ถึงจะเป็นการไปจีนครั้งที่สอง ก็ยังมีเรื่องตื่นเต้นได้เหมือนเคย เพราะบอกเลยว่าแหล่งท่องเที่ยวเด็ดๆดังๆของแต่ละเมืองไม่เหมือนกันเลยสักนิด โดยเฉพาะ "กวางโจว" ที่ได้ชื่อว่า เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญอันดับ 3 ของจีน รวบรวมเอาแหล่งช้อปปิ้งและสินค้าขึ้นชื่อให้เราเตรียมละลายทรัพย์ตั้งแต่หัวถนนยันท้ายถนนไว้เยอะแยะไปหม๊ดดด แถมทริปนี้เรายังได้ผจญภัยแบบครบทุกรสชาติ บอกได้คำเดียวว่ามันส์จนหยดสุดท้ายแน่นอน !





บ่ายสามโมงตรงเป๊ะ คือเวลานัดรวมพลเตรียมยกโขยงเดอะแก๊งค์เหินฟ้ามุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต เพื่อรอต่อเครื่องไปยังเมืองเป้าหมายอย่าง ก ว า ง โ จ ว


โดยจากภูเก็ตสู่กวางโจว เราเลือกบินตรงสู่ประเทศจีนด้วยสายการบิน Thai Smile Airways ที่เพิ่งจะแกรนด์โอเพ่นนิ่งเปิดเส้นทางบินใหม่มาหมาดๆ ด้วยราคาเบาๆสบายกระเป๋า เริ่มต้นเพียง 3,990 บาทเท่านั้น แถมมีมากถึงสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบินให้เลือกตามความสะดวกทั้งวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์ กับบริการแบบ Full Service อาทิ การเลือกที่นั่ง อาหารบนเครื่อง พร้อมน้ำหนักกระเป๋ามากถึง 20 กิโล  !! ถูกใจคนชอบเที่ยวแบบประหยัดงบค่าตั๋วเครื่องบิน แต่ไปล้มละลายกับอย่างอื่นแบบเราที่ซู้ดดด ><



ที่สำคัญคือเครื่องที่เราบินรอบนี้เป็นเครื่องใหม่ลำใหญ่ ตัวที่นั่งกว้างขวาง นั่งสบาย สมสไตล์แอร์บัส A320-200 มากค่ะ ขึ้นมาจับจองที่นั่งยังได้แถวริมหน้าต่างพอดีอีก รู้สึกว่าตัวเองโชคดีอะไรอย่างงี้ 555555 จัดการล็อคซีทเบลท์ ห่มผ้าให้เรียบร้อย กินของว่างอีกนิดกันหิว คราวนี้ก็พร้อมตีตั๋วนอนยาวปายย





หนีฮ่าวจงกั๋ววววว ~ ย่างเข้าเช้าวันที่ 2 เราก็เดินทางมาถึงสนามบินไป๋หยุน ณ กวางโจว ประเทศจีนโดยสวัสดิภาพแล้วจ้า…. 


" ก ว า ง โ จ ว " เป็นเมืองเอกของมณฑลกวางตุ้งที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของประเทศจีน ที่ตั้งของเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้ง 3 แห่งที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี คือ เซินเจิ้น จู ไห่ และซัวเถา เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีทั้งภูมิหลังประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ผสมผสานกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ทั้งยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งสำคัญที่ขาช้อปทั้งหลายพลาดไม่ได้ และต้องห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด



บินมาแบบข้ามวันข้ามคืนท้องก็เริ่มหิว เราประเดิมเช้าวันแรกกันด้วย เมนูติ่มซำเป็นการเติมพลังสักหน่อย จะได้รู้ว่าติ่มซำต้นตำรับฉบับชาวจีนแท้ๆมันเป็นยังไง 55555 เรียกได้ว่าพอเราหย่อนตัวนั่งปุ้บ พนักงานที่นี่ก็ทยอยเสิร์ฟแบบจัดหนักจัดเต็มปั้บ ซึ่งส่วนใหญ่ก็หน้าตาคล้ายคลึงกับบ้านเรานี่แหละ มีทั้งขนมจีบ ฮะเก๋า กุ้ยช่าย โจ๊ก ปาท่องโก๋ตัวยักษ์ และอีกมากมายให้เลือกทานคู่กับน้ำชาไว้คอยตัดเลี่ยน



พร้อมแล้วก็ลุย !  แวะมาที่ เหลียนฮัวซาน เป็นการเปิดทริป เหลียนฮัวซาน มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า ภูเขาดอกบัว เนื่องจากรายล้อมด้วยยอดเขาและหน้าผาสูงชัน ด้านบนยอดเขามีเจดีย์เหลียนฮัวถ่า (เจดีย์ดอกบัว) ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง สูง 50 เมตร รูปทรงแปดเหลี่ยม เก้าชั้น ตั้งตระหง่านอยู่บนเขาเหลียนฮัวซาน



เดินลัดเลาะสวนดอกไม้ เข้ามาเรื่อยๆจนถึงด้านในก็จะเจอรูปหล่อเจ้าแม่กวนอิมสูง 41 เมตร หล่อด้วยทองเหลืองและทองคำประดิษฐานเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางลานหิน ให้นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไปได้นมัสการขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ยังถือได้ว่าเป็นรูปหล่อเจ้าแม่กวนอิมที่สูงที่สุดองค์หนึ่งในโลกอีกด้วยค่ะ



ไม่ไกลกันประมาณ 100 เมตร ยังมีตำหนักเจ้าแม่กวนอิมพันมือองค์ใหญ่สูง 3 ชั้น ไว้เป็นหอคอยชมวิวเมืองท่า และแม่น้ำกวางโจวแบบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา หรือใครจะยืนถ่ายรูปรับลมเย็นๆก็ชิลไปอีกแบบ



จากเหลียนฮัวซาน บัสพาเรามาต่อกันที่เมืองโบราณ ป้อมปราการหินเก่าแก่ในอดีตที่เคยใช้เป็นสถานที่บัญชาการการรบของประเทศจีนในอดีต มีทั้งทางเดินที่เป็นเขาวงกต กำแพงเมืองที่รายล้อมไปด้วยกำแพงหินสูงใหญ่คล้ายกำแพงเมืองจีน ให้เราสามารถเดินเล่นชมวิวทิวทัศน์ แถมยังเห็นแม่น้ำจากมุมสูงได้ ทั้งนี้ก็เพราะเป็นการป้องกันศัตรูที่จะมารุกรานผ่านทางน้ำนั่นเอง



นอกจากจะเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานแล้ว กวางโจวยังถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ทันสมัยไม่แพ้เซี่ยงไฮ้ หรือปักกิ่งเลยล่ะค่ะ การันตีด้วย Guangzhou Tower 2010 แลนด์มาร์คแห่งใหม่ ที่ได้รับการจัดอันดับความสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจาก Tokyo Sky Tree ที่ญี่ปุ่น กับเจ้าหอคอยสูงเสียดฟ้าสูงถึง 600 เมตร หรือ 1,968 ฟุต โดยมีจุดเด่นที่ใครเห็นเป็นต้องจำได้ คือสัดส่วนโค้งเว้าของอาคารที่ผอมเพรียว จนได้รับชื่อเล่นเก๋ๆว่า ซูเปอร์โมเดล ไปครอบครอง


หลังจากซื้อบัตรราคา 150 หยวนเรียบร้อย เรามารอต่อแถวขึ้นลิฟท์แก้วเพื่อมุ่งหน้าสู่ชั้น 108 โดยช่วงเวลาระหว่างลิฟท์ขึ้นเราก็จะได้เห็นวิวของยอดตึกที่เริ่มไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นความสวยที่สลับกับความเสียวเป็นพักๆ ใครกลัวความสูงก็อาจจะเสียวมากหน่อย 555555 



และในที่สุดลิฟท์ก็พาเรามาหยุดอยู่ที่ชั้น 108 ซึ่งเป็นชั้นยอดนิยมที่เราสามารถเดินเล่นชมวิวได้โดยรอบแบบ 360 องศาผ่านกระจกใส มองลงไปจะเห็นวิวกวางโจวแบบมุมกว้างทั้งเมือง สะพานแขวน แม่น้ำจูเจียง ตึกดีไซน์แปลกตา ตลอดจนบรรดาสนามกีฬาต่างๆ ถ้าอยากรู้ว่าตึกนี้เก๋ขนาดไหนก็จะตอบได้แค่ว่า เก๋ขนาดที่มีคู่รักลงทุนหอบชุดแต่งงานมาถ่ายพรีเวดดิ้งกันด้วยอะคิดดู ! #อิจฉาตาร้อนเว่ออออ



อากาศดีจนยังไม่อยากรีบกลับที่พัก เราเลยแวะมาเดินเล่นกันที่ จตุรัสฮัวเฉิง ศูนย์กลางแห่งใหม่ของเมืองกวางโจว มีพื้นที่กว้างขวางมากถึง 560,000 ตารางเมตร เปรียบได้กับสวนสาธารณะขนาดใหญ่ของชาวกวางโจว ทั้งยังเป็นจตุรัสที่รวบรวมเอาสิ่งก่อสร้างหลายแห่งมาไว้ในที่เดียว อาทิ พิพิธภัณฑ์กวางตุ้ง หอดนตรี หอทีวีที่สูงที่สุดในโลก หอหนังสือกวางโจว และอีกมากมาย



บรรยากาศโดยรอบจึงมีคนทุกเพศทุกวัยออกมาปั่นจักรยาน วิ่งออกกำลังกาย ถ่ายรูปกับตึกกวางโจว ทาวเว่อร์ไว้เป็นที่ระลึกเพียบ ! เพราะจากมุมนี้เราจะสามารถมองเห็นกวางโจว ทาวเว่อร์โดดเด่นเหนือตึกอื่นๆได้อย่างชัดเจน ท่ามกลางสวนดอกไม้นานาพันธุ์ดูสวยงามเพลินตา สดชื่นสมฉายาเมืองแห่งดอกไม้มั่กๆ



ก่อนเข้านอนคืนนี้ ขอแนะนำกิจกรรมที่ต้องห้ามพลาดสำหรับใครที่มาเยือนเมืองกวางโจว นั่นก็คือ การล่องเรือ ชมสีสันแสงสีสวยๆตลอดสองข้างทางของแม่น้ำไข่มุกหรือแม่น้ำจูเจียง แม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับ 3 ของประเทศจีน ความยาวประมาณ 2,000 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง



โดยเราจะล่องผ่านเส้นทางต่างๆของสองฝั่งแม่น้ำที่ปัจจุบันเต็มไปด้วยอาคารสูง โรงแรมหรูหราระดับ 5 ดาว และแหล่งช้อปปิ้งมากมาย รวมไปถึงตึกกวางโจว ทาวเวอร์ แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองกวางโจวในเวลากลางคืนที่จะมีการยิงลำแสงเลเยอร์เป็นเส้นยาวพาดผ่านระหว่างตึกและรอบๆเมือง บอกเลยว่าทั้งสวย แถมบรรยากาศยังชิลมว๊ากกกอีกต่างหาก ให้ 10/10+++ ไปเลยจ้า



ภายในเรือมีให้เลือกนั่ง 3 ชั้นด้วยกัน ทั้งแบบ Indoor และ Outdoor โดยชั้นล่างสุดเปิดเป็นร้านอาหาร ชั้นที่ 2 ใช้เป็นส่วนโชว์การแสดง และชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายเป็นดาดฟ้าเปิดโล่ง ให้นักท่องเที่ยวได้จับจองที่นั่งชมวิวดูสีสันยามค่ำคืน ภายใต้อากาศที่เย็นสบาย และเรือแต่ละลำที่ประดับไฟสวยงามแตกต่างกันไป รวมถึงตึกต่างๆที่บรรยากาศแตกต่างไปจากตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง 




เผลอแว้บเดียวย่างเข้าวันที่ 3 แล้วอะ ไวจริงอะไรจริง ! วันนี้เราเลยต้องหาโอกาสมาเช็คอินที่อนุสาวรีย์ 5 แพะ สัญลักษณ์สำคัญของเมืองกวางโจวกันหน่อย ตลอดทางเดินเรียกได้ว่าร่มรื่นมากๆค่ะ ต้องชื่นชมเลยว่าถึงจะเป็นเมืองใหญ่ แต่กวางโจวก็ยังมีพื้นที่ให้ต้นไม้ และรักษาความเป็นธรรมชาติไว้ได้อย่างดีเยี่ยม 


อนุสาวรีย์ 5 แพะ ตั้งอยู่ภายในสวนสาธารณะเยี่ยซิ่ว มีหินแกะสลักเป็นรูปแพะ 5 ตัว สูง 11 เมตร ตามตำนานเล่าว่ามีเทวดา 5 องค์ สวมเครื่องแต่งกาย 5 สี ขี่แพะ 5 ตัว คาบรวงข้าว 6 รวงลงมาสู่เมืองกวางโจว และได้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่ชาวเมือง พร้อมอวยพรให้บ้านเมืองมีแต่ความอุดมสมบูรณ์ เมื่อสิ้นคำเทวดาก็หายไปและแพะที่ขี่มาก็กลายเป็นหิน 5 ก้อน นักประติมากรรมจึงได้ทำการแกะสลักแพะ 5 ตัวเอาไว้เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่าน และถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรืองของเมืองกวางโจวตลอดมา



สายอีกนิด เราออกเดินทางมาไหว้ขอพรกันที่ วัดไทรหกต้น หรือ วัดลิ่วหรงซื่อ วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง แต่เดิมทางวัดไม่ได้ใช้ชื่อนี้จนมาถึงราชวงศ์ซ่งจึงได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น วัดลิ่วหรงซื่อ โดยกวีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยนั้น ท่านได้มาเที่ยวที่วัดแห่งนี้ เห็นภายในวัดมีต้นหรงอยู่หกต้น จึงหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนตัวอักษร 2 ตัว ว่า ลิ่ว หรง (ลิ่ว แปลว่า หก หรง แปลว่า ต้นไทร) ชาวบ้านจึงพากันเรียกขาดวัดนี้ว่า วัดลิ่วหรงซื่อ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา



วัดลิ่วหรงซื่อแห่งนี้มีเจดีย์ 9 ชั้น สร้างขึ้นมาพร้อมๆกับวัดเพื่อบรรจุพระสารีริกธาตุที่เก่าแก่และสูงกว่าที่อื่น จึงนับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างโบราณที่มีความสูงที่สุดในกวางโจว โดยมีชื่อเรียกเจดีย์นี้ว่า เจดีย์ดอกไม้ เพราะเมื่อแหงนหน้ามองแล้ว เหมือนมองเห็นเป็นดอกไม้ ซึ่งเปรียบหลังคาสีแดงของเจดีย์เป็นลอนโค้งเป็นกลีบดอก ส่วนยอดของเจดีย์เป็นเกสรนั่นเอง




ประเทศจีนนี่เป็นประเทศที่มีสวนและอุทยานประวัติศาสตร์เยอะจริงๆ เพราะไม่ทันไรเราก็มาถึง สวนอุทยานเป่าม่อ กันอีกแล้ว สำหรับสวนอุทยานเป่าม่อ มีอีกชื่อหนึ่งว่าสวนเปาบุ้นจิ้น ว่ากันว่าในอดีตเคยเป็นสถานที่พักหย่อนหย่อนใจประจำเมืองของท่านเปา แต่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นสวนสาธรณะและพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสิ่งของล้ำค่ามากมาย 



รวมถึงกิจกรรมสุดฮิตอย่างการให้อาหารปลาคาร์ฟสวยงามกว่า 20,000 ตัว ! การเดินเล่นข้ามสะพานมังกรแกะสลัก ชมบรรยากาศยามเย็นที่พระอาทิตย์จะสะท้อนกับผิวน้ำ อาบไล้ตัวพระราชวังจนกลายเป็นสีทองอร่าม ดูงดงามราวกับภาพวาดจากจิตรกรเอกเลยทีเดียว เราใช้เวลาซึมซับกับอารยธรรมและพักผ่อนที่นี่กันอยู่พักใหญ่ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยังเป้าหมายอื่นกันต่อ



สมัยเด็กๆหลายคนคงเคยได้ยินคำว่ากายกรรมกวางเจา ใช่มั้ยคะ ? บอกเลยว่าที่เมืองกวางโจวแห่งนี้แหละ คือต้นกำเนิดของกายกรรมอันโด่งดังไปทั่วโลกเหล่านั้น แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันกายกรรมกวางเจา ถูกโยกย้ายไปยังที่อื่นแทนซะแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะตอนนี้เค้ามี Chiemlong International Circus คณะละครสัตว์ชื่อดังที่กลายมาเป็นจุดขายอีกหนึ่งอย่างของกวางโจวด้วยเหมือนกัน



Chiemlong International Circus เป็นการผสมผสานระหว่างความงดงามของกายกรรมจีนและละคร Circus ของฝั่งตะวันตกได้อย่างน่าทึ่งและลงตัว ไหนจะเอฟเฟคต์อย่างแสง สี แสงที่มีความอลังการจนดูไปอ้าปากค้างจนเกือบลืมหายใจมีทั้งการเอาสิงโต เสือขาว หมี ฮิปโปมาทำการแสดงโชว์ร่วมกับนักแสดงอื่นเป็นพักๆ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งโปรแกรมที่น่าตื่นตาตื่นใจจนอยากให้ทุกคนได้มีโอกาสมาลองสัมผัสด้วยตัวเองดูสักครั้งจริงๆค่ะ มันดีงามเหนือความคาดหมายเรามาก สนุกจนต้องปรบมือให้ดังๆ





ทริปยังไม่จบถือว่าเรายังไม่หมดแรงนาจา วันสุดท้ายแบบนี้ต้องรีบออกจากโรงแรมให้ไว เราจะไปนั่งกระเช้าขึ้นสู่จุดชมวิวที่สวยที่สุดของเมืองกัน...


ไป๋หยุนซาน ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกวางโจว มียอดเขาทั้งหมดกว่า 30 ยอด กินพื้นที่ 20.98 ตารางกิโลเมตร เมื่อใดที่ฝนตกจะมีเมฆและหมอกลอยวนอยู่รอบๆภูเขา จึงได้รับการขนานนามอีกชื่อหนึ่งว่า ภูเขาไป๋หยุน ที่มีความหมายว่า ภูเขาเมฆาขาว ถือเป็นภูเขาอีกหนึ่งลูกที่มีความสำคัญและสวยงามถึงขนาดได้รางวัลการันตีระดับ 5A มาแล้ว 




บนภูเขามีหนทางหลายสาย ตลอดจนทิวทัศน์อันงดงามแตกต่างกันไปหลายแห่ง และสถานที่ท่องเที่ยวกระจายอยู่ทั่วไป มีจุดชมวิวแบบพาโนราม่าที่เห็นเมืองกวางโจว และอาคารน้อยใหญ่ได้แบบไม่มีอะไรมาบดบัง นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารและเครื่องดื่มไว้บริการที่ด้านบนอีกด้วย



มาถึงแหล่งเศรษฐกิจทั้งทีจะไม่ได้ช้อปปิ้งละลายทรัพย์เลยก็ยังไงอยู่ เหมือนว่าจะมาไม่ถึง...อย่างน้อยมันก็ต้องมีของติดไม้ติดมือกลับบ้านบ้างล่ะน่า สถานที่ต่อมาของวันนี้เราเลยกระเตงชาวแก๊งค์มาอุดหนุนเศรษฐกิจของชาวกวางโจวกันที่


ถนนคนเดินซั่งเซี่ยจิ่ว ถนนสายโบราณที่ในอดีตเคยใช้เชื่อมไปยังท่าเรือมาก่อน แต่ตอนนี้กลายมาเป็นถนนคนเดินชื่อดังของเมือง คล้ายๆกับย่าน Old Town เก่าแก่หลายๆแห่งในประเทศจีน สองข้างทางจึงเต็มไปด้วยร้านรวงต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านของเก่า ร้านของกิน ตลอดจนร้านเสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า เสื้อผ้า นาฬิกาก็มีให้ช้อปอย่างหลากหลาย เข้าร้านนู้น ออกร้านนี้ รู้ตัวอีกทีสองมือของเราก็เต็มไปด้วยถุงจนถือแทบไม่ไหวแล้วจ้า 5555555 



แต่นอกจากจะเป็นย่านช้อปปิ้งแล้วถนนคนเดินซั่งเซี่ยจิ่วยังเป็นถนนที่เต็มไปด้วยกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชาวท้องถิ่นที่วันดีคืนดีก็อาจจะมีผู้คนมาเปิดหมวกทำการแสดง รวมถึงประติมากรรมเก๋ๆต่างๆก็มีวางประดับให้นักท่องเที่ยวได้มาแอคท่าถ่ายรูปกันตลอดเส้นทาง เป็นถนนที่เดินแล้วเพลินสุดๆจนแทบลืมเวลาไปเลย ถ่ายรูปก็สวย ของก็ถูกชนิดที่ลด แลก แจกแถมกันแบบจัดเต็ม โอ้ยยย~ ให้เดินสัก 4 ชั่วโมงก็ยอมมม <3



หรือถ้าใครยังช้อปไม่สะใจแบบขี้เกียจจะกลับไปแลกเงิน จากซั่งเซี่ยจิ่วยังมีอีกหนึ่งถนนให้เราตามไปเก็บ นั่นคือ ถนนคนเดินเป่ยจิงลู่ ถนนสายแบรนด์เนมที่ใครรักการช้อปแบรนด์ดังระดับโลกต้องมาล้มละลายส่งท้ายก่อนกลับบ้านกันทุกราย เพราะที่นี่เปรียบเสมือนศูนย์กลางของแบรนด์ที่เราคุ้นเคยมากมาย เลยทำให้ย่านนี้จะมีหนุ่มสาวมาเดินเล่นพบปะกันพลุกพล่านหน่อย ให้อารมณ์คล้ายๆกับสยามสแควร์บ้านเรา


อ้อ ! ถ้าเจอซุ้มที่คนมุงเยอะๆ ก็ไม่ต้องแปลกใจไปนะคะ มันคือซุ้ม Lotto หรือล็อตเตอรี่นี่แหละ ใบละ 10 หยวนเท่านั้น (ประมาณ50บาท) เป็นอะไรที่ดึงดูดใจเรากับเพื่อนมาก เลยจัดมาคนละใบ 2 ใบ ขูดๆลุ้นๆเอามันส์ เผื่อว่าจะถูกรางวัลใหญ่กับเค้าบ้าง จะได้เหมาเครื่องบินทั้งลำบินกลับบ้านกันไปเลย แต่ก็ไม่ถูกไง 555555  






ในเวลาตี 1 กว่า เราก็แพ็คกระเป๋าโบกมือลากวางโจวยัดของฝากทุกสรรพสิ่งที่ได้มาลงกระเป๋าเดินทางที่ได้น้ำหนักมากถึง 20 กิโลแบบชิลๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติภูเก็ต เตรียมตัวกลับบ้านกัน 
 


สุดท้ายแล้ว...สำหรับทริปนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นการไปจีนที่เหนือความคาดหมายเรามาก ทั้งบ้านเมือง ผู้คน อาหาร และห้องน้ำที่หลายคนหวาดกลัว แต่กวางโจวก็เปลี่ยนความคิดเชยๆของเราไปอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญยังได้ความประทับใจกลับมาอีกเพียบ ! เอาเป็นว่าคราวหน้าต้องลองไปสำรวจเมืองอื่นของจีนบ้างแล้วล่ะ ส่วนตอนนี้คงได้เวลาที่จะเอ่ยคำว่าไจ้เจี้ยนน้าา :)




เรื่องและภาพโดย ชิไปไหน

ขอบคุณผู้สนับสนุนการเดินทางและทริปดีๆ

สายการบิน Thai Smile Airways


Line ID : @Chillpainai ผู้ช่วยส่วนตัวเรื่องท่องเที่ยว หาข้อมูลเที่ยวได้ 24 ชั่วโมง

แค่พิมพ์ชื่อเมืองเช่น หัวหิน พัทยา เชียงใหม่ ก็ได้ข้อมูลทันที