มีคนเคยบอกไว้ว่า 'โลกใบนี้เปรียบเสมือนกับหนังสือ...

และคนที่ออกเดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ คือ คนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้'

ผมก็คิดว่าโลกใบนี้เป็นหนังสือครับ แต่เป็นเล่มที่พิเศษกว่าเล่มไหนๆ เพราะหากเราอ่านหนังสือเล่มเดิมตอนจบก็ยังจบแบบเดิม เนื้อเรื่องก็ดำเนินไปเหมือนครั้งแรกที่อ่าน แต่การออกเดินทางท่องเที่ยวนั้น แม้จะไปเที่ยวในสถานที่เดิมที่เราเคยไปมาแล้ว รายละเอียดต่าง ๆ ของระหว่างทาง ปลายทาง ความรู้สึก หรือแม้แต่บรรยากาศของการท่องเที่ยวย่อมไม่เหมือนครั้งอื่น ๆ แน่นอน


อย่างการเดินทางครั้งนี้ ผมออกเดินทางไป “จังหวัดน่าน” จังหวัดที่ใครๆ ได้สัมผัสก็อยากกลับไปอีก ซึ่งมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ครับ คนเสพติดการท่องเที่ยวแบบผม ถ้าถามว่าจังหวัดที่หลงรักจนอยากกลับไปเป็นครั้ง สอง หรือสาม คำตอบคงเป็น “น่าน” ครับ แต่ไม่ว่าจะออกเดินทางไปเที่ยวครั้งไหนๆ ผมอยากให้ทุกคนพร้อม ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศ เพราะเวลาที่คุณก้าวออกจากบ้าน สิ่งที่คุณอยากรู้สึกคงเป็นความสุขความสนุกที่จะได้ทำตาม Passion แบบไร้กังวล สำหรับผมเลือก FWD คอยดูแล (https://www.fwd.co.th/th/protect/life-insurance/whole-life-extra/) จ่ายไม่แพง แต่คุ้มครองคุ้มมากจริงๆ ครับ


วัดพระธาตุเขาน้อย เห็นวิวสวยมาก
วันแรกที่มาถึงเมืองน่าน ผมไปวัดเยอะ จนเรียกว่าเป็นวันทัวร์วัดเลยก็ได้ ซึ่งวัดแรกที่ผมไป คือ “วัดพระธาตุเขาน้อย” วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาสูง มีจุดชมวิวที่มองเห็นเมืองน่านแบบพาโนราม่า โดยบริเวณจุดชมวิวประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ หันหน้าไปทางเมืองน่าน

น่าน,วัดพระธาตุเขาน้อย

แม้จะเป็นวัดที่อยู่บนภูเขา แต่การเดินทางไม่ได้ลำบากอะไร เราสามารถขับรถขึ้นไปได้ถึงตัววัดด้านบนเลย ถ้าไม่มีรถส่วนตัว หน้าวัดมีบันไดนาคให้เดินขึ้น 303 ขั้นด้วยครับ

พระธาตุเขาน้อย น่าน

หลายๆ คนเลือกมาที่นี่ในช่วงเช้ามืดเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น หรือไม่ก็มาในช่วงพลบค่ำ เพื่อซึมซับบรรยากาศยามเย็น ยืนทอดอารมณ์ชมแสงไฟเรืองรองของเมืองน่าน ...ส่วนผมเลือกมาที่นี่เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น เพราะคิดว่าทุกเมืองมีพระอาทิตย์ขึ้นและตกสวยในแบบของตัวเอง การได้ไปชมนับว่าคุ้มแล้วครับ

พระธาตุเขาน้อย น่าน


ชุธาตุประจำปี เป็นสิริมงคล
“ไปลามาไหว้” คือลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยครับ และมาถึงจังหวัดน่านทั้งที ต้องแวะไปกราบสักการะ “วัดพระธาตุแช่แห้ง” วัดคู่บ้านคู่เมืองกันครับ

วัดพระธาตุแช่แห้ง น่าน

ที่นี่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 3 กิโลเมตร แม้ยังไม่ถึงตัววัด เราก็สามารถมองเห็นพระธาตุได้แต่ไกล เพราะตัวพระธาตุค่อนข้างสูง จนนับเป็นพระธาตุเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในล้านนาเลยครับ พอเข้ามาถึงด้านในวัดก็สะดุดตาเข้ากับป้ายบอกประวัติวัดแห่งนี้ เลยอ่านทำความรู้จักกันสักหน่อย จากการอ่านป้ายของผมได้ข้อมูลว่า ปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นพระอารามหลวง เป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาติ ทั้งในด้านศิลปะกรรมและประวัติศาสตร์ ด้านในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์ด้านซ้าย และสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ.1896 นับได้ว่าที่นี่ผ่านกาลเวลามายาวนานทีเดียวครับ และทุกช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นวัดแห่งนี้ไม่เคยขาดแรงศรัทธาดูได้จากการดูแลซ่อมแซมสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

วัดพระธาตุแช่แห้ง น่าน

นอกจากนี้ ที่นี่เป็นวัดประจำคนเกิดปีเถาะ หรือปีกระต่ายด้วย ซึ่งชาวล้านนาเชื่อว่าการได้ “ชุธาตุ” หรือการได้ไหว้พระธาตุประจำปีเกิดจะเป็นสิริมงคลต่อชีวิตอย่างยิ่ง ใครที่เกิดปีนักษัตรนี้ อย่าลืมหาเวลามากราบพระธาตุแช่แห้งกันสักครั้งนะครับ

วัดพระธาตุแช่แห้ง น่าน

จากวัดพระธาตุแช่แห้ง ผมเดินทางกลับมาในตัวเมืองน่าน ...ขับรถผ่านบ้านเรือน ร้านค้า ตลาด วัด ทำให้ผมคิดว่าการมาเที่ยวเมืองเล็ก ๆ แสนน่ารักแบบนี้ ขับรถคงไม่เหมาะ เช่าจักรยานปั่นชมเมืองน่าจะดีกว่า เลยจัดการไปเช่าจักรยานใกล้ ๆ กับจุดบริการนักท่องเที่ยว ราคาเช่าจักรยานก็ไม่แพงเลยครับ ชั่วโมงละ 30 บาทเท่านั้น ปั่นเล่นได้ทั่วเมือง (ถ้าไม่เหนื่อยซะก่อน) ซึ่งบางจุดในเมืองน่านไม่มีสายไฟ มองแล้วสบายตาสุด ๆ แถมน่านยังได้รับรางวัลเมืองที่สะอาดที่สุดในอาเซียนอีกด้วย

ตัวเมืองน่าน


กระซิบรักที่วัดภูมินทร์
แน่นอนครับว่าผมไม่ได้ปั่นเล่นชมเมืองชิลๆ อย่างเดียวเท่านั้น วันนี้ทัวร์วัดของผมยังไม่จบ ไม่ไกลจากจุดเช่าจักรยาน ผมแวะไปชมภาพกระซิบรักบันลือโลก ที่ “วัดภูมินทร์” บอกเลยว่าใครมาน่านแล้วพลาดที่นี่ คือคุณยังมาไม่ถึงน่านครับ เพราะที่นี่นับว่าเป็นแลนด์มาร์คสำคัญ และคงไม่มีใครไม่รู้จักภาพวาด “ปู่ม่าน ย่าม่าน” ชายหญิงที่กำลังทำท่ากระซิบกันแน่ๆ

วัดภูมินทร์ น่าน

โดยภาพกระซิบรักอันโด่งดังนี้อยู่ในโบสถ์วัดภูมินทร์ เป็นภาพวาดที่ผมเห็นแล้วประทับใจจริงๆ ซึ่งภาพวาดบอกเล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมของคนในอดีตที่ผ่านมากว่าร้อยปีได้ดี ค่อนข้างแปลกแยกจากภาพอื่นๆ ในโบสถ์ มองแล้วเห็นถึงความรักใคร่ของทั้งสองคน แต่มองภาพอย่างเดียว ผมก็ยังไม่เข้าใจเท่าไหร่ครับ โชคดีที่ด้านในโบสถ์มีไกด์ให้ความรู้อยู่ด้วย อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับภาพและวัดสอบถามได้เลย ซึ่งไกด์ก็ให้ข้อมูลผมมาว่า ที่เขาเรียกว่าปู่ม่าน ย่าม่านนั้น คำว่าม่าน คือชาวพม่าครับ และคำว่าปู่ย่าไม่ได้ถึงปู่ตาย่าตายายที่เป็นคนแก่ แต่หมายถึงคนที่แต่งงานแล้ว เลยช่วงวัยรุ่นมาแล้ว และสังเกตดูขาของปู่ม่านดูครับ จะเห็นลวดลายสีดำเหมือนกางเกง จริงๆ แล้วคือรอยสัก บ่งบอกว่าผู้ชายสมัยก่อนต้องสักตั้งแต่เอวไปถึงขาอ่อน เพื่อแสดงความกล้าหาญ ส่วนผู้หญิงต้องทอผ้า เย็บผ้าเป็น ดูได้จากภาพอื่นเราจะเห็นผู้หญิงทอผ้า ปั่นฝ้ายกันด้วยครับ

วัดภูมินทร์ น่าน

นอกจากนี้ลักษณะของโบสถ์ ก็ค่อนข้างแปลกตาไม่เหมือนวัดอื่นๆ ซึ่งไกด์บอกผมว่า โบสถ์แห่งนี้เป็นโบสถ์ทรงจตุรมุขแห่งเดียวในเมืองไทย มีประตูทั้ง 4 ด้าน และไม่ว่าขึ้นประตูจากทางด้านไหน ก็เจอพระพักตร์ของพระพุทธรูปทุกด้านเลยครับ

วัดภูมินทร์ น่าน

ส่วนพญานาคตรงบันไดโบสถ์ ไกด์บอกว่า ถ้าลอดหนึ่งครั้งจะได้กลับมาน่านอีก ถ้าลอดถึงสามครั้งคำขอพรจะเป็นจริง และอาจจะได้เป็นเขยหรือสะใภ้เมืองน่านด้วย ลองลอดกันดูนะครับ

วัดภูมินทร์ น่าน


เช็คอินทางเดินซุ้มลีลาวดี
ก่อนออกจากวัดภูมินทร์ ไกด์แนะนำให้ผมข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามวัด เพื่อไปถ่ายรูปกับซุ้มต้นลีลาวดี ซึ่งเป็นจุดที่มีนักท่องเที่ยวแวะมาถ่ายรูปกันบ่อยๆ แน่นอนครับว่าผมไม่พลาด...ช่วงที่ผมไปกำลังผลิใบ มีใบสีเขียวสดใสเต็มต้น ถึงไม่มีดอก ก็สวยไปอีกแบบครับ

ซุ้มลีลาวดี น่าน


กราบเสาหลักเมือง
ย้อนกลับมาใกล้ๆ กับวัดภูมินทร์ ไปจบทริปทัวร์วัดของผมกันที่ “วัดมิ่งเมือง” กันครับ โดยที่วัดมิ่งเมืองนั้นเป็นที่ตั้งของเสาหลักเมืองด้วยครับ ตัวเสาหลักเมืองเป็นไม้สักขนาดสองคนโอบ ส่วนวัดมิ่งเมือง โบสถ์มีลักษณะเป็นสีขาว ลายปูนปั้นทั้งหลัง คล้ายๆ กับวัดร่องขุ่นที่เชียงราย สวยงามวิจิตรบรรจงจริงๆ ครับ

วัดมิ่งเมือง น่าน


ชิมอาหารเมือง ถนนคนเดิน กาดข่วงเมืองน่าน
หลังจากที่ทัวร์วัดของผมจบลงก็เอาจักรยานไปคืน จากนั้นเดินไปถนนด้านข้างวัดภูมินทร์ ซึ่งช่วงเย็นถนนเส้นนี้ปิดไม่ให้รถทุกชนิดผ่าน เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้ามาตั้งตลาดเปิดเป็นถนนคนเดินครับ

ถนนคนเดิน กาดข่วงเมืองน่าน

แนะนำเลยว่าที่นี่ควรมา ! ของกินเยอะมาก มีทั้งเมนูอาหารเมือง อาหารไทย อาหารญี่ปุ่นยังมีเลยนะ แต่ละอย่างหน้าตาน่าทานมาก ใครมาเดินตอนหิวคงอยากกินหมดทุกร้าน

ถนนคนเดิน กาดข่วงเมืองน่าน

ถนนคนเดิน กาดข่วงเมืองน่าน

ผมชอบถนนคนเดินของที่นี่มากครับ โดยเฉพาะวัฒนธรรมการทานข้าวแบบขันโตกของทางเหนือ ซึ่งหลังจากที่เราซื้อเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องไปยืนทานให้เมื่อยขา ที่นี่เขาจัดที่นั่งแบบขันโตกให้เราที่ข่วงเมืองน่านหน้าวัดภูมินทร์ครับ (ข่วงเมือง แปลว่า ลานกว้างของเมืองครับ) หลังจากที่เที่ยวกันมาทั้งวัน การได้มานั่งล้อมวงทานข้าวชิลๆ แลกเปลี่ยนความคิด พูดคุยกันกับเพื่อน นับเป็นบรรยากาศที่หายากในเมืองหลวงที่แสนวุ่นวายจริงๆ ครับ

ถนนคนเดิน กาดข่วงเมืองน่าน

ถนนคนเดิน กาดข่วงเมืองน่าน


ตีมีด ปักผ้า ทำเก้าอี้ ที่หมู่บ้านเผ่าเมี่ยน

มาน่านทั้งทีไม่ได้จบที่ทัวร์วัดในเมืองแน่นอนครับ ผมเดินทางไปยังอำเภอท่าวังผา เพื่อไปขึ้นดอยสวนยาหลวง แต่ก่อนจะเดินทางขึ้นดอยเราต้องแวะที่ “หมู่บ้านสันเจริญ” เพื่อไปเจอกับไกด์ของเรากันก่อน ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวเผ่าเมี่ยน ชนเผ่าหนึ่งของจังหวัดน่าน ไกด์ที่เรานัดเจอเป็นคนในหมู่บ้านนี่แหละครับ ชื่อว่า “พี่ป่า” ผมไปถึงที่นั่นตั้งแต่เช้า ยังมีเวลาเหลือก่อนขึ้นเขา พี่ป่าแกก็แนะนำให้ผมไปดูชาวบ้านตีมีด ผมก็สงสัยว่าทำไมต้องตีเอง ไม่ซื้อเอาง่ายกว่าเยอะ … คุณลุงตีมีดก็บอกว่ามันแพง เลยต้องซื้อเหล็กอันใหญ่ๆ มาตีเอง ต่างจากวิถีของเราที่ไม่เคยสนใจเลยว่ากว่าจะมาอยู่ในมือเรามันต้องผ่านวิธีการอะไรมาบ้าง ...พอได้มาดูการตีมีดของจริงที่เริ่มจากการเอาเหล็กชิ้นใหญ่มาเผาให้ร้อน แล้วค่อยๆ ตีจนกว่าจะได้ขนาดและรูปต้องการ จากนั้นนำมาลับให้คม กว่าจะได้ใช้ไม่ง่ายเลยครับ

หมุ่บ้านสันเจริญ,ดอยสวนยาหลวง,น่าน

ส่วนผู้หญิงในหมู่บ้านก็จับกลุ่มกันปักผ้าด้วยครับ เพื่อนของผมที่เคยได้เกรด 4 ก.พ.อ. วิชาเย็บปักถักร้อย พอเธอเห็นเขาปักผ้าก็เลยไปขอให้คุณป้า คุณแม่ คุณพี่ชาวเผ่าเมี่ยนช่วยสอน คุณป้าทั้งหลายก็ใจดีสอนให้ครับ ซึ่งหลังจากเรียนเสร็จแล้ว เธอมาเล่าให้ผมฟังว่า การปักของคนที่นี่ละเอียดลออ ลวดลายที่ปักสวยทั้งด้านในและด้านนอก ปักไม่ง่ายเลย สงสัยวิชา ก.พ.อ. ที่เรียนมาคงคืนให้คุณครูหมดแล้ว 5555

บ้านสันเจริญ,น่าน,ดอยสวนยาหลวง

ผมนึกดีใจที่มาถึงที่นี่ในตอนเช้า ทำให้ผมมีเวลาพอที่จะเรียนรู้ทุกอย่างช้าๆ เข้าถึงวิถีชีวิต ตอนนี้ผมเข้าใจถึงคำพูดเท่ๆ ที่หลายคนชอบพูดกันว่า “เสน่ห์ของการเดินทางมักเกิดขึ้นที่ระหว่างทาง” เลยครับ


ดอยสวนยาหลวง ในวันที่รถขึ้นไม่ถึง
ถึงเวลาขึ้นดอยสวนยาหลวง เราต้องนั่งรถ 4WD ของพี่ป่าขึ้นไปครับ เราไม่ควรเอารถตัวเองขึ้นไป เพราะหากไม่รู้จังหวะเร่งเครื่อง ไม่รู้ว่าช่วงไหนต้องขับอย่างไรอาจจะทำให้รถคว่ำได้ครับ ซึ่งระยะแรกที่นั่งรถไปเป็นทางคอนกรีตสบายๆ แต่พอพี่ป่าจอดรถลงมาเอาโซ่ใส่ล้อ แล้วบอกเราว่านั่งระวังด้วย หลังจากนี้ของจริง...เท่านั้นแหละครับ หาที่จับกันให้มั่นเลย เพราะทางขึ้นค่อนข้างสมบุกสมบันเหมือนขับบนดวงจันทร์ และสภาพทางในฤดูฝนแบบนี้เละเทะสุดๆ รถโยกเขย่าไปมาจนรู้สึกเหมือนตับสลับม้าม ม้ามสลับกับกระเพาะเลยทีเดียวครับ

ดอยสวนยาหลวง น่าน

โยกเป็นสายร็อคกันไปได้สักระยะนึง พี่ป่าแกก็จอดรถครับ แต่ผมดูยังไงแล้วก็เหมือนยังไม่ถึงบ้านพักของเราคืนนี้ สรุปพี่ป่าแกลงจากรถมาเฉลยว่า จอดรถเพราะ...แกไปต่อไม่ได้แล้ว ทางขาดก่อนหน้าที่เราจะมาแค่ไม่กี่วัน เพราะงั้นเลยต้องเดินต่อ! ซึ่งระยะทางจากที่จอดรถไปจุดพักคืนนี้ประมาณ 1 กิโลเมตรครับ ไม่ไกลมาก แต่ต้องเดินขึ้นเขาตลอดทาง

ดอยสวนยาหลวงน่าน

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

แม้เหนื่อยจากการเดินขึ้นเขา แถมทางเดินยังขรุขระแบบผิวพระจันทร์ แต่พอมาถึงบ้านพักที่อยู่ท่ามกลางไร่กาแฟของชาวบ้าน ได้วางกระเป๋าลงแล้ว ผมกล้าพูดเลยครับว่า “หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง” เพราะเมื่อได้มาอยู่ตรงนี้ นอกจากวิวสวยๆ จากหน้าระเบียงแล้ว ผมรู้สึกเหมือนได้อยู่ท่ามกลางพื้นที่ที่เป็นส่วนตัว ราวกับได้ค้นพบ Hidden Place ของตัวเอง และนึกดีใจที่สัญญานมือถือมาๆ หายๆ ตามกระแสลม ทำให้ผมตัดใจวางมันลงได้ แล้วดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบข้างแทนครับ

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

อยู่ท่ามกลางสวนกาแฟและบรรยากาศสวยๆ แบบนี้ คิดว่าได้กาแฟร้อนๆ สักแก้วก็คงจะดีไม่น้อย ไม่รู้ว่าพี่ป่าแกได้ยินความคิดของผมหรือเปล่า จัดแจงยกเอาเครื่องบดกาแฟระบบหมุนมือมาให้บดและชงดื่มเองด้วย จังหวะนั้นถ้าคนเรากดเซฟความรู้สึกแล้วกดเพลย์เมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ ผมว่ามันคงดีไม่น้อยเลยครับ

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

ส่วนมื้อเย็นของเราคืนนี้ พี่ป่าโชว์ฝีมือพร้อมยกมาจัดโต๊ะให้เราเรียบร้อยครับ เป็นเมนูง่ายๆ อย่างหมูทอดกรอบ ต้มไก่สมุนไพร หน่อไม้ลวก น้ำพริกกะปิ หน้าตาน่าทานมากส่วนรสชาติก็ดีไม่แพ้หน้าตาเลย

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

ได้ทานอาหารจนอิ่มท้อง ความอิ่มบวกกับอาการเหนื่อยล้าจากการเดิน หนังตาก็เริ่มหย่อนเป็นธรรมดาครับ ผมเลยหลับตั้งแต่ 3 ทุ่ม ตุนแรงเอาไว้เดินเช้าวันถัดมาต่อ

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

เช้าวันนี้ผมตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อเริ่มออกเดินจากที่พักไปยังยอดดอยยาหลวง ซึ่งระยะทางที่เราต้องเดินทั้งหมดประมาณ 4 - 5 กิโลเมตร (ไปกลับก็ 8 กิโลเมตร) ซึ่งการเริ่มออกเดินตั้งแต่เช้าก็ช่วยให้อากาศระหว่างเดินไม่ร้อนเกินไป แถมขึ้นไปทันพระอาทิตย์ขึ้นพอดีอีกด้วยครับ

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

ระหว่างทางที่เดินยังไม่สว่าง เลยต้องอาศัยแสงไฟจากไฟฉายของพี่ป่า พี่แกเดินไปทางไหน เราก็ถือคติ เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ก้าวตามพี่แกไปทุกก้าว ไม่อยากพลาดแล้วเท้าแฉะตั้งแต่เริ่มเดิน เพราะทางแฉะเป็นโคลน บางช่วงมีน้ำขังตามร่องล้อรถเลย
ดอยสวนยาหลวง,น่าน

บรรยากาศที่เราเดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ช่วง 5 นาทีแรก ยังพูดจาหยอกล้อกันได้อยู่ แต่พอ 10 นาทีให้หลัง เสียงคุยเริ่มเงียบ ทุกคนตั้งใจเดินกันสุดๆ และถ้าใครอยากเข้าห้องน้ำด้วย บอกเลยว่าต้องเดินให้ไวขึ้นกว่าเดิม เพราะห้องน้ำห่างจากจุดเริ่มเดินถึง 1 กิโลเมตรทีเดียวครับ แม้จะเดินในช่วงเช้ามืดที่คิดว่าอากาศจะต้องหนาว แต่ไม่นานเสื้อกันหนาวที่ใส่มาในตอนแรกก็ถูกถอดเก็บในกระเป๋าแทน ส่วนกระเป๋าที่คิดว่าไม่หนักมากตอนนี้กลับหนักอึ้ง ไม่รู้ว่าหนักจากของในกระเป๋าหรือหนักความตั้งใจที่จะไปถึงให้ได้กันแน่

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

เดินตอนฟ้ามืด เราก้มมองแต่ทางเดินเพื่อให้ถึงที่หมายเร็วๆ และก้าวไม่พลาด แต่พอฟ้าเริ่มสว่างการเดินของเราก็สนุกขึ้นครับ วิวที่นี่สวยมากเป็นไร่กาแฟสองข้างทาง ยิ่งเดินสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งมองเห็นภูเขากว้างสุดลูกหูลูกตาซ้อนกันอย่างสวยงาม เราเลยแวะถ่ายรูปกับวิวและไร่กาแฟไปตลอดทาง

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

มาถึงจุดเช็คพอยท์แรกคือลานที่มีพระพุทธรูปปางประทานพร แค่ตรงนี้ก็สวยสุดแล้ว มองเห็นทิวเขาและสายหมอก สวยงามจนเพื่อนผมเธอเผลอร้องเพลง “Knock knock knocking on heavens door” ออกมา แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ตรงนี้ครับ เราต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อขึ้นไปยังยอดดอยสวนยาหลวง

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

เข้าใจคำว่า “ใกล้ตา แต่ไกลเท้า” ก็วันนี้แหละครับ ผมยืนจากจุดแรกมองมาเห็นยอดเขาที่เราต้องไปถึงอยู่ใกล้ๆ ก็จริง...แต่เวลาเดินจริงๆ ไม่ได้ใกล้เหมือนที่ตาเห็นเลยครับ นาทีนั้นถึงแม้ว่าจะเหนื่อยสุดๆ เหงื่อออกท่วมร่างแต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่ผมได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง และถึงแม้จะมีทางให้เดินย้อนกลับ แต่ไปถึงตรงนั้นแล้วทางที่ผมเลือกคือไปให้สุดทางครับ

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

และในที่สุดความดื้อด้านไม่ยอมแพ้ของผม ก็พาผมขึ้นไปถึงด้านบนตามที่ตั้งใจไว้ แม้ว่าตอนเดินขึ้นมาเหนื่อยหอบสุดๆ แต่พอมาถึงด้านบนภาพหมอกคลอเคลียยอดเขาสีเขียวขจี สวยงามราวกับอยู่บนสวรรค์ ทำให้เราหายเหนื่อย เพลินกับการถ่ายภาพ เผลอกดถ่ายไปเยอะเลยครับ

ดอยสวนยาหลวง,น่าน

ดอยสวนยาหลวงเป็นดอยที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สองจังหวัด คือจังหวัดน่านและจังหวัดพะเยา ที่น่าแปลกคือที่นี่เหมือนป่าสองฤดู หมอกจะคลอเคลียอยู่ฝั่งทางน่านและไม่ลอยข้ามเขามาฝั่งพะเยาเลยครับ สวยแปลกตาดีมาก นอกจากความงามที่สัมผัสได้ด้วยสองตาแล้ว ขณะที่ยืนอยู่ที่นั้น ผมสามารถหยุดความต้องการอื่นๆ ในชีวิตที่มันแสนจะวุ่นวายได้ทั้งหมด และคิดถึงเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มีความสุขกับสิ่งที่ได้ไปเจอ นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายๆ คนหลงใหลการออกเดินทางแน่นอนครับ


จิบกาแฟชมนาบ้านไทลื้อ
จากอำเภอท่าวังผา ผมออกเดินทางไปยังอำเภอปัว อำเภอเล็กๆ กลางหุบเขาของจังหวัดน่าน แม้จะเป็นอำเภอเล็กๆ แต่ที่ อ.ปัวมีสถานที่สวยๆ รอคอยให้เราไปเยือนเยอะแยะไปหมดเลยครับ หนึ่งในนั้นก็คือ “ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ” ร้านกาแฟวิวทุ่งนาและขุนเขาสีเขียวขจี

ร้านกาแฟบ้านไทลื้อ น่าน

ไฮไลท์ของที่นี่คือการนั่งเล่น ตากลม พักผ่อนสายตาไปกับทุ่งนาสีเขียว ซึ่งตัวร้านก็ออกแบบตกแต่งเป็นสไตล์กระท่อมปลายนา แยกเป็นหลังๆ โดยมีสะพานไม้ไผ่เป็นทางเดินเชื่อมถึงกัน ระหว่างทางเดินมีการนำผ้าทอไทลื้อมาประดับไว้ กลายเป็นมุมยอดฮิตสำหรับสายเซลฟี่เลยครับ

กาแฟบ้านไทลื้อ น่าน

ถ้าถามว่าทำไมผมถึงเสพติดการเดินทาง คงเพราะการออกไปเที่ยวทำให้ผมได้พบความสมบูรณ์แบบที่เรียบง่าย อย่างตอนนี้ที่มีแค่วิวสวยๆ ให้นั่งมองและมีเครื่องดื่มที่เราชอบในมือสักแก้ว แค่นี้ก็เกินพอแล้วครับ


ลองปลูกข้าวเอง ที่โรงเรียนชาวนา
เสน่ห์ของอำเภอปัวคือทุ่งนาสีเขียวที่เราเห็นได้ตลอดสองข้างทางที่ขับรถผ่าน แต่เป้าหมายในการมาอำเภอปัวครั้งนี้ของผมไม่ใช่แค่การมาชมท้องนาแล้วกลับบ้านไปเท่านั้น ผมอยากลองเรียนรู้วิธีการทำนาดูสักครั้งว่ามันจะแค่ ไถ หว่าน ดำ เกี่ยว อย่างที่คิดหรือเปล่า

โรงเรียนชาวนา,น่าน

ถ้าอยากรู้อะไรก็ต้องเรียน ทำนาก็เหมือนกันครับ สำหรับที่อำเภอปัวมี “โรงเรียนชาวนา” ที่เปิดสอนเยาวชนและชาวบ้านที่ต้องการเรียนรู้การทำนา นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่พักสุดชิลท่ามกลางธรรมชาติ เหมาะอย่างยิ่งที่จะมาเรียนรู้และพักผ่อนไปในตัวเลยครับ

โรงเรียนชาวนา,น่าน

มาถึงที่นี่ผมไม่รอช้า เปลี่ยนชุดปลอมตัวเป็นชาวนาลงไปลองทำดูครับ ตอนที่ผมไปพี่ๆ เจ้าหน้าที่กำลังหาปูกันอยู่เลยครับ ซึ่งการหาปูไม่ใช่เอามาทำเป็นอาหารเท่านั้นนะ แต่ปูเป็นศัตรูของข้าว มันจะทำให้ต้นกล้าอ่อนๆ ที่เพิ่งดำพัง บางแปลงหายไปเกือบทั้งแปลงเลย

โรงเรียนชาวนา,น่าน

ผมยกหน้าที่หาปูให้เพื่อนไปครับ ส่วนผมขอลองดำนาดู ไม่ง่ายเลยครับ ไม่ใช่แค่เอาข้าวปักลงไปในโคลนเท่านั้น แต่องศาต้องได้ ข้าวห้ามงอ รากห้ามพับไม่งั้นจะทำให้ต้นอ่อนที่เราปักลงไปไม่ขึ้นครับ นอกจากนี้การดูแลตามขั้นตอนต่างๆ ยังมีอีกเยอะครับ เหมือนเราดูแลเด็กอ่อนเลย มันไม่ใช่แค่การ ไถ หว่านแล้วทิ้งไว้อย่างนั้นพื่อรอเวลาเก็บเกี่ยว แต่ต้องใส่ใจทุกขั้นตอน ...

โรงเรียนชาวนา,น่าน

มาที่นี่นอกจากได้เรียนรู้การทำนาแล้ว เรายังได้เรียนรู้การปั่นฝ้ายและทอผ้าอีกด้วย แน่นอนครับว่าเพื่อนผมที่ได้เกรด 4 ก.พ.อ. เธอไม่พลาดลองทอผ้าด้วยตัวเอง ส่วนผมยืนดูเฉยๆ เพราะคุณยายบอกการทอผ้าคืองานของผู้หญิงครับ

โรงเรียนชาวนา,น่าน

ไม่ว่าจะเป็นการทำนาหรือการทอผ้า...ทุกอย่างต้องใช้เวลา ให้ความใส่ใจ ใช้ประสบการณ์และใช้ความชำนาญ ผมนึกดีใจจริงๆ ครับที่ได้มาลองเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเองและที่นี่ทำให้ผมได้รู้จักกับความสุขที่ได้ใช้เวลาลองทำอะไรใหม่ๆ เรียนรู้อะไรที่ไม่เคยทำด้วยครับ


จากอำเภอปัวผมเดินทางต่อไปยังอำเภอบ่อเกลือ ...ระหว่างทางได้ผ่าน “ถนนลอยฟ้า” หนึ่งในถนนสวยของเมืองไทย สวยและน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้ปลายทางแน่นอนครับ

ถนนลอยฟ้า ปัว บ่อเกลือ จ.น่าน


นั่งฟังน้ำไหล ในน้ำตกสะปัน
ไม่ใช่แค่นาและเขา แต่น่านยังมีที่เที่ยวทางน้ำ อย่าง “น้ำตกสะปัน” ด้วยครับ น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ เราจอดรถด้านหน้าทางเข้า จากนั้นเดินเข้าไปประมาณ 500 เมตร ก็พบกับน้ำตกเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าสีเขียวสุดสดชื่นแห่งนี้ ผมว่าเหมาะสำหรับการมานั่งนิ่งๆ ฟังเสียงน้ำตกไหล ปล่อยให้ความรู้สึกได้ทำความรู้จักธรรมชาติเงียบๆ ไปครับ

น้ำตกสะปัน

ดื่มด่ำความชุ่มฉ่ำอย่างเต็มที่แล้ว เราก็เดินทางออกมาจากน้ำตกสะปัน แล้วขับรถย้อนขึ้นไปนิดนึงตามคำแนะนำของชาวบ้านแถวนั้นที่บอกว่ามีจุดชมวิวสวยซ่อนอยู่...แล้วก็ไม่ ผิดหวังจริงๆ ครับ ภาพตรงหน้าผมคือภูเขาสูงสีเขียวสลับสูงต่ำ สีเขียวอ่อนบ้างเข้มบ้าง แทบไม่น่าเชื่อว่าวิวที่ผมเห็นอยู่ตอนนั้นจะเป็นเมืองไทยเลยล่ะครับ

จุดชมวิวหลังโรงเรียนบ้านสะปัน


ชมหมอก ดอยเสมอดาว

เชื่อผมไหมครับว่าจังหวัดน่านเป็นจังหวัดที่ทำให้คุณตื่นเช้าได้ทุกวัน โดยเฉพาะ “ดอยเสมอดาว” ดอยดูดาวยอดฮิต ในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน ถึงแม้จะเป็นจุดชมดาวสวยชวนให้นั่งดูดาวได้ทั้งคืน แต่ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน คุณก็ต้องตื่นเช้ามาสัมผัสหมอกขาวยามเช้าได้แน่นอน

ดอยเสมอดาว น่าน

ดอยเสมอดาว เป็นดอยยอดฮิตนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมมากางเต็นท์นอนดูดาว ตื่นเช้ามาดูพระอาทิตย์ขึ้น เคล้าสายหมอก แต่น่าเสียดายช่วงที่ผมมาทางอุทยานฯ ไม่อนุญาตให้กางเต็นท์ เลยได้เพียงขึ้นมาเก็บบรรยากาศสายหมอกยามเช้ามาฝากเพื่อนๆ ส่วนดาว สัญญาว่าคราวหน้าจะต้องมากางเต็นท์ชมทะเลดาวที่นี่ให้ได้

ดอยเสมอดาว น่าน

โชคดีที่เมื่อวานฝนเทลงมาทั้งคืน ยามเช้าของดอยเสมอดาวเช้านี้จึงเขียวชอุ่ม สดชื่น มองลงไปจากจุดชมวิวเห็นป่าสีเขียวตัดด้วยแม่น้ำน่านกว้างสุดลูกหูลูกตา ส่วนด้านบนที่ผมยืนอยู่นั้นมีหมอกสีขาวลอยมาปกคลุมทั้งดอย มองเห็นทุกอย่างเลือนลาง จนผมแอบคิดในใจว่า เอ้า ! นี่เรายังฝันอยู่บนที่นอนหรือเปล่านะ ? นอกจากจุดชมวิวแล้ว บนดอยเสมอดาวยังมีสิงห์ด้วยนะ แต่ไม่ใช่เจ้าป่าที่คำรามได้หรอก เป็นผาหัวสิงห์ที่มองแล้วดูคล้ายกับสิงห์กำลังมองชมวิวอยู่เลยครับ

ดอยเสมอดาว น่าน


เสาดินนาน้อย
น่านเป็นจังหวัดที่เที่ยวได้ไม่เบื่อ...และมีที่เที่ยวหลากหลายจริงๆ ครับ สำหรับทริปนี้ก่อนจะโบกมือลา ผมแวะไปเที่ยวที่ “เสาดินนาน้อย” ที่เที่ยวสุดเจ๋งในอำเภอนาน้อย ซึ่งที่นี่มีลักษณะเป็นเสาดินสีส้ม รูปร่างแปลกตา สูงบ้างต่ำบ้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่าเสาดินพวกนี้มีอายุประมาณหมื่นปีและเคยอยู่ใต้ทะเลมาก่อนด้วยครับ

เสาดินนาน้อย

เสาหินพวกนี้มีกฎในการเข้าชมคือห้ามเขียนข้อความ ห้ามเหยียบหรือไต่บนเสา เราเป็นนักท่องเที่ยวแค่ไปถ่ายรูป เก็บภาพสวยๆ อย่าไปทำลายกันเลยนะครับ

เสาดินนาน้อย

เดินชมเสาหินแล้วอดทึ่งไม่ได้จริงๆ เพื่อนๆ คิดเหมือนกันไหมครับว่า ธรรมชาติช่างเป็นศิลปินที่รังสรรค์สิ่งต่างๆ บนโลกนี้ให้สวยงามได้เก่งจริงๆ


น่านทำให้ชีวิตผมสวนทางกับการใช้ชีวิตของคนเราในทุกวันนี้ จากที่เราต้องเร่งจังหวะก้าวเดินบนเส้นทางของชีวิตให้เร็วขึ้น ...เพื่อให้ตามทันโลกและยุคสมัย จากที่เราสนใจเพียงผลลัพธ์และไม่ได้สนใจที่มาที่ไปของสิ่งต่างๆ รอบตัว แต่ที่นี่กลับทำให้ผมมีเวลาพอที่จะลองปลูกข้าวด้วยตัวเอง ลองเรียนรู้การทำมีด การทอผ้า ไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมผมและเพื่อนๆ หลายคนถึงหลงรักน่าน คุณเองถ้ายังไม่เคยมา ก็ลองมาทำความรู้จักน่าน แล้วคุณจะหลงรักความเนิบของน่านครับ