักมันทุกช่วงที่แวะได้

และข้อดีของมันคือ ..เราไม่พลาดสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างทาง อย่างที่ผมได้เจอกับเจ้าฟอสซิลหอย อายุกว่า 200 ล้านปี ใครไปอย่าลืมมองหากันนะครับ 

ในที่สุด..หลังจากที่เดินมาประมาณ 4 ชั่วโมง ผมก็มาถึงลานกางเต็นท์อ่างสลุง ซึ่งผมเลือกมาพักบนนี้แบบ 3 วัน 2 คืน เลยไม่ต้องรีบเดินขึ้นไปยังจุดชมวิว แต่ถ้ามาแบบ 2 วัน 1 คืน ก็จะขึ้นไปเพื่อรอดูพระอาทิตย์ตกเลยครับ

พอความมืดเข้ามาเยือนอากาศเริ่มหนาวเย็นลง หนาวซะจนปากสั่น ผมและเพื่อนนั่งเล่นกันหน้าเต็นท์มองเห็นดาวระยิบระยับลอยอยู่ตรงหน้าเหมือนจะคว้าได้เลย และนอกจากดาวที่โผล่มาให้เห็นกันทั่วฟ้าแล้ว สัตว์ป่าอย่าง “กวางผา” ...ก็โผล่มาให้เห็นกันอีกด้วยครับ

รุ่งเช้าเราตื่นกันมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อเตรียมออกเดินไปชมวิวกันที่ “ยอดกิ่วลมใต้” เพื่อไปรอดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน ใช้เวลาเดินประมาณ 45 นาที ซึ่งทางเดินตอนขาไปมืดมาก… กันหลงทางเราต้องเดินตามพี่เทพทุกฝีก้าว ทางเดินในตอนแรกเป็นทางเรียบ แต่ช่วงหลังเราต้องขึ้นเขาสุดชัน กว่าจะไปถึงเรียกได้ว่าเหงื่อท่วมตัว เหมือนตื่นมาออกกำลังกายวิ่งรอบสวนรถไฟเลยครับ 

แม้จะเหนื่อยแต่ได้เห็นภาพภูเขาสีเขียวคลอเคลียไปด้วยหมอกและพระอาทิตย์สวยๆ ในยามเช้านับว่าเป็นการปีนที่คุ้มค่าครับ

ตลอดทั้งวันเราอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบ ที่สำคัญ ลืม 4G ไปได้เลย ...แทบไม่ต้องยุ่งวุ่นวายกับโลกภายนอก พอช่วงแดดร่มลมตก ก็เริ่มปีนผากันอีกครั้งเพื่อขึ้นไปยังจุดสูงสุดของดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งจุดนี้เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกครับ

จากจุดนี้หากหันหน้าไปทางตะวันตกเราจะมองเห็นเขาสามพี่น้อง เป็นภูเขาสามลูกซ้อนกันอยู่ทางซ้ายมือ และมองเห็นเขาพีระมิด ภูเขาทรงสามเหลี่ยมยอดแหลมๆ อยู่ทางขวามือ ยามพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา แสงแดดเปลี่ยนเป็นสีทอง สวยจนอยากหยุดหายใจ แทบลืมกดชัตเตอร์ ภาพตรงหน้าแม้จะถ่ายด้วยกล้องดี ราคาแพงแค่ไหนก็ไม่สวยเท่าได้เห็นด้วยตาตัวเองแน่นอนครับ

ผมส่งต่อประสบการณ์ได้แค่เพียงภาพถ่ายและตัวอักษร แต่ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนรู้สึกแบบผมได้ อยากให้ไปลองศึกษาธรรมชาติของดอยหลวงเชียงดาวดูเองสักครั้ง...ไม่ว่าจะเหนื่อย ท้าทายกำลังขาและใจขนาดไหนเทียบกับประสบการณ์ก็ได้มันคุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ


แม้การขึ้นไปศึกษาธรรมและซึมซับความงามบนดอยหลวงเชียงดาวจะจบลงพร้อมกับความประทับใจ แต่ทริปเชียงใหม่ครั้งนี้ยังไม่จบง่ายๆ หรอกครับ ได้ออกเดินทางทั้งทีเรายังคงเที่ยวเมืองเชียงใหม่กันต่อ

 

ปางช้างแม่สา

ก่อนจะเข้าตัวเมืองเชียงใหม่เราแวะเที่ยวกันที่ “ปางช้างแม่สา” หมู่บ้านช้างขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ สำหรับกิจกรรมยอดฮิตของที่นี่คือ การโชว์ช้าง อาบน้ำช้างและเนอสเซอรี่ น่าเสียดายที่ผมไปไม่ทันโชว์ช้างรอบสุดท้าย

ถึงจะไม่ทันดูโชว์ แต่มาถึงปางช้างทั้งทีก็ไม่พลาดไปเดินชมปางช้างพร้อมกับซื้อกล้วยและอ้อยป้อนช้างที่อยู่ในคอกไปด้วย ซึ่งจากด้านหน้าทางเข้าปางช้าง เดินมาทางซ้ายมือประมาณ 200 เมตร ก็จะเป็นโซนเนอสเซอรี่ ที่มีลูกช้างอายุน้อยๆ และแม่ช้างอยู่ในคอกเดียวกัน ลูกช้างแต่ละตัวน่ารักน่าชังและกำลังซนเหมือนเด็กคนนึงเลย เราสามารถซื้อกล้วยและอ้อยมาป้อนแม่ช้างได้ แต่เด็กๆ กินไม่ได้ครับ ต้องรอให้อายุครบ 2 ปีก่อนถึงจะกินได้ 

ถัดจากคอกลูกช้างไม่ไกล...เราเจอช้างตัวโตเอาหญ้าขึ้นไปโปะบนหัวท่าทางตลกดีเลยแวะเอากล้วยไปป้อนให้ ควาญบอกว่าตัวนี้ชื่อ “พี่พลอย” ใจดีมาก สามารถเข้าไปจับตัวและกอดได้ อีกอย่างกล้วยตกพื้นแล้วไม่กินนะ รู้มากจริงๆ ครับ


วัดพระธาตุดอยสุเทพ

ใครไปใครมาเมืองเชียงใหม่ต้องแวะมาสักการะ “พระธาตุดอยสุเทพ” ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองสักครั้ง ที่นี่เป็นที่เที่ยวยอดฮิต มีนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติแวะเวียนไปกราบสักการะไม่ขาดสาย จนเรียกได้ว่าหากใครมาเที่ยวเชียงใหม่แล้วไม่ไปพระธาตุดอยสุเทพ แสดงว่ายังมาไม่ถึงครับ

ตัวพระธาตุดอยสุเทพนั้นตั้งอยู่บนยอดดอยที่มีความสูง 1,053 เมตรจากระดับน้ำทะเล ระยะทางจากเชิงดอยถึงวัดประมาณ 11 กิโลเมตร เราสามารถขับรถขึ้นมาเองหรือจะนั่งรถแดงขึ้นมาก็ได้ ด้านบนมีร้านค้าขายของกินของฝากตั้งอยู่เรียงราย ส่วนวิธีการขึ้นไปสักการะพระธาตุแล้วแต่เราจะเลือกเลยว่าจะเดินขึ้นบันไดนาคประมาณ 185 ขั้น หรือขึ้นลิฟท์รางเลื่อน โดยค่าขึ้นลิฟท์ไป - กลับคนละ 20 บาทเท่านั้น เมื่อไปถึงด้านบนนักท่องเที่ยวทุกคนต้องถอดรองเท้า ซึ่งทางวัดมีตู้ล็อคเกอร์ พร้อมกุญแจเสียบไว้ให้เราเอารองเท้าไปใส่ได้ครับ

นอกจากเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่แล้ว ที่นี่ยังเป็นพระธาตุประจำปีมะแมหรือปีแพะอีกด้วย ซึ่งตามความเชื่อของชาวล้านนานั้น หากใครได้มากราบสักการะพระธาตุตามปีเกิดจะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตอย่างยิ่ง 

หลังจากสักการะพระธาตุกันแล้ว อย่าลืมไปชมวิวเมืองเชียงใหม่จากจุดชมวิวของวัดกันสักหน่อยครับ เพราะที่นี่เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่มีชื่อเสียงโด่งดังในจังหวัดเชียงใหม่เลย


วัดอุโมงค์ สวนพุทธรรม

จากบนยอดดอยสุเทพ กลับลงมาบริเวณเชิงดอย ไม่ไกลจากมหาลัยเชียงใหม่มากนัก เราแวะไปที่  “วัดอุโมงค์” วัดเก่าแก่อายุกว่า 700 ปี นับว่าเป็นอีกหนึ่งวัดเก่าแก่ที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานวัดหนึ่งเลยครับ

เข้ามาด้านในวัดก็ถูกใจกับบรรยากาศสุดแสนสงบร่มเย็น บริเวณวัดเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่นานาพันธุ์ ตรงเข้ามาในบริเวณลานกว้างก็จะเจอกับประตูอุโมงค์ 3 ประตู ซึ่งไม่ว่าจะเลือกเดินเข้าประตูไหนอุโมงค์ก็ทะลุถึงกันทั้งหมด ส่วนด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปให้นักท่องเที่ยวกราบสักการะ 

น่าเสียดายที่ผ่านกาลเวลามายาวนานจนทำให้ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโมงค์เลือนหายไปแทบมองไม่เห็น จนหลายคนรวมถึงผมเองคิดว่าไม่มีภาพจิตรกรรมซะอีก และนอกจากนี้บริเวณด้านบนของอุโมงค์ยังมีเจดีย์ประดิษฐานอยู่ด้านบนอีกด้วยครับ

ผมว่าเสน่ห์ของที่นี่ นอกจากอุโมงค์ที่ดูแปลกตาแล้ว ก็ความสงบร่มเย็นนี่แหละครับ ...ไม่ว่าจะร้อนมาจากไหนก็เย็นลงได้ทั้งกายและใจด้วยบรรยากาศแสนสงบและร่มรื่นของวัดแน่นอน


มาเชียงใหม่ต้องก๋างจ้อง

จ้องเป็นภาษากำเมืองแปลว่า “ร่ม” ครับ ซึ่งร่มเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองล้านนาที่เราเห็นกันบ่อยๆ และหากย้อนเวลาไป 50 ปี มาเที่ยวเชียงใหม่คงได้เห็นผู้หญิงแต่งตัวพื้นเมืองนุ่งผ้าซิ่น ปั่นจักรยานกางร่มให้เห็นกัน แม้เดี๋ยวนี้ไม่มีแม่หญิงกางร่มปั่นจักรยานแล้ว แต่แหล่งทำร่มยังมีให้เห็นอยู่นะครับ

“ร่มบ่อสร้าง” แหล่งทำร่มที่สร้างชื่อเสียงให้เมืองเชียงใหม่อย่างยาวนาน ด้านในเปิดให้เราเข้าไปชมวิธีการทำตั้งแต่การทำกระดาษสา การทำโครงร่ม การประกอบและการวาดลวดลายลงบนร่ม เรียกได้ว่าแทบทุกขั้นตอนเลย ไฮไลท์ของที่นี่นอกจากจะได้เห็นความเชียวชาญของเหล่าพี่ๆ มาสาธิตการทำร่มแล้ว เรายังสามารถนำของอย่างเคสมือถือ หมวก มาให้ช่างวาดรูปเป็นที่ระลึกได้ครับ


มื้อเย็นที่ ‘คุ้มขันโตก’

การกินข้าวแบบขันโตกนั่งล้อมวงกัน คือเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเมืองล้านนา และหากมาเมืองเชียงใหม่นั้นพลาดไม่ได้จริงๆ ครับ กับมื้อเย็นสุดพิเศษที่ “คุ้มขันโตก” ร้านอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวที่จะทำให้เราได้สัมผัสประสบการณ์กินอาหารแบบล้านนาแท้ๆ 

ที่นี่เสิร์ฟอาหารแบบยกมาเป็นขันโตก ส่วนเมนูก็เป็นอาหารพื้นเมืองภาคเหนือรสชาติอร่อย ต่างๆ เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง แกงฮังเลหมู แคบหมู ไก่ทอด หมี่กรอบ ทุกจานสามารถเติมได้เรื่อยๆ แบบบุพเฟ่ต์เลย 

ความพิเศษของที่นี่ไม่ใช่แค่อาหารเหนือแบบขันโตก แต่ยังเพลิดเพลินไปกับการแสดงที่มีเยอะถึง 9 ชุด ทั้งศิลปะการฟ้อนรำสไตล์ล้านนาและจากทุกภาคของไทย เรียกได้ว่ามื้อที่อิ่มแปล้และเพลินสุดๆ เลยครับ


ถนนคนเดินท่าแพ

ค่ำคืนของเมืองเชียงใหม่ยังอีกยาวไกล...หากใครมาเที่ยวเชียงใหม่ผมแนะนำให้ติดช่วงวันเสาร์ - อาทิตย์ เพราะสองวันนี้เป็นวันที่มีถนนคนเดิน อย่างวันที่ผมไปเป็นวันอาทิตย์มี “ถนนคนเดินท่าแพ” ครับ

ถนนคนเดินท่าแพเป็นถนนคนเดินที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเชียงใหม่ ระยะทางจากกำแพงเมืองท่าแพยาวไปจนถึงวัดพระสิงห์ ยาวประมาณ 1 กิโลเมตรเลยครับ โดยที่นี่เปิดเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น มีของขายเยอะมากตั้งแต่ของใช้ของฝาก เสื้อผ้า อาหาร ไปจนถึงสินค้าแฮนด์เมดต่างๆ บอกเลยว่าน่าซื้อมาก เงินพร้อมจะปลิวออกจากกระเป๋าได้เกือบทุกร้านเลยครับ

สรุปว่า ถนนท่าแพคือที่ที่ควรมา! ผมขอการันตีด้วยจำนวนคนที่เดินสวนไปมาทั้งต่างชาติและคนไทย ไม่ว่ายังไงต้องแพลนทริปเที่ยวเชียงใหม่ให้ตรงกับวันที่มีตลาดกัน ไม่งั้นคงเสียดายแย่...ยิ่งได้มาเดินเล่นในช่วงหน้าหนาวยิ่งดี ใครเดินเพลินก็ไม่ต้องห่วงมีร้านนวดเท้าด้วย แวะไปนวดสักครึ่งชั่วโมงแล้วค่อยไปช้อปต่อได้ 5555


สูงสุดในประเทศไทยที่ “ดอยอินทนนท์”

ผมว่าเชียงใหม่เป็นจังหวัดรวมดาวเด่นครับ เพราะยอดดอยที่สูงอันดับ 1,2 และ 3 ของประเทศตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมดเลย สำหรับเช้าอีกวันในจังหวัดเชียงใหม่ ผมตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อเดินทางไปยัง “ดอยอินทนนท์ ดอยที่สูงเป็นอันดับ 1 ของเมืองไทย และแม้จะเป็นยอดดอยที่สูง แต่กลับเดินทางขึ้นไปบนยอดกลับง่ายที่สุด เพราะสามารถขับรถขึ้นไปได้เลย ซึ่งด้านบนมีจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเช็คอินอยู่หลายจุดครับ แต่ครั้งนี้ผมเลือกไปในจุดไฮไลท์สำคัญ 2 จุด คือ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา” และ “เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน” 


เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา

เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา เป็นทางเดินศึกษาธรรมชาติระยะทางประมาณ 300 - 400 เมตร รอบข้างเป็นป่าไม้เมืองหนาวลำต้นสูง แสงแดดส่องลงมาไม่ถึงพื้น บรรยากาศหนาวเย็น บางช่วงลมพัดหอบเอาหมอกมาปกหลุมทั่วทั้งป่าราวกับว่าเรากำลังเดินอยู่ในฝันเลยครับ

ตลอดเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติมีมอสปกคลุมไปทั่วทั้งบนสะพานและตามลำต้นของต้นไม้...ใครที่รักพันธุ์ไม้เมืองหนาวแบบนี้บอกเลยว่าฟินแน่นอนครับ นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ไม้ที่หาดูได้ยากอย่าง ‘กุหลาบพันปี’ ที่จะออกดอกในช่วงเดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ และ ‘ต้นข้าวตอกฤาษี’ ต้นไม้ที่ได้ฉายาว่าพรมมีชีวิต เพราะขึ้นแน่นขนัดอยู่ตามพื้นคล้ายๆ พรมสีเขียว 

ความเขียวของต้นไม้และมอสที่ขึ้นอยู่ทั่วเส้นทาง หยดน้ำเกาะอยู่ตามใบไม้ทำให้รู้สึกสดชื่น บรรยากาศฉ่ำๆ มีเสียงนกร้องแว่วมาตามสายลมให้ได้ยินเป็นครั้งคราว ทำให้ไม่อยากกลับเลยครับ อยากเดินเล่นชิลๆ ถ่ายรูปธรรมชาติอยู่ในนั้นนานๆ หากกดชัตเตอร์แล้วได้ทั้งภาพและอากาศมาด้วยคงจะดีไม่น้อยเลยครับ 


เส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิ่วแม่ปาน 

ชื่อว่าเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วกิ่วแม่ปานมีความแตกต่างกับอ่างกาครับ เพราะกิ่วแม่ปานมีเส้นทางที่ยาวถึง 3 กิโลเมตร ผ่านทั้งป่าที่ปกคลุมไปด้วยหมอก ทุ่งหญ้า จนไปถึงจุดชมวิว โดยการเดินชมธรรมชาติทุกครั้งต้องมีไกด์เป็นเด็กๆ ชาวม้งไปกับเราด้วยครับ 

ระยะทาง 3 กิโลเมตร เป็นการเดินลงเขาบ้าง ขึ้นเขาบ้าง หากใครที่ไม่เคยเดินป่าไม่ต้องห่วง เดินง่ายมาก เดินไปชมธรรมชาติไป ซึ่งตามเส้นทางเดินมีป้ายบอกชื่อพันธุ์ไม้ต่างๆ ให้เราอ่านตลอดทางเลย หากใครไปในช่วงหนาวอากาศลดต่ำมากๆ มีโอกาสได้เจอแม่คะนิ้งตามเส้นทางแน่นอนครับ

ไฮไลท์ของเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน คือจุดชมวิวด้านบน ตรงนี้อยู่ห่างจากจุดเริ่มต้นประมาณ 1 กิโลเมตรครับ บอกเลยว่าสวยจนต้องร้องว้าว! หมอกสีขาวลอยอยู่ใกล้เหมือนจะเอื้อมมือคว้าได้ และสัมผัสได้ถึงลมหนาวที่พัดมาโดนผิวตลอด ใครไปอย่าลืมเช็คอากาศและเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วยนะครับ


จบทริปนี้ผมก็ยังตกหลุมรักเชียงใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลงเสน่ห์เมืองล้านนาแห่งนี้จนไม่อยากกลับบ้านกันเลย ประทับใจทั้งธรรมชาติอันสวยงาม อากาศดีเย็นสบาย สถานที่เที่ยวที่สวยจนนึกว่าฝัน ผู้คนใจดี และการเดินทางทั้งไปและกลับที่ครั้งนี้ผมเลือกเดินทางด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่บินตรงกรุงเทพฯเชียงใหม่ทุกวัน สะดวกสบายด้วยการบริการแบบฟูลเซอร์วิส อีกทั้งยังสามารถเช็คอินออนไลน์ผ่านบางกอกแอร์เวย์สโมบายแอพพลิเคชั่นอีกด้วย ไม่ต้องพกตั๋วกระดาษให้กังวลว่าจะทำหายหรือเปล่า แถมยังไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารกิน จัดเต็มทั้งไปและกลับ สมกับที่เป็นสายการบินระดับบูทีคของเอเชียเลยครับ

หากเป็นไปได้อยากเก็บเอาอากาศและภาพวิวสวยๆ ใส่กระเป๋ากลับมาฝากทุกคนด้วย แต่มันทำไม่ได้เลยได้แต่ถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านทางตัวอักษรแทน ถ้าให้เข้าถึงอารมณ์หนาวๆ ก็ลองเปิดแอร์แรงพร้อมๆ กับการอ่านไปด้วยครับ แต่ทางที่ดีผมว่าเก็บกระเป๋าออกไปเที่ยวด้วยตัวเองเลยดีกว่า ทั้งดอยหลวงเชียงดาว ดอยอินทนนท์ หรือจะเป็นในเมืองอย่างถนนคนเดิน ผมกล้าพูดได้เลยว่าเพื่อนๆ คงจะตกหลุมรักเชียงใหม่ซ้ำๆ แบบผมแน่นอน