“โลกนี้คือดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักมันได้จากการบอกเล่า 

แต่คนเราจะต้องเดินทางท่องเที่ยวไปเพื่อทำความรู้จักกับมันด้วยตัวเอง” – Lord Chesterfield


ในยุคที่เราเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้ทั่วโลกง่ายแค่ปลายนิ้ว ชนิดที่คลิกเดียวจบปิ๊ง ! เหมือนพับแผนที่เข้าด้วยกัน เชื่อว่านาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “แม่ฮ่องสอน” จังหวัดเล็กๆ ที่มีอำเภอน่ารักอย่าง “ปาย” ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดแห่งขุนเขา แฝงไปด้วยเสียงของความเงียบสงบอย่างเป็นธรรมชาติ ท่ามกลางไอหมอกโอบล้อมด้วยสายลมและแสงแดด คลอเคล้าเสียงนกร้องยามเช้า เรียบง่าย แต่ไม่เร่งรีบ


ที่ผ่านมา...หลายคนอาจจะได้ยินเรื่องราวคำบอกเล่า และภาพจำเกี่ยวกับมนต์เสน่ห์ของเมืองสามหมอก จังหวัดที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีความสุขที่สุดในประเทศแห่งนี้มามากมาย แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าหากเราไม่เคยก้าวเดินออกไปสัมผัสความสุขแบบนั้นด้วยตัวเองบ้างสักครั้ง 


งานนี้ #คิดถึงเขาก็ออกไปหาเขา ใครพร้อมแล้วก็อย่ารอช้า รีบโยนเสื้อตัวเก่งเข้ากระเป๋าแล้วตามเรามาเลยดีกว่า เดี๋ยวจะพาไปรู้ว่า การใช้ชีวิตช้าๆ ซึมซับความสุขได้เต็มที่อย่างที่ตั้งใจในวันทำงานที่แสนธรรมดาบนเส้นทางความสุขที่ทำให้หัวใจเต้นแรว๊งส์แบบลืมเวลามันฟินยังไง!





เพราะปลายทางของเราในทริปนี้อยู่ห่างจนเกือบเหนือสุดของประเทศ เลยต้องทำใจแข็งยอมตื่นกันตั้งแต่เช้ามืด (มากกกก) เตรียมออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยใช้เส้นทาง 1263 ผ่านทางอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ตัดเข้าเส้นทาง 108 ต่อมายังอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ระหว่างนั้นก็เปิดเพลย์ลิสต์เพลงที่เตรียมไว้ สลับเม้าท์มอยกับคนข้างๆ ใช้เวลาหลับๆ ตื่นๆ บวกลบอยู่บนรถเกือบ 16 ชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายแรกแบบแบตเต็มเปี่ยม 100% พร้อมเที่ยวกันได้ตลอดทั้งวันแล้ว
ว่ากันว่าคนเหนือใจดี แถมยังอู้คำเมืองน่าฮัก น่าฟังขนาด แล้วเราก็ได้รู้ว่ามันไม่เกินจริงอย่างที่เค้าพูดเลยสักนิด ตอนที่ได้สัมผัสกับความธรรมดา แต่แสนจะพิเศษและเป็นมิตรของชาวบ้านชุมชนผาบ่อง

กลุ่มชุมชนชาวไทใหญ่และปกาเกอะญอผู้น่ารักในตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ชุมชนเก่าแก่ที่ก่อตั้งขึ้นมานานกว่า 130 ปี เต็มไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรม ประเพณี สถาปัตยกรรมและวิถีชุมชนที่แปลกตา ล้ำค่า แต่กลับผสมผสานความแตกต่างระหว่างความหลากหลายทางเชื้อชาติออกมาเป็นความงดงามของสองชุมชนได้อย่างลงตัว

เห็นครั้งแรกถึงกับต้องร้องว้าว ! อดไม่ได้ที่จะ(แอบ)กรี๊ดออกมาดังๆ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ความบ้านๆ ที่เคยคิดไว้ในหัวก่อนมา มันจะต่างไปจากสิ่งที่เห็นด้านหน้าอย่างสิ้นเชิง

ชุมชนบ้านผาบ่อง ตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยความเขียวชอุ่มสบายตาของทุ่งนากลางขุนเขาเรียงรายสลับซับซ้อนสวยงาม มีไฮไลท์อย่าง สะพานข้าว ๙ เพื่อสุข สะพานไม้ไผ่สานที่ทอดยาวพาดผ่านเป็นทางเดินให้เราสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

โดยเฉพาะกับช่วงเวลาหลังจากสายฝนโปรยปรายอย่างชุ่มฉ่ำผ่านไป กระทั่งหยดน้ำจางหายระเหยเป็นไอ กลายเป็นสายหมอกสีขาวละมุนลอยปกคลุมเหนือยอดเขา แค่ได้ยืนมองสูดอากาศสดชื่น ไม่ต้องทำอะไรให้มากมาย แค่นี้ก็ยังดีต่อใจเราแบบเกินบรรยาย กดเลิฟให้ 10 ดาวไปเลยจ้า

แต่นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ที่ชุมชนบ้านผาบ่องยังเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ตัวอย่างสำหรับชาวบ้านและคนทั่วไปตามหลักเศรษฐกิจพอ เพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยนะคะ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดนั้นก็จะถูกแบ่งเฉลี่ยกันไปเป็นสัดส่วนระหว่างทุ่งนา บ่อปลา ฟาร์มเป็ดไร่ทุ่ง รวมถึงยังมีกิจกรรมสนุกสนานมากมาย สอดแทรกแฝงความรู้ อย่างภูมิปัญญาชาวบ้านต่างๆ ตามแต่ละฐาน ไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่สนใจได้มีส่วนร่วม

แน่นอนว่างานนี้เราขอทำตัวให้กลมกลืนกับผู้คนที่นี่ขึ้นอีกสักนิดหลังจากนอนมานาน ถือโอกาสไปออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายทำน้ำมันจากถั่วลิสงกับคุณลุงคุณป้าซะเลย

คุณลุงเล่าให้เราฟังว่าการทำน้ำมันจากถั่วลิสงนี้เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่หายไปนานกว่า 40 ปีทีเดียว แต่ชาวบ้านผาบ่องร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้กลับมาเป็นของดีประจำตำบลอีกครั้ง โดยประโยชน์ของน้ำมันถั่วลิสงหลักๆ นั้น คือ การนำไปประกอบอาหาร ช่วยป้องกันรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดตีบตัน ลดระดับคอเรสเตอรอลในเส้นเลือด บำรุงผิวพรรณจากวิตามินอีภายในถั่วลิสง บำบัดอาการปวดเมื่อยและไมเกรน รวมถึงสรรพคุณอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญเลยคือน้ำมันถั่วลิสงนี้ มีเฉพาะที่ชุมชนบ้านผาบ่องที่เดียวในไทยเท่านั้นนะจ๊ะ ช่างกิ๊บเก๋เวรี่กู้ดสมเป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้านเอามากๆ #ปรบมือให้รัวๆ

ได้ความรู้กันพอหอมปากหอมคอ คราวนี้ไปสนุกกันต่อกับอีกหนึ่งกิจกรรมที่ต้องห้ามพลาดอย่าง การแต่งตัวเป็นชาวไทใหญ่บ้าง หนุ่มสาวคนไหนอยากมีรูปสวยๆ ท่ามกลางวิวทุ่งนาเขียวชอุ่มสบายตาบนสะพานข้าวแบบพวกเรา ก็สามารถเช่าชุดใส่ได้ในราคา 50 บาทเท่ากันทั้งชายและหญิง รับรองว่าได้รูปสวยๆ กลับไปจนเมมเต็มแน่นอน คอนเฟิร์ม !

มื้อเย็นวันนี้ เราฝากท้องไว้ที่ร้าน “เฮินโฮม” ร้านอาหารไทยบรรยากาศร่มรื่นใจกลางสวน ที่มาในดีไซน์บ้านไม้และบ้านปูนเปลือย ตกแต่งด้วยกำแพงอิฐแดงสไตล์ลอฟท์ชั้นเดียว มีให้เลือกนั่งได้ทั้งแบบโซนห้องแอร์ และโซนพัดลมที่มีลมเย็นๆ พัดอยู่ตลอดเวลา ทำให้รู้สึกไม่ร้อนเลยค่ะ

คำว่า เฮิน เป็นภาษาไทใหญ่ หมายถึงบ้าน เช่นเดียวกับคำว่า โฮม (home) ในภาษาอังกฤษ เมื่อนำมาเขียนรวมกันจึงมีความหมายเรียบง่ายแบบ “บ้านๆ” สมกับความตั้งใจของคุณเป้ ที่อยากให้ลูกค้าทุกคนได้สัมผัสความเป็นกันเอง เหมือนทานข้าวอยู่ที่บ้าน

เมนูส่วนใหญ่จึงเป็นอาหารจานเดียวสูตรโฮมเมดกว่า 30 เมนู อาทิ สเต๊ก ข้าวผัดง่ายๆ และอาหารทั่วไป ที่เน้นอาหารไทย รวมถึงรสชาติที่ถูกปากคนไทยเป็นหลัก
สำหรับวันนี้เราสั่งเป็นเมนูสเต๊กหมูจิ้มแจ่ว สเต๊กหมูเฮินโฮม ข้าวผัดกะปิปลาทู เสิร์ฟพร้อมไข่เจียว และซีซ่าร์สลัดมาลองทาน

เอนจอยอีทติ้งจนอิ่มแปร้ เวลาก็ยังเหลือเฟือ งั้นขอแวะไป “พระธาตุดอยกองมู” เพื่อสักการะขอพรกับพระธาตุสีขาวล้วนคู่บ้านคู่เมืององค์ใหญ่ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนสักหน่อย

พระธาตุดอยกองมู ตั้งตระหง่านอยู่เหนือยอดเขา ดังประโยคหนึ่งในคำขวัญที่ว่า ‘ กองมูเสียดฟ้า ‘ เลยค่ะ เพราะเมื่อมองลงไปด้านล่าง เราจะสามารถเห็นวิวของอำเภอเมืองได้อย่างชัดแจ๋วเต็มตา โดยมีแบ็คกราวน์ด้านหลังเป็นสายหมอกสีขาวหนานุ่มสมฉายา ‘เมืองสามหมอก’ ทั้งยังรายล้อมด้วยขุนเขาลูกงามราวกับกำลังถูกโอบกอดเชียวล่ะ

ภายในประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ 2 องค์ โดยเจดีย์องค์ใหญ่ เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระโมคคัลลานะเถระ ซึ่งนำมาจากพม่าส่วนพระธาตุองค์เล็กสร้างโดยพระยาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก ชาวบ้านจึงนับถือเป็นพระธาตุคู่เมืองแม่ฮ่องสอนตลอดมานั่นเอง

คืนนี้เรามุ่งหน้าสู่ปางอุ๋ง เตรียมหาโฮมสเตย์ง่ายๆ นอนใกล้ๆ พรุ่งนี้จะได้ตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้นได้ทัน ใช้เวลาจากอำเภอเมือง 1 ชั่วโมงกว่าโดยประมาณ เพียงแต่ทางค่อนข้างลาดชัน และคดเคี้ยวเป็นอย่างมาก (ก.ไก่ล้านตัว) ดังนั้น ใครที่รู้ตัวว่าชอบเมารถ เราแนะนำว่าให้เตรียมกินยาชิงเมาพับหลับไปก่อนโลดดด 555555



ตื่นกันแต่เช้ามืด อาบน้ำแต่งตัวเปลี่ยนเป็นชุดเก่งจนเรียบร้อย ไม่กี่นาทีต่อมา เราก็วาร์ปมาอยู่ที่ปางอุ๋งอย่างว่องไว
จากท้องฟ้าสีเข้มก็เริ่มเปลี่ยนสีไปทีละน้อย ก่อนที่ความมืดจะค่อยๆ จางหายไปในที่สุด แม้โชคร้ายที่วันนี้คุณพระอาทิตย์ดูจะขี้อาย ไม่ยอมเปิดเผยตัวมาทักทายให้เห็น และยังหอบเอาเม็ดฝนโปรยปรายลงมาจางๆ แต่ถึงอย่างนั้นปางอุ๋งก็ยังคงเป็นปางอุ๋ง เป็นหญิงสาวแสนสวย และมีเสน่ห์ในตัวเองทุกฤดูกาลไม่เปลี่ยนแปลง

จริงๆ แล้วเราไม่รู้หรอกว่าแต่ละคนจะนิยามความเป็นปางอุ๋งออกไปแบบไหน แต่สำหรับเราคงบอกได้แค่ว่า ไม่ว่าจะกี่หลายปีผ่านไป สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงได้รับการขนานนามจากหลายคนว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย เป็นดินแดนสุดโรแมนติก และยังเป็น Dream Destination ปลายทางในฝันสำหรับหนุ่มสาว และใครหลายคนอยู่เสมอ ปางอุ๋งจึงเป็นอีกหนึ่ง Place to go ที่รอให้นักท่องเที่ยวมาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์และธรรมชาติได้ตลอดทั้งปี ไม่เพียงแต่ในฤดูหนาวเท่านั้น

ปางอุ๋ง เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านรวมไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ทัศนียภาพโดยรอบเป็นป่าสนเมืองหนาวขนาดใหญ่ โดยระหว่างทางเข้าสู่อ่างเก็บน้ำปางอุ๋ง จะผ่านหมู่บ้านชาวเขาเล็กๆ เรียงรายหลายสิบหลังที่ปัจจุบันเปิดเป็นโฮมสเตย์ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว

กิจกรรมห้ามพลาดเมื่อแวะมาเยือนปางอุ๋งคือ การนั่งแพชมทัศนียภาพและบรรยากาศรอบอ่างเก็บน้ำ ท่ามกลางแสงแดดอบอุ่นยามเช้า ที่สาดส่องตกกระทบลงบนผิวน้ำเกิดเป็นไอหมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่งบางเบาดูสวยงาม หรือจะแวะไปทักทายหงส์ขาว-ดำ สัญลักษณ์ประจำปางอุ๋ง กางเต็นท์นอนพักผ่อนใต้ทิวต้นสนสักคืนก็กำลังดี นอกจากนี้ใกล้ๆ กันยังมีหมู่บ้านรวมไทยให้ศึกษาวิถีชาวไทยภูเขาที่มีเสน่ห์แบบดั้งเดิมอีกด้วย

ซึ่งความโชคดีของทริปนี้ที่เราตั้งใจหนีมาเที่ยววันธรรมดาตอนชาวบ้านเค้ากำลังทำงานกันอยู่นี่ล่ะ ที่จะทำให้เราได้ภาพสวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศสุดปัง นานจนกว่าจะพอใจเท่าไหร่ก็ได้ เพราะไม่ต้องรอต่อคิวแย่งมุมถ่ายรูป หรือเซลฟี่ติดใคร เหมือนปางอุ๋งทั้งหมดเป็นของเรา รับรองว่ากดอัพโหลดรูปขึ้นเฟซบุ้คและไอจีเมื่อไหร่ จะต้องมีคนอิจฉาในความฟินของเราเพียบแน่นอน

จากปางอุ๋งเราออกเดินทางกันต่อ โดยใช้เส้นทางหมายเลข 1095 ปาย-แม่มาลัย เส้นทางสายโรแมนติก ผ่านโค้งคดเคี้ยวและวิวเขาสองข้างทางที่สวยงามเป็นธรรมชาติ ที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ ผ่านมายังอำเภอปายเพื่อมาเที่ยว “บ่อน้ำพุร้อนไทรงาม”

บ่อน้ำพุร้อนไทรงาม ตั้งอยู่ในพื้นที่ของป่าอนุรักษ์ไทรงาม เป็นบ่อน้ำร้อนที่ผุดขึ้นตามธรรมชาติ และยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เรียกว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนสำหรับคนไทยเลยก็ว่าได้ แต่สำหรับชาวต่างชาติแล้ว น้ำพุไทรงามแห่งนี้เป็นที่นิยมอย่างมากถึงขนาดเช่ามอเตอร์ไซค์กันมาหลายสิบคัน เพื่อมาแช่ตัวกันโดยเฉพาะ

บ่อน้ำพุร้อนไทรงาม มีลักษณะเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ น้ำใสแจ๋วและสะอาดจนออกเป็นสีเขียวมรกต มีอุณหภูมิอุ่นน้อยๆ ไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นคล้ายน้ำตกขนาดเล็ก เหมาะแก่การแช่ตัวท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่นของต้นไม้โดยรอบ นักท่องเที่ยวสามารถนำชุดมาเปลี่ยนเล่นน้ำที่นี่ได้ โดยเสียค่าบริการคนละ 20 บาท

ตื่นแต่เช้าเที่ยวจนแบตเริ่มแดงใกล้หมดแรงเต็มที เรามาพักผ่อนเพิ่มพลังที่ Puri Pai Villa ไพรเวทวิลล่าสไตล์โมเดิร์น บรรยากาศสุดแสนโรแมนติกบนเนินเขา ท่ามกลางวิวสวยงามของธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไกลสุดสายตา ยิ่งในช่วงหน้าฝนธรรมชาติรอบด้านยังเขียวสดงดงาม เพิ่มความชุ่มฉ่ำสดชื่นให้แก่ผู้มาเยือนได้แบบเต็มพิกัด

โดยเฉพาะบริเวณห้องอาหาร The Barn ที่มีเทอเรซยื่นออกไปเป็นระเบียงนั่งเล่นพร้อมเบาะบีนส์แบ็ค และร่มสนามให้เรานั่งเล่นซึมซับ บรรยากาศอย่างเต็มที่ เห็นวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็น รวมถึงสายหมอกปกคลุมยอดเขาด้านหน้า ระหว่างรอทานดินเนอร์มื้อเย็นได้แบบพาโนรามากว้างถึง 180 องศา ยิ่งเป็นอะไรที่โรแมนติกดีต่อใจสุดๆ บอกเลยว่าคืนนี้ฝันดีแน่เรา :)




นานทีปีหนได้ตื่นเช้ามารับพลังจากธรรมชาติก็ดีเหมือนกัน เช้านี้เลยเป็นอีกหนึ่งวันที่เราตั้งใจว่าจะตื่นเช้าไปปักหมุดกันที่ “จุดชมทะเลหมอกหยุนไหล”
จุดชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นของอำเภอปาย ที่สามารถมองเห็นวิวธรรมชาติ ขุนเขา และเรือกสวนไร่นาด้านล่างได้แบบสุดลูกหูลูกตา แต่ก่อนอื่นต้องอย่าลืมซื้อบัตรค่าเข้าคนละ 20 บาทกับคุณลุงที่คอยดูแลขายตั๋วก่อนนะจ๊ะ

ซึ่งระหว่างทางเดินขึ้นมาจากจุดจอดรถ ถ้าใครลองมองย้อนไปด้านหลังสักนิด จะเห็นเป็นวิวของภูเขาลูกแล้วลูกเล่าที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเราเดินผ่านมาถึงด้านบนที่เป็นจุดสูงสุดของหยุนไหล ภาพของลานสนามหญ้าสีเขียวขนาดกว้างใหญ่จะปรากฎสู่สายตาเราในที่สุด
หยุนไหลตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 440 เมตร บนทำเลที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของอำเภอปายได้อย่างกว้างขวางและงดงาม คำว่าหยุนไหลเป็นภาษาจีนกลาง หมายถึง แหล่งที่เมฆไหลมารวมกัน เปรียบเสมือนคนจีนยูนนานที่อพยพมาจากเมืองจีน แต่ในที่สุดก็อพยพย้ายถิ่นฐานมารวมกันที่นี่นั่นเอง

แต่ถ้าใครอยากฟินกว่านี้ นอกจากการสูดอากาศสดชื่นแล้ว แนะนำว่าให้ลองสั่งชาร้อนมานั่งจิบไปพร้อมกับการรอดูพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่ไหลไปตามสันเขาอย่างพวกเรายิ่งชิลไปอีกแบบ แถมบริเวณรอบข้างยังเต็มไปด้วยมุมถ่ายรูปน่ารักเหมาะแก่การชวนเพื่อน ควงแขนแฟนมาเช็คอินให้หมอกนุ่มๆ โอบกอดอีกเพียบเชียวล่ะ

สายหน่อย เราแวะมาหาอะไรอร่อยรองท้องที่ “Romance Farm” ทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างใหญ่ที่มีทั้งทุ่งนา ลำธาร ฟาร์มแกะ ฟาร์มโคนม คอกม้า รวมไปถึงร้านกาแฟขนาดเล็กที่ตกแต่งด้วยสังกะสีในสไตล์คันทรีนิดๆ เหมือนโรงนา ให้เราได้เอนกายฟังเพลงเพราะๆ ควบคู่กับการทานชีสเค้กเมนูแบบโฮมเมดที่แค่ชิมคำแรกก็สัมผัสได้ถึงความละมุน จนแทบละลายในปาก

ไหนจะกลิ่นกาแฟที่หอมกรุ่นไปทั่วร้านชวนให้รู้สึกถึงวันพักผ่อนอันแสนสบาย ส่วนนมสดของดีไม่พูดถึงคงไม่ได้ ทั้งอร่อยและสดส่งตรงจากฟาร์มแท้ๆ ที่สำคัญคือต้องอย่าลืมเตรียมชุดตัวโปรดกับเมมกล้องมาให้พร้อมด้วยนะ เพราะที่ Romance Farm เค้ามีมุมนั้น มุมนี้ให้เราสนุกจนเกือบลืมเวลาไปกับการลั่นชัตเตอร์อีกมากมาย ถูกใจสาวๆ ทั้งหลายแน่นอน

แวะมาเช็คอินสำหรับที่พักคืนนี้ “Pai Village Boutique Resort & Farm” ที่พักน่ารักสไตล์บูทีคใกล้ถนนคนเดินชนิดที่เดินยังไม่ทันเหนื่อย ใช้เวลาประมาณ 3 นาทีก็ถึงแล้วจ้า 


Pai Village Boutique Resort & Farm ออกแบบตกแต่งให้เข้ากับธรรมชาติความเป็นแม่ฮ่องสอนที่ทั้งสงบ เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติได้เป็นอย่างดี โดยใช้ดีไซน์แบบกระท่อมไม้ไผ่ขนาดกะทัดรัด เรียงรายเป็นหมู่บ้านย่อมๆ ท่ามกลางสวนหย่อม สวนดอกไม้ เพื่อให้ลูกค้าได้ดื่มด่ำกับการพักผ่อนได้มากที่สุดตามคอนเซ็ปต์และความตั้งใจแรกของการสร้างรีสอร์ทในบรรยากาศที่โดดเด่นไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน

ส่วนเรานั้นเรียกว่าตกหลุมรักตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาแล้วค่ะ เพราะมันช่างน่ารักหนักมว๊ากกกจริงๆ นะ แถมยังมาพร้อมระเบียงนั่งเล่นส่วนตัวหน้าบ้านพักทุกหลัง ให้เรานั่งเล่น เอนกายฟังเสียงน้ำไหลกันอย่างเพลิดเพลินตลอดช่วงเวลาพักผ่อน #งู้ยยย #ปาหัวใจใส่รัวๆ

หนึ่งใน To Do List ของการไปเที่ยวเมืองต่างๆ เชื่อว่าสำหรับขาช้อปหรือนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสความเป็นเมืองนั้นให้ใกล้ชิดมากกว่าเดิมทั้งหลาย แพลนนั้นจะต้องมีลิสต์ของ “ถนนคนเดิน” ติดอยู่ในหมวดที่ต้องห้ามพลาดแน่ๆ เพราะเราก็เช่นกัน 55555

ถนนคนเดินปาย หรืออีกชื่อเท่ๆ ว่า Pai Walking Street ถนนคนเดินสุดครึกครื้นใจกลางเมือง ที่เกิดขึ้นจากแผงขายของเล็กๆ ของชาวเขาไม่กี่เจ้า กระทั่งกลายมาเป็นไฮไลท์แหล่งรวมร้านรวงต่างๆ

ตั้งแต่อาหารการกิน สินค้าพื้นเมืองหายาก โปสการ์ด แม็กเน็ต ของแฮนด์เมดทำมือสุดเก๋ที่บางทีก็มีเพียงแค่ชิ้นเดียว ไปจนของที่ระลึกน่ารักกุ๊กกิ๊กอื่นมากมายตลอดสองฝั่งถนนก็เปิดให้เราเดินเลือกช้อปกันอย่างละลานตาได้ตลอดทั้งคืน ยาวตั้งแต่วันจันทร์ - อาทิตย์กันไปเล้ยยย !



วันนี้เราตื่นสายเพราะไม่ต้องรีบไปไหน เติมแรงจนท้องอิ่มด้วยมื้อเช้าจนพอใจ แล้วค่อยไปเช็คอินต่อที่ “สะพานโขกู้โส่” กัน
สะพานโขกู้โส่ เป็นสะพานไม้ไผ่ในหมู่บ้านแพมบก ที่มีความหมายเพราะๆ เป็นภาษาไทใหญ่ว่า “สะพานบุญ” สาเหตุที่เรียกว่าสะพานบุญก็เพราะสมัยก่อนที่ยังไม่มีสะพานแห่งนี้ พระสงฆ์จำเป็นต้องเดินลัดเลาะไปตามคันนาเพื่อออกบิณฑบาตร ชาวบ้านจึงทำการร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสะพานไม้ไผ่แห่งนี้ขึ้นมา ทั้งยังสะดวกแก่ชาวบ้านที่จะเดินทางไปทำบุญที่วัดอีกด้วย

สะพานโขกู้โส่ มีระยะทางยาว 815 เมตรสร้างคดเคี้ยวพาดผ่านไปตามคันนากว้างขวาง ที่บอกเลยว่าถ้าได้เห็นวิวสวยๆ ก็แทบจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะวิวสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยต้นข้าว ทุ่งนาสีเขียวขจี อากาศเย็นสบายและเงียบสงบ

มีศาลาให้พักนั่งเล่นชื่นชมธรรมชาติ และอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังอนุรักษ์ไว้ได้เป็นอย่างดี สำหรับสะพานโขกู้โส่นั้นนักท่องเที่ยวสามารถเข้าได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ แต่ถ้าหากนักท่องเที่ยวคนไหนอยากจะร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา บริเวณสะพานเค้าก็มีตู้บริจาคตั้งไว้ให้เช่นกัน

เรามาปักหมุด สร้างแลนด์มาร์คปิดท้ายทริปนี้กันที่ “สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย” สะพานเหล็กหน้าตาเคร่งขรึมในตำนานที่มีอายุยาวนานหลายสิบปี หากลองคำนวณดูคร่าวๆ แล้ว สะพานแห่งนี้ก็คงจะไม่ต่างอะไรกับคุณปู่คุณตาที่ให้รอลูกหลานผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาทักทายในแต่ละวัน

สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย สะพานที่ใครมาปายแล้วไม่ได้เดินข้ามสะพานก็เหมือนมาไม่ถึง เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสต์ในอดีตแล้ว ที่นี่ยังถือเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของเมืองปายอีกด้วย เหล็กทุกท่อน ไม้ทุกแผ่นจึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิค สวยงามเหนือกาลเวลา และเรื่องราวมากมายจนหลายคนอดใจไม่ไหวต้องโพสท์ท่าชิคๆ เอาไว้อัพรูปอวดเพื่อนให้อิจฉาเล่นว่ามาถึงปายแล้วนะรู้ยัง !

อย่างที่เค้าว่าไว้ว่าเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปไวเสมอนั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยสักนิด เพราะเผลอแว้บเดียว เวลา 4 วัน 3 คืนก็ผ่านไปไวราวกับกระพริบตา แต่กลับทำให้เราเต็มอิ่มไปด้วยความสุข และรู้สึกหลงรัก “แม่ฮ่องสอน” มากขึ้นอีกเยอะ เอาไว้กึ๊ดเติงหาขนาดขึ้นมาใหม่เมื่อไหร่ เราคงได้พบกันใหม่นะ :)