ช่วงนี้ฝนตกรถติดทุกวัน ตั้งแต่วันจันทร์ยันศุกร์! เบื่อการติดแหง็กอยู่กลางถนนที่มองไปไหนก็เจอแต่ไฟเบรกสีแดงๆ ของรถคันข้างหน้ากันไหมคะซิส? ถ้าซิสเบื่อกัน...ตามขุ่นน้องหนีเที่ยวกันดีกว่าค่ะ กับทริป “กาญจนบุรี” ที่เก่าที่เดิม แต่ความพิเศษคือเราจะไปเช็คอินที่ยอดฮิตทั้งที่เที่ยว ที่กิน ที่พัก จะมีที่ไหนบ้าง  จัดกระเป๋าตามน้องมาค่ะ ซิสสส :)

ทริปนี้เป็นทริปหน้าฝน เรียกได้ว่าหนีฝนในกรุงฯ ไปเจอฝนที่อื่น แต่รู้ไหมแค่เปลี่ยนสถานที่ความรู้สึกมันช่างแตกต่างกันซะจริงๆ เหมือนอย่างคำที่บอกว่า “ถ้าอยู่ถูกที่ถูกเวลา อะไรๆ มันก็ดี” และถึงแม้จะเป็นหน้าฝนก็ใช่ว่าจะตกมันทั้งวันทั้งคืนจนมองไม่เห็นแสงตะวัน สาวๆ อย่างเราเลยเตรียมพร้อมสุดๆ นอกจากจะพกร่มแล้ว เราพกครีมกันแดดกันด้วย! นี่ไม่ได้บ้านะ …เวลาหน้าฝนสาวๆ มักคิดไม่ถึงกัน จริงๆ แล้วฝนตก ฟ้าครึ้ม ก็มีรังสี UV มาทำร้ายผิว เราเคยลองไม่ทาครีมกันแดดแล้ว...บอกเลยว่ากลับมาจากทริปนั้นผิวเสีย คล้ำขึ้น 1 เบอร์ ทริปนี้เราเลยไม่พลาดผิดซ้ำสอง พกครีมกันแดดคู่ใจ Banana Boat ไปด้วย ใช้ดี กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนขนมหวานเลยเด้อ! #ของดีบอกต่อ แนะนำซิสลองเลย (หนุ่มๆ ก็ใช้ได้นะ) รับรองว่าติดใจค่ะ


เราเริ่มออกจากกรุงเทพฯ กันแบบไม่เช้ามาก ปักหมุดที่แรกกันที่ “Banana Farm บานาน่า ฟาร์ม” ซึ่งวันแรกเราวางแพลนกันไว้ว่าจะเที่ยวแบบ Cafe Hopping แล้วค่อยเช็คอินเข้าที่พัก  ตอนออกมาจากบ้านเลยจัดมื้อเช้าแค่กาแฟเบาๆ เพราะจะไปจัดเต็มที่ร้านกัน

บานาน่า ฟาร์ม Banana Farm

บานาน่า ฟาร์ม เป็นแลนด์มาร์คใหม่ของจังหวัดกาญจนบุรีที่กำลังมาแรงแซงโค้ง ตั้งอยู่ใน ต.ทุ่งสมอ อ.พนมทวน ปักหมุดใน Google map หาคำว่า “บานาน่า ฟาร์ม” ได้เลย เดินทางง่ายมากกก.. แถมยังอยู่บนถนนเส้นเดียวกับที่พักของเราด้วย

ปกติเราจะไปเที่ยวกันแบบฟาร์มดอกไม้ ฟาร์มเมล่อน แต่ที่นี่คือ ฟาร์มกล้วย! ด้านในฟาร์มปลูกต้นกล้วยเป็นแถวสลับกับท้องร่อง มีเนื้อที่ 13 ไร่ ตัวร้านแบ่งออกเป็น 4 โซน มีโซนห้องแอร์ โซนโต๊ะนั่งในอาคาร ซุ้มนั่งห้อยขา และซุ้มร่องสวน ส่วนเราหลังจากเดินสำรวจแล้ว เลือกไปนั่งซุ้มร่องสวนกันค่ะ

ซุ้มร่องสวนที่เราเลือกเป็นซุ้มที่นั่งตั้งอยู่กลางสวนกล้วยน้ำว้า ติดกับร่องสวน สามารถเอาขาจุ่มน้ำเล่นได้ แต่ถึงจะนั่งกลางสวนไกลจากจุดที่มีพนักงานของร้านอยู่ ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องตะโกนเรียกให้วุ่นวายนะคะ เพราะว่าที่ซุ้มเขามีปุ่มให้กดเรียกพนักงานมาได้ บรรยากาศเป็นส่วนตัวดีมาก! เลิศศศ.. และหลังจากเลือกซุ้มนั่งได้ลงตัวแล้ว ก็ได้เวลาสั่งอาหารกันค่ะ

ระหว่างรออาหารเสิร์ฟ เราไปถ่ายรูปเล่นกันดีกว่า เริ่มจาก “สะพานยอดกล้วย” สะพานที่ทำเพื่อชมวิว สูงประมาณยอดต้นกล้วยสมชื่อเลย จริงๆ แล้วสะพานยอดกล้วยจะสวยในช่วงค่ำ เพราะทางร้านจะมีการเปิดไฟที่ประดับอยู่บนสะพาน แต่เราไปช่วงกลางวันก็มองเห็นต้นกล้วยเยอะๆ เก๋ไปอีกแบบนะ ขึ้นไปถ่ายรูปกันตอนช่วงสายๆ บอกเลยว่าเป็นช่วงที่แดดอลังการมาก ! ร่มเอาไม่อยู่แน่นอน ต้องเอาครีมกันแดดมาสู้กับมัน !

เราเอา Banana Boat มาทั้งแบบสเปรย์และแบบโลชั่น เพื่อนเราเลยขอลองบ้าง นางถูกใจมากบอกว่าใช้แล้วไม่เหนียวเหนอะหนะ ซึมไว มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้สดชื่น เหมาะกับอากาศร้อนอบอ้าวสุดๆ ทาเสร็จแล้วสบายใจ จะถ่ายรูปกลางแดดนานเท่าไหร่ก็ได้

ถ่ายรูปกันไม่นานอาหารที่สั่งก็มาเสิร์ฟ มื้อนี้เราสั่ง เอ็นไก่คั่วเกลือมาเป็นออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อย ต่อด้วยเมี่ยงทับทิม จานนี้จัดเต็มเครื่องสมุนไพรแน่นๆ เนื้อปลาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ทานง่ายอร่อยแซ่บ และมาถึงสวนกล้วยต้องลองเมนูกล้วยๆ อย่างแกงเลียงหัวปลีกุ้งสด แกงป่ากล้วยดิบ ยำบานาน่าฟาร์ม ตบท้ายด้วยน้ำพริกบานาน่า มาพร้อมกับผักเคียง ไข่ต้ม ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยสุด!

หลังจากจัดการอาหารบนโต๊ะกันเรียบร้อย เราไปเดินถ่ายรูปเล่นกันต่อ เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่สะพานยอดกล้วยเท่านั้น ยังมีเรือให้เราพายเล่นตามท้องสวน ชิงช้า ท้องนา และยังมีอุโมงค์ดวงดาวที่ห้อยประดับไฟรูปดาวเต็มอุโมงค์ ถ้ามาตอนกลางคืนคงสวยน่าดู

อิ่มอร่อยและถ่ายรูปกันเยอะถึงขนาดลงรูปได้อีก 3 เดือนก็ถึงเวลาเดินทางต่อกันแล้ว อย่างที่เกริ่นมาในตอนแรกว่าวันนี้เราจะไป Cafe Hopping กัน จุดเช็คอินที่ต่อไปของเราเลยเป็นร้านคาเฟ่บรรยากาศดี วิวแหล่ม ชื่อว่า The Village Farm to Cafe ค่ะ

The Village Farm to Cafe

จากบานาน่า ฟาร์ม เราใช้เวลาเดินทางไป The Village Farm to Cafe ประมาณ 30 นาที ที่นี่นับว่าเป็นอีกหนึ่งคาเฟ่ที่มาแรงของเมืองกาญเลย เราว่าบรรยากาศของที่นี่คล้ายๆ กับเขาใหญ่ อาจจะเป็นเพราะบรรยากาศรอบๆ ตัวร้านที่โอบล้อมด้วยภูเขาสูงใหญ่

นอกจากวิวภูเขาสูงแบบพาโนราม่าแล้ว ตัวร้านของที่นี่ยังออกแบบให้ลักษณะคล้ายกับโรงนาในฟาร์ม ตั้งอยู่ติดกันทั้งหมด 5 หลัง มองดูแล้วเข้ากับบรรยากาศภูเขาสีเขียวชอุ่มและเข้ากับชื่อร้าน The Village Farm to Cafe สุดๆ ส่วนบรรยากาศด้านใน บอกเลยว่าเราปลื้มมาก ชอบตรงที่ร้านเป็นกระจกใส ทำให้ดูโล่งโปร่งสบาย มีให้เลือกนั่งหลายโซน ทุกโซนตกแต่งด้วยต้นไม้สีเขียวและดอกไม้ แถมยังมีแคนตัสต้นเล็กๆ นับ 1,000 ต้นประดับอยู่ทั่วทุกมุมของร้าน มองไปทางไหนก็สดชื่นไปหมด

แน่นอนว่ามา Cafe Hopping ทั้งทีเราต้องสั่งอาหารมาลองชิมกัน ขอบอกเลยว่าเมนูอาหารของที่นี่น่ากินไปหมดทุกอย่าง แถมมีให้เลือกเยอะทั้งของหวาน ของคาวและเครื่องดื่ม เราอยากจะสั่งมาแทบทุกอย่างแต่กลัวกินไม่หมด เลยเลือกสั่งเมนูเรคคอมเมนด์อย่างพาร์มาแฮมเมล่อน พาร์มาแฮมสไลด์บาง เสิร์ฟมาพร้อมกับเมล่อนที่ทางร้านปลูกเอง รสเค็มของพาร์มาตัดกับรสหวานชุ่มฉ่ำของเมล่อน เรียกความสดชื่นได้ดีมาก! ตามมาด้วยเมนูเห็ดย่างซีอิ๊ว จานนี้เป็นเห็ดหอมและเห็ดออรินจิไซส์อวบอ้วน นำมาย่างพอสุก กัดแล้วเนื้อเห็ดเด้งดึ๋งบวกกับรสหวานเค็มของซีอิ๊วเข้ากันได้ดีมาก ยังไม่หมดแค่นี้ ยังมีซุปฟักทองร้อนๆ เสิร์ฟมาในลูกฟักทองญี่ปุ่นทั้งลูก ปิดท้ายด้วยจานใหญ่สุดอย่าง เท็กซัสบาบีคิว ซี่โครงหมูราสซอสสุดเข้มข้น มาพร้อมกับน้ำจิ้ม 4 แบบอย่างราสเบอร์รี่,มัสตาร์ด มายองเนส,บาร์บีคิวและบาซามิกน้ำจิ้มสูตรพิเศษของทางร้าน

จัดการอาหารบนโต๊ะกันเรียบร้อยแล้ว เพื่อนบอกว่าที่นี่มีจักรยานให้เราปั่นเล่นฟรีๆ ด้วย เราเลยไปปั่นจักรยานเบิร์นที่กินมาสักหน่อย จากจุดจอดรถจักรยานเราปั่นออกมาทางซ้ายมือจะเป็นซุ้มต้นไผ่ที่โค้งยาวตลอดสองข้างทาง ร่มรื่น สบายตา จุดนี้เหมาะสำหรับคู่รักสุดๆ แต่เรามากับเพื่อนก็ฟินไปอีกแบบนะ

จากซุ้มไม้ไผ่ เราปั่นต่อมาอีกไม่ไกลก็เจอกับภูเขาสีเขียวและผืนน้ำกว้าง บรรยากาศดีสุดๆ เหมาะสำหรับชวนหวานใจไปนั่งตากลมชิลๆ บนที่นั่งริมน้ำ บอกเลยว่าใครไปแล้วไม่ได้มานั่งชิลริมน้ำ คงต้องไปซ้ำอีกครั้งแล้วละ

อิ่มท้องกับอาหารอร่อยและอิ่มใจกับบรรยากาศสวยๆ ได้เวลาเข้าที่พักจ้า… โดยที่พักของเราทริปนี้อยู่ที่อ.ศรีสวัสดิ์ ชื่อว่า Z9 Resort ตั้งอยู่ห่างจากร้าน The Village Farm to Cafe ประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที เท่านั้น

 

Z9 Resort

Z9 Resort ที่พักกลางเขื่อนศรีนครินทร์เปิดใหม่ที่กำลังมาแรง เห็นบรรยากาศเรากับเพื่อนก็แอบกรี๊ดกันสุดๆ เงียบสงบแถมยังสวยสไตล์โมเดิร์น เหมาะกับการผ่อนคลาย ชาร์จแบตเพิ่มเติมพลังกายใจ โดยตัวที่พักหันหน้าเข้าผืนน้ำกว้างใหญ่และทิวเขา แค่มองจากล็อบบี้ก็เห็นวิวภูเขาและผืนน้ำแบบพาโนราม่า ระหว่างที่กำลังเช็คอินก็จินตนาการไปแล้วว่านอนดูวิวสวยๆ แบบนี้จากบนเตียงจะฟินขนาดไหน

หลังจากเช็คอินเรียบร้อยแล้ว เราเอาของไปเก็บในห้อง เห็นฟ้าครึ้มเลยรีบออกมาพายเรือคายัค ก่อนที่ฝนจะตกกันซะก่อน ซึ่งทางที่พักมีเรือให้เราพายเล่นฟรีๆ แต่หลังจากพายเสร็จแล้วต้องนำมาคืนที่เดิมด้วย ทำกิจกรรมกลางแจ้งช่วงบ่ายแก่ๆ ถึงแม้ท้องฟ้าจะครึ้ม แต่เราต้องไม่ประมาท แม้จะไม่มีแสงแดดแต่มีรังสี UV ตัวการทำผิวเราเสีย เรารีบคว้าสเปรย์กันแดด Babana Boat มาฉีดรัวๆ งานนี้ไม่ว่าจะ UVA หรือ UVB ก็ทำอะไรเราไม่ได้แน่นอน

ในวันที่ร้อนอบอ้าวเราแนะนำแบบสเปรย์เลยค่ะ เพราะขวดนี้เป็นสูตร Coolzone ฉีดง่าย ซึมเร็ว เย็นสบายผิว เหมาะกับการฉีดเพื่อทำกิจกรรมกลางแจ้ง เล่นกีฬา มั่นใจด้วย SPF 50 PA++++ แถมยังกันน้ำอีกด้วย ก่อนเราไปพายเรือคายัคได้ฉีดขวดนี้ไปอุ่นใจสุดๆ

พายเรือเพลินมาก รู้สึกเหมือนแขนตัวเองจะเล็กลงประมาณ 1 ซม. 5555555555 เพื่อนเราหลังจากได้ใช้สเปรย์กันแดดของ Banana Boat นางก็ติดใจใหญ่เลย เพราะตอนพายเรือไม้พายตวัดน้ำขึ้นมาโดนจนตัวเปียก แต่ Banana Boat เป็นสูตร Very Water Resistant ช่วยให้ตัวไม่ลื่นและไม่เหนียวเหนอะหนะ อีกอย่างเพื่อนเราเป็นคนผิวแดงง่ายมาก ตากแดดถ่ายรูป ปั่นจักรยาน พายเรือมาทั้งวันถ้าไม่ทาครีมกันแดด Banana Boat ผิวต้องแดงแจ๊ด! ทั้งตัวแน่ๆ


หลังจากพายเรีอกันเสร็จแล้วได้เวลาไปพักผ่อนชิลๆ กับห้องพักแสนสวยของเราคืนนี้กัน ซึ่งห้องพักของที่นี่มีทั้งหมด 2 แบบ คือห้องใหญ่และห้องเล็ก ส่วนพวกเราเลือกพักแบบห้องใหญ่ค่ะ

ภายในห้องพักมีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เลือกครบครัน ทั้งมินิบาร์ที่กินได้ฟรีทั้งหมด เครื่องชงกาแฟ ตู้เย็น เสื้อคลุมอาบน้ำ รองเท้าแตะ ไดร์เป่าผม เรียกได้ว่าเรามาแต่ตัวกับเสื้อผ้าได้เลย และห้องพักมองเห็นวิวเขาสวยแบบพาโนราม่าทุกห้อง นั่งเล่นชมวิวได้ไม่นานฝนก็เริ่มเทลงมา...โชคดีที่เราไปพายเรือก่อนไม่งั้นอดแน่นอน

ฝนตกปรอยๆ บรรยากาศดีจนเราอยากจะซุกตัวอยู่ในผ้าห่มนอนมองวิวอย่างเดียว แต่กระเพาะมันประท้วงให้ลุกไปหาอะไรกิน มื้อเย็นเลยจัดอาหารไทยอร่อยๆ กันที่ห้องอาหาร Zemone เราสั่งเมี่ยงสามชั้นคั่วเกลือ เนื้อหมูสามชั้นทอดกรอบเสิร์ฟมากับผักสลัด เส้นหมี่และน้ำจิ้ม เวลาทานก็ห่อและราดน้ำจิ้มแบบเมี่ยงเลย จานนี้อร่อยมาก! ต่อด้วยเขียวหวานผัดเผ็ดลูกชิ้นปลากราย รสชาติเขียวหวานแห้งเผ็ดกำลังดี ทานกับข้าวสวยแล้วเข้ากันมาก อีกเมนูที่พลาดไม่ได้เลยต้องลองพล่ากุ้งกระเทียมโทน จานนี้แซ่บ ! รสชาติจัดจ้านเว่อร์  ปิดท้ายด้วยต้มแซ่บหมูตุ๋น ซดน้ำต้มแซ่บร้อนๆ ลื่นคอดีค่ะ

อิ่มอร่อยกับอาหารมื้อเย็นและฟินไปกับบรรยากาศดีๆ คืนนี้นอนหลับสบาย พักผ่อนเต็มอิ่มแน่นอน


ตื่นมายามเช้าพร้อมกับความสดใส บรรยากาศสดชื่นสุดๆ เมื่อคืนนอนเต็มอิ่มมาก เตียงนอนของที่นี่เรียกได้ว่าดูดวิญญาณหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นอีกทีคือตอนที่แสงสว่างเริ่มมาทักทายที่หน้าระเบียงห้อง เราเลยลุกไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วมานั่งจิบกาแฟชิลๆ ที่หน้าระเบียง เม้าท์มอยกับเพื่อนถึงเรื่องอดีตสมัยเรียน นับว่าเป็นเช้าที่เพอร์เฟคสุดๆ เลย

ส่วนเมนูอาหารเช้าของที่นี่เป็นอาหารเช้าแบบบุพเฟ่ต์ มีให้เลือกทานทั้งติ่มซำร้อนๆ สลัด อาหารเช้าแบบอเมริกัน ขนมปัง นม โยเกิร์ต ส่วนใครอยากทานแบบอยู่ท้องก็มีกับข้าวให้ทานด้วยนะคะ

อิ่มอกอิ่มใจและอิ่มท้องแล้วได้เวลาเช็คเอ้าท์เดินทางไปเที่ยวที่อื่นต่อแล้วค่ะ

 

น้ำตกเอราวัณ

จากที่พักขับรถไม่ไกลมาก เราแวะเที่ยวกันที่น้ำตกยอดฮิตของเมืองกาญอย่าง “น้ำตกเอราวัณ” ความอะเมซิ่งของที่นี่คือ มีทั้งหมด 7 ชั้น ระยะทางจากชั้นที่ 1 ถึงชั้น 7 รวมทั้งหมด 2,100 เมตร ที่สำคัญคือมีน้ำสีเขียวมรกต สวยงามดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาไม่ขาดสาย ทั้งชาวต่างชาติและคนไทย โดยค่าเข้าน้ำตกคนไทยคิดคนละ 100 บาท

จากทางเข้าเราเดินเข้าไปประมาณ 500 เมตรก็จะถึงน้ำตกชั้นที่ 1

บอกเลยว่าแค่ชั้นแรกก็ร้องว้าววววว...แล้วอะ น้ำใสมาก มองเห็นปลาพลวงตัวใหญ่ๆ ว่ายน้ำอวดโฉมกัน มีเด็กๆ มาเล่นน้ำที่ชั้นนี้เยอะ ส่วนน้ำสีเขียวที่เห็นในภาพนี้เป็นน้ำตกชั้นที่ 3 เราได้ยินนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่ใกล้ๆ แถวนั้นอุทานว่า “อะเมซิ่ง” ด้วย 555  แต่ละคนถอดเสื้อ ใส่ชุดบิกินี่สีสวยๆ มาถ่ายรูปและเล่นน้ำกันสนุกสนานเลยค่ะ

ตอนแรกเราตั้งใจว่าจะเดินไปให้ถึงชั้น 7 อยากขึ้นสวรรค์ชั้น 7 กับเขาบ้าง ...แต่ลองขึ้นไปถึงชั้น 4 แล้ว คิดว่าวันพระไม่ได้มีหนเดียว เที่ยวน้ำตกเอราวัณก็เหมือนกันไว้รอบหน้าค่อยมาขึ้นละกัน ขอไปฟิตร่างกายมาก่อน 5555 และถ้าหากจะขึ้นให้ถึงคงต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวันเลยทีเดียว เรามีแพลนจะไปเที่ยวที่อื่นต่ออีก เลยเลือกถ่ายรูปเล่นที่ชั้นยอดฮิตอย่างชั้น 2 นานหน่อย ถ้าจำไม่ผิดชั้นนี้เป็นชั้นที่ใช้ถ่ายทำละครเรื่องนาคีด้วย เวลาถ่ายรูปเล่นก็มโนไปว่าตัวเองเป็นคำแก้ว กำลังรอคุณทศพลสวยๆ

ชั้นนี้มีปลาพลวงเยอะเหมือนกัน แถมยังไม่กลัวคนอีกด้วย คนซะอีกแทบไม่กล้าเดินลงน้ำเพราะว่ากลัวมัน 55555 เราว่าใครมาเที่ยวเมืองกาญต้องห้ามพลาดน้ำตกเอราวัณเลยนะ สวยและอเมซิ่งตรงที่มันมีหลายชั้นนี่แหละ ส่วนเราครั้งนี้ติดไว้ก่อนยังขึ้นไม่ครบทุกชั้น มาครั้งต่อไปขึ้นถึงชั้น 7 แน่นอน


สะพานข้ามแม่น้ำแควและสุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก

จากน้ำตกเอราวัณเรามาเที่ยวโซนในเมืองกาญจนบุรี กันที่ “สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ที่นี่เป็นแลนด์มาร์คที่ใครมากาญจนบุรีแล้วไม่มาเช็คอินแสดงว่ายังมาไม่ถึง ส่วนเราเคยมาที่นี่ 2 ครั้งแล้ว และไม่ว่าจะมากี่ครั้ง สะพานก็มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวกันเยอะตลอดเลย

นอกจากความสวยงามของสะพานและแม่น้ำแควแล้ว สะพานข้ามแม่น้ำแควยังเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่ง เป็นสะพานที่สำคัญที่สุดของเส้นทางรถไฟสายมรณะ สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปัจจุบันใช้เป็นทางสัญจรของรถไฟสายธนบุรี - น้ำตก

เดินถ่ายรูปเล่นช่วงบ่ายแบบนี้ ต่อให้ท้องฟ้าครึ้ม เราก็ต้องไม่ลืมทาครีมกันแดด ซึ่งกันแดดของ Banana Boat มี SPF 50+ สำหรับการปกป้องผิวเราจาก UVB ช่วยให้ผิวเราไม่ไหม้ ไม่แสบ และ PA++++ ช่วยป้องกัน UVA ที่จะทำให้ผิวเราเกิดริ้วรอย หมองคล้ำ ไม่สวยอีกด้วยและหากวันไหนแดดแรงเราควรทาซ้ำทุก 2 - 3 ชั่วโมงเลยค่ะ

จากสะพานเดินทางต่อไปยัง “สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก” ตั้งอยู่ไม่ไกลกันเลย ใกล้ชนิดที่ว่าฟังเพลงยังไม่ทันจบเพลงก็ถึงแล้ว ที่นี่เป็นสุสานของทหารฝ่ายสัมพันธมิตร ขนาดพื้นที่ 17 ไร่ บรรจุศพเชลยศึกที่เสียชีวิตระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะกว่า 3,000 หลุม พื้นที่ภายในได้รับการดูแลอย่างดี เป็นระเบียบสวยงาม บนหลุมฝังศพทุกหลุมมีแผ่นทองเหลืองจารึก ชื่อ อายุ และประเทศของผู้เสียชีวิตด้วยค่ะ

เดินมาด้านในเจอหลุมศพเรียงอยู่เต็มลาน ชวนให้รู้สึกใจหาย บางคนอายุยังน้อย สมควรได้ใช้ชีวิตต่อไป บางคนอยู่ในวัยที่มีครอบครัว และอาจจะต้องทิ้งครอบครัวมารบ สุดท้ายแล้วเราก็ได้เรียนรู้จากหลุมศพเหล่านี้ว่าสงครามไม่ได้ให้ประโยชน์กับใครเลย มีแต่ต้องเสียกันทุกฝ่ายจริงๆ


เดชทศพักตร์การอาหาร

 ที่สุดท้ายของทริปนี้เราไปเช็คอินกันที่ร้านอาหารสุดฮอต “เดชทศพักตร์การอาหาร” แพห้อยขาพาชิล ชมวิว กินอาหารอร่อย ซึ่งจากสุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรักมายังร้านเราใช้เวลาแค่เพียง 10 นาทีเท่านั้น ใครจะมาร้านนี้เราขอแนะนำว่าให้มาก่อนเย็นค่ะ เพราะคนจะเยอะ เดี๋ยวจะไม่ได้ที่นั่งทำเลฟินๆ นะ

มาถึงร้านไม่พูดพร่ำทำเพลง คนหิว 2018 รีบสั่งอาหารก่อนเลยค่ะ มื้อนี้เราจัดยำถั่วพู ถั่วพูกรุบกรอบ เครี่องสมุนไพรแน่น มาพร้อมกับกุ้งและไข่ต้มแบบไม่สุกมากเกินไป รสชาติยำแซ่บกำลังดีจานนี้เราสั่งมาเบิ้ล 2 เลย ต่อด้วยลาบหมูทอด ลาบทอดร้อนๆ ทานกับข้าวสวยเข้ากันสุดๆ ส่วนใครสายซีฟู้ดต้องลองหอยแครงลวก หอยลวกสุกกำลังดี น้ำจิ้มซีฟู้ดก็อร่อย ยังไม่หมดแค่นี้ยังมี กุ้งผัดซอสมะขาม กุ้งตัวโตผัดซอสมะขามเปรี้ยวอมหวาน รสชาติกลมกล่อม พอเสิร์ฟถึงโต๊ะปุ๊บจานนี้หมดก่อนจานอื่นเลย ตบท้ายด้วย ต้มยำปลาคัง น้ำต้มยำแซ่บๆ ซดร้อน เนื้อปลาสดอร่อย มื้อนี้ดีย์มาก!

อาหารอร่อยบวกกับบรรยากาศร้านและวิวสวยๆ แล้ว มื้อเย็นของเราวันนี้เพอร์เฟคสุดๆ ไปเลยค่ะ

จัดการทานอาหารบนโต๊ะกันเสร็จแล้ว ได้เวลาถ่ายรูปสวยๆ กันค่ะ บอกเลยว่ามาที่ร้านเดชทศพักตร์การอาหาร เพื่อนๆ จะได้รูปสวยๆ กลับไปลงโซเซียล ให้คนอื่นอิจฉาเล่นเยอะแน่นอนเลย

ทริปนี้เที่ยวเมืองกาญชิลๆ 2 วัน 1 คืน แม้จะเป็นวันที่ฟ้าครึ้ม แต่เราต้องไม่ยอมให้ UV ตัวร้ายมาทำร้ายผิวเราได้ ทริปหน้าไม่ว่าจะไปขึ้นเขาลงห้วย ดำน้ำตกปลา หรือแม้แต่ออกจากบ้านไปเดินเล่นสวนจตุจักรก็ต้องทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านนะคะ ผิวจะได้ไม่เสียและเราขอแนะนำ Banana Boat เลย ใช้มาหลายทริปแล้วเวิร์คมากค่า!

ชิลไปไหน


Line ID : @Chillpainai ผู้ช่วยส่วนตัวเรื่องท่องเที่ยว หาข้อมูลเที่ยวได้ 24 ชั่วโมง

แค่พิมพ์ชื่อเมืองเช่น หัวหิน พัทยา เชียงใหม่ ก็ได้ข้อมูลทันที