ทริปนี้เรียกได้ว่าไปเที่ยวนานจนอาจลืมอากาศเมืองไทยไปเลย เพราะช่วงที่เราไปคือช่วงฤดูใบไม้ร่วงหรือใบไม้เปลี่ยนสี อากาศช่วงนี้เลยเริ่มหนาวแล้ว ฟินๆ กันไป ตามไปดูอีกมุมมองหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นกพร้อมๆ กันค่ะ

จากกรุงเทพฯ เราบินลัดฟ้าไปกับการบินไทย (Thai Airways) ไปลงที่สนามบินฮาเนะดะ ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 22.45 น. ถึงประเทศญี่ปุ่น 7.00 น. ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง นอนเก็บแรงบนเครื่องเอาไว้เยอะๆ เพราะเช้ามาเราต้องพร้อมออกลุย!


DAY 1

Sado Island, Niigata  (เกาะซาโดะ จังหวัดนีงาตะ)

หลังจากแลนด์ดิ้งสู่ประเทศญี่ปุ่น เราต้องเดินทางไปจังหวัดนีงาตะกันเลย ขึ้นชิงกันเซนจากสถานีโตเกียวมาที่จังหวัดนีงาตะด้วย Joetsu Shikansen จากตัวจังหวัดนีงาตะ เรานั่งเรือเร็ว Jetfoil มาที่เกาะซาโดะ พอมาถึงเกาะซาโดะแล้ว ก็ไปที่กินข้าวก่อนเลยหิวมากก

เกาะซาโดะ จ.นีงาตะ ถือเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศญี่ปุ่นเลยค่ะ ใหญ่กว่าโตเกียว 1.5 เท่าเลยค่ะ ถึงเป็นเกาะใหญ่แต่ประชากรน้อย จึงทำให้เกาะนี้ดูสงบ ไม่วุ่นวายเท่าไร

Yosabei Hiruma Cafe (คาเฟ่บ้านพักเกษตรกร) 

คาเฟ่บ้านพักเกษตรกร Yosabei Hiruma Cafe ฟาร์มสเตย์ที่อาหารอร่อยมาก ที่นี่เหมือนเป็นบ้านพักเกษตรกร ที่เปิดเป็นคาเฟ่และฟาร์มสเตย์ ปลูกผักกินเอง เก็บผลผลิตมาปรุงอาหารในครัวแบบสดๆ จากต้น ซึ่งที่คาเฟ่ก็มีเปิดบริการเมนูข้าวแกงกะหรี่ กาแฟและขนม ให้นักท่องเที่ยวที่แวะมาได้ลองทานกัน

นอกจากเปิดเป็นคาเฟ่เล็กๆ แล้ว ยังเปิดเป็นเกสต์เฮ้าส์ด้วย พักได้ 1-6 คนเลยค่ะ ห้องนี้พักได้สูงสุดถึง 4 คน ถ้ามา 2 คน เค้าคิดคนละ 7,000 เยน ถ้ามาคนเดียวคิด 8,000 เยน ราคารวมอาหารเช้าแล้ว ห้องพักน่ารัก อารมณ์แบบเกสต์เฮ้าส์สไตล์ญี่ปุ่นๆ เลย มีทีวี โซฟาให้พร้อม


ข้าวกลางวันมื้อแรกของทริปเป็นแกงกะหรี่เนื้อวัวสไลด์ใบกระเพรา เสิร์ฟพร้อมข้าวประจำจังหวัด “โคะชิฮิคาริ” ร้อนๆ คือเรียกได้ว่าอร่อยโครตๆ เลย ข้าวโคะชิฮิคาริอร่อยมากๆ อร่อยแบบเอ้อไม่เหมือนที่อื่น เข้าใจเลยว่าทำไมคนที่นี่ถึงคอนเฟิร์มหนักหนาว่าข้าวเมืองเค้าอร่อย แถมผักที่เคียงข้างจานมายังอร่อยสุดๆ สด ใหม่ หวาน เพราะเค้าเก็บมาจากสวนเลย

 

คาเฟ่ : เปิดอังคารและพุธ 11.00 - 15.15 น.  

เกสต์เฮ้าส์ : เปิดทุกวัน

 

Sadokinsan (Sado Gold Mine)

อิ่มท้องกันแล้วเราเดินทางไปเหมืองทอง Sado Gold Mine ที่เมื่อเราเดินเข้าไปในอุโมงค์ด้านในอุณหภูมิจะคงที่อยู่ที่ประมาณ 10 องศา เรียกได้ว่าใส่เสื้อกันหนาวพร้อม ที่นี่สมัยก่อนเป็นเหมืองทองที่เจริญรุ่งเรืองมากๆ ด้านในยังคงสภาพและจำลองเหมืองเก่าไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ดู แถมมีหุ่นจำลองคนขุดเหมืองสมัยนั้นด้วย สมจริงสุดๆ ด้านในมีอุโมงค์เล็กอุโมงค์น้อยเต็มไปหมด คดเคี้ยววนไปมารวมแล้วระยะทางกว่า 400 กิโลเลยนะ


อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ไกลจากกัน เราขอตั้งชื่อให้ว่าภูเขารูปหัวใจ เพราะด้านบนที่เว้าแหว่งเข้าไปนั้นเป็นฝีมือของมนุษย์ค่ะ ขุดเจาะเพื่อหาทอง ขุดจนภูเขาแหว่งเลย ตอนแรกเราก็คิดว่าเป็นเพราะธรรมชาติสร้าง ฮ่าๆ


Bugyousho de Sweet (ร้านขนมหน้าพิพิธภัณฑ์ทำการราชการสมัยก่อน)

หลังจากเดินหนาวๆ ในอุโมงค์ขุดทองเสร็จ เราก็ขอไปจิบชาร้อนๆ ทานขนมอร่อยๆ กันที่ Bugyousho de sweet ร้านขนมหน้าพิพิธภัณฑ์ทำราชการสมัยก่อน ได้นั่งชมอาคารเก่าแก่ เราสามารถเข้าไปดูได้ แล้วก็มีขนมและชาให้ได้พักเบรกเบาๆ ทานขนมไปเพลินๆ แถมอากาศก็เย็นสบาย เรียกได้ว่าไปนั่งพักเหนื่อยเลยค่ะ

Senkaku Bay (ล่องเรือท้องกระจกชมวิว)

เดินทางกันต่อไปพักสายตากับวิวสวยๆ นั่งเรือเล่นกันหน่อย ที่นี่เราจะไปนั่งเรือที่มีกระจกใสด้านล่างเพื่อล่องไปดูโขดหินต่างๆ 

Sado Hotel Azuma Yubaetei Kaiyotei (โรงแรมแบบเรียงกังติดริมทะเล)

เที่ยวจนหมดวัน ก็ได้เวลาเช็คอินเข้าโรงแรมกันแล้ว คืนนี้เรานอนที่  Sado Hotels Azuma Yubaetei Kaiyotei เป็นโรงแรมแบบเรียวกัง ห้องพักสไตล์ญี่ปุ่นนอนเบาะฟุตง ห้องตกแต่งเป็นแบบญี่ปุ่นสวยงาม มีเสื่อทาทามิปูเรียบร้อย ดีงามมาก ติดที่ต้องนอนคนเดียวนี่แหละ เราไม่ชอบนอนคนเดียว กลัว!

ห้องนอนเป็นเบาะฟุตง เห็นแบบนี้นอนสบายมากกก


DAY 2

Kitazawa Fuyusenkojo Remains (โรงงานร้าง ฉากในการ์ตูนเรื่อง Raputa)

วันที่สองนี้เราออกเดินทางไปที่ Kitazawa Fuyusenkojo Remains เป็นที่แรก ที่นี่แต่ก่อนเป็นโรงงานเหมืองทองแดง แต่ในภายหลังชาวบ้านหันมาทำเหมืองทองกันเยอะ ก็เลยเลิกทำเหมืองทองแดงไปขุดทองแทน

ปัจจุบันเลยกลายเป็นซากโรงงานร้างที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนมาถ่ายรูปเล่น ชมความยิ่งใหญ่อลังการกัน ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้เป็น inspiration กลายเป็นฉากในการ์ตูนเรื่อง Raputa ของสตูดิโอ Gibli อีกด้วย

Shukunegi (หมู่บ้านช่างต่อเรือ)

จากนั้นเราก็ไปเดินเล่นที่หมู่บ้าน Funadaiku หมู่บ้านช่างต่ออยู่ติดริมทะเล เป็นหมู่บ้านเล็กๆ น่ารักมากๆ เราชอบเดินดูบ้านดูเมืองอยู่แล้วเลยค่อนข้างสนใจเป็นพิเศษ

บ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ มีธารน้ำเล็กๆ ไหลผ่านด้านหน้าด้วย บ้านคนญี่ปุ่นน่ารักมากๆ ค่ะ แอบมีกิมมิคเล็กๆ น้อยๆ ตลอด อย่างมุมกระถางต้นไม้หน้าบ้าน ต้นตีนตุ๊กแกที่เลื้อยบนกำแพงไม้ข้างบ้าน มันดูวินเทจสุดๆ ถ่ายรูปเพลินเลยค่ะ

มุมนี้เป็นมุมยอดฮิตที่ถ่ายรูปสวยที่สุด ใครสายถ่ายรูปห้ามพลาดเลยค่ะ ยืนยังไงก็ถ่ายออกมาสวย

Yashima Kyojima (กิจกรรมพายเรือกะละมัง Taraibune)

มาถึงกิจกรรมต่อไปเรียกได้ว่าแอบตั้งตารอตั้งแต่เริ่มทริป เพราะเราจะไปพายเรือกะละมัง Taraibune ที่ทำมาจากถังหมักมิโซะ แล้วนำมาดัดแปลงให้กลายเป็นเรือเพื่อใช้ในการเก็บหอยในทะเลละแวกนั้น เรือธรรมดาไม่สามารถนำเข้าไปได้ เลยต้องทำให้เป็นรูปทรงกะละมัง ซึ่งที่นี่เป็นวงรีต่างจากที่อื่นที่เป็นทรงกลม 

แต่โชคดีที่เราไม่ต้องพายเองค่ะ เพราะเค้าบอกว่ามันพายยากมาก ใครสามารถพายตรงๆ ได้ในระยะทางที่กำหนดมีใบรับรองให้ด้วยนะ แสดงว่ายากจริง แต่คุณป้าพายได้ชิลมาก ท้องเรือเป็นกระจกใสให้มองเห็นวิวใต้น้ำด้วย น้ำใสสะอาดมาก มีหอยเม่น ปลาเล็กปลาน้อย และสาหร่ายเต็มไปหมด



DAY 3

Northern Culture Museum (คฤหาสน์ชาวนาผู้มั่งคั่ง)

แป้ปๆ การเดินทางของเราก็มาถึงวันที่ 3 แล้ว เรียกได้ว่าเร็วมากๆ วันนี้เราแวะไปชมความอลังการกับคฤหาสน์ชาวนาผู้มั่งคั่งเป็นที่แรกค่ะ

Northern Culture Museum ดูจากชื่อแล้วมันต้องดูเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอะไรภาคเหนือๆ แน่เลย ปรากฎว่าไม่ใช่ ที่นี่เป็นบ้านชาวนาเก่าที่รวยมากกก (ก ไก่ล้านตัว) ชื่อว่าคุณอิโตะ มิวเซียมที่มีการนำเอาบ้านคนมาทำเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของญี่ปุ่น อยู่บนพื้นที่กว่า 18 ไร่ จำนวน 65 ห้อง ใช้เวลาถึง 8 ปีในการสร้าง อาคารเป็นไม้ทั้งหลัง มีความแข็งแรงทนทาน 

คุณอิโตะเป็นชาวนาผู้ใจดีค่ะ สร้างงานให้แก่ชาวบ้านผู้ยากไร้ในสมัยก่อน ในทุกๆ วันจะมีชาวบ้านเข้ามาทำงานในคฤหาสน์คุณอิโต ได้ค่าแรง แถมมีข้าวให้กิน 3 มื้อ วันหนึ่งหุงข้าวตก 60 กิโลเลยค่ะ เยอะมาก แต่ก็ไม่ต้องไปซื้อหาจากไหน เพราะคุณอิโตะเป็นชาวนานั่นเอง 

เดินชมไปคุณเจ้าหน้าที่ก็เล่าเรื่องราวความเป็นมาให้เราฟังไปเพลินๆ เห็นเค้าบอกว้าคฤหาสน์หลังนี้เกือบโดนเผาแล้วค่ะ ตอนสงครามโลก ทหารฝรั่งมาเจอบ้านหลังนี้แต่ด้วยความสวยงามประกอบกับสวนญี่ปุ่นที่ถูกเนรมิตมาอย่างปราณีต เค้าจึงรู้สึกว่าบ้านคุณไม่ควรค่าแก่การทำลาย มันควรอยู่ต่อให้คนรุ่นหลังดู จึงไม่มีการทำลายบ้านหลังนี้ทิ้งถึงแม้จะอยู่ในช่วงสงครามตอนนั้น ภายหลังเห็นเจ้าหน้าที่บอกว่าทหารฝรั่งเศสเป็นเพื่อนสมัยเรียนนอกของคุณอิโตะด้วย ถือว่าโชคดีมากๆ 

ภายในมีจุดถ่ายรูปที่เรียกว่า “โถง100เสื่อ” สวยงามสุดๆ ร่มรื่นไปด้วยสวนสไตล์ญี่ปุ่น และการตกแต่งบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ยิ่งมาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่จะสวยงามสุดๆ 

ที่นี่มีไกด์พูดภาษาอังกฤษได้ประจำให้เราด้วยค่ะ ถ้าต้องการก็บอกเขาได้

พิกัด : Niigata, Konan-Ku, Somi 2-15-25

เปิดทำการทุกวัน : เมษายน-พฤศจิกายน 09:00 - 17:00 น.

ธันวาคม - มีนาคม 09:00 - 16:30 น.

การเดินทาง : 

รถแท็กซี่หน้าสถานีรถไฟ

: จากสถานี JR Niitsu ประมาณ 10 นาที

: จากสถานี JR Niigata ประมาณ 20 นาที

รถบัส

: จากท่ารถ Bandai City Bus Center ลงป้าย Kamisomi Hakubutsukan-mae ประมาณ 40 นาที

รถยนต์

: จากทางด่วน Banetsu ทางออก Niitsu IC ประมาณ 4 กิโลเมตร 5 นาที


Fruit Land Shirone Grape Garden (เก็บองุ่นที่สวนสดๆ จากต้น)

เสร็จแล้วเราก็ไปเก็บองุ่นและกินบาร์บีคิวกันที่ Fruit Land Shirone Grape Garden สวนองุ่นแบบกึ่งเอาท์ดอร์ที่ด้านล่างเป็นโต๊ะนั่งทานบาร์บีคิว ส่วนด้านบนเป็นระแนงไม้ปลูกองุ่นที่เราสามารถตัดเก็บมาทานได้เลย

มีองุ่นหลายพันธุ์ให้ลองกิน ถ้าจะเก็บองุ่นก็มีคอร์สนี้เลยเรียกได้ว่าคุ้มค่า จ่าย 1100 เยน สามารถเก็บองุ่นได้ 1 พวง ไอติมเจลาโต้ 1 ถ้วย ชิมองุ่น 1 จาน 

แต่เราจัดเต็มเพราะเราแวะมากินบาร์บีคิวเป็นมื้อเที่ยงด้วย จ่ายเพิ่มอีกแค่คนละ 1600 เยนเท่านั้นเอง ไม่แพงเลย เค้าจัดเซ็ตบาร์บีคิวมาให้ถาดเบอเร่อเลย ใน 1 ชุดมี ผัก เนื้อหมูสไลด์ เบคอน เนื้อแกะ เห็ด ปิ้งเองฟินเอง แถมน้ำจิ้มอร่อยมาก มีข้าวและซุปมิโซะให้ มื้อนี้เราชอบมาก อร่อยง่ะ บรรยากาศมันก็จะฟินๆ กินบาร์บีคิวใต้สวนองุ่น

ไอติมเจลาโต้ที่นี่อร่อยมากกก ฮือ เราได้ลองรสฟักทอง รสองุ่นแดง รสข้าวโคชิฮิคาริ และรสลูกฟิกหรือมะเดื่อฝรั่ง ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดนีงาตะ เราโหวตให้รสลูกฟิกอร่อยที่สุด อมเปรี้ยวอมหวาน สดชื่นดีค่ะ

Echigo Tumari Art Field Matsudai (งานแสดงศิลปะกลางสวน)

มิวเซียมที่ญี่ปุ่นเค้าบอกว่าน่าสนใจมาก จากคำบอกเล่าของเพื่อนๆ วันนี้เรามีโอกาสมาสัมผัสด้วยตัวเองแล้ว แถมไม่ใช่มิวเซียมธรรมดานะ แต่เค้าจัดแสดงผลงานศิลปะกันกลางทุ่งและในอาคารเลย

แค่บรรยากาศก็ชนะขาด อีกหนึ่งจุดเช็คอินสำหรับคนรักงานศิลป์กับ "Echigo-Tsumari Art Field" อยู่ในเมืองมัทสึได จังหวัดนีงาตะ พื้นที่รวมเอาผลงานศิลปะ งานอาร์ตต่างๆ มาไว้กลางธรรมชาติ เป็นเหมือนมิวเซียมเกษตรกรรม ที่เพื่อนๆ จะได้เดินเสพย์งานศิลป์พร้อมสูดอากาศดีๆ ไปพร้อมกัน

ที่นี่แบ่งเป็น 2 โซนคือ โซนเอาท์ดอร์และโซนมิวเซียม แถมยังมีผลงานชิ้นโปรดของคุณป้า Kusama Yayoi อีกด้วย 3 ปีมีครั้งนะจ้ะ แต่ผลงานเก่าๆ ก็ยังคงอยู่ให้นักท่องเที่ยวได้มาชมกัน ภายในมิวเซียมก็มีห้องน่าสนใจให้ไปสัมผัสไม่ว่าจะเป็น Lecture Room ที่สามารถขีดเขียนอะไรที่ไหนก็ได้ทั่วห้อง The Rice Field หนังสือภาพบนอากาศ

ถัดจากที่แรกไม่ไกลกันมากนัก เราก็มาเช็คอินกับอีกหนึ่งมิวเซียมสุดเจ๋ง ถูกแปลงมาจากโรงเรียนที่ไม่มีเด็กนักเรียนแถวนั้น เนรมิตให้กลายมาเป็นมิวเซียมสุดเฟี้ยว มาในธีม “โรงเรียนของเราจะไม่ว่างเปล่า’ เป็นเรื่องราวของโรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนแล้ว แต่มีนักเรียน(ปลอมๆ) มีหุ่นนักเรียน 3 คน ทำจากไม้ ดูอาร์ตๆ ดี โดยจำลองห้องเรียนของเด็กซนที่อยากออกไปเจอโลกภายนอก แต่ด้านนก็มีมุมน่ารักๆ แอบซ่อนไว้ตลอดทาง ขนาดปีศาจยังน่ารักเลย คล้ายๆ โรงเรียนหลอน ฮ่าๆ

การเดินทาง : รถไฟ Joetsu Line จาก Echigoyuzawa > เปลี่ยนรถ Hokuhoku Line > Matsudai Station (860 เยน)

ใช้เวลาเดินทาง : ประมาณ 45 นาที

ค่าเข้า : 600 เยน ประมาณ 180 บาท

website : http://www.echigo-tsumari.jp/eng


สำหรับที่พักวันนี้เรียกได้ว่าต้องขับรถขึ้นเขาประมาณชั่วโมงกว่าๆ เลย กับที่พักสวย Madaraokogen Hotel บนเขาสูงกว่า 1200 เมตร อากาศหนาวมาก ประมาณ 7 องศา ได้ ที่นี่เป็นรีสอร์ทสกีที่หน้าหนาวจะคึกคักสุดๆ


DAY 4

ร้านขนม Patisserie Hirano (ร้านขนมสไตล์ตะวันตกร้านดังแห่งเมืองอียามะ)

หลังจากหลับสบายตลอดทั้งคืน วันนี้เรามาแวะฟินกับร้านขนมสไตล์ตะวันตกร้านดังแห่งเมืองอียามะ ป็อปไม่ป็อปเราเข้าไปแค่แป็บเดียวกว่าจะแทรกตัวไปสั่งเมนูได้เรียกว่าปาดเหงื่อ แต่มันคุ้มค่าแก่การรอคอยมากๆ ค่ะ เพราะเค้กที่นี่สดใหม่ อร่อย หวานกำลังดี เราเลือกเมนูที่เป็น Best Seller มาลองกัน ได้แก่ เค้กลูกแพร ช้อตเค้กองุ่นเขียว เครปแยมโรล อร่อยดีค่ะ ไม่หวานมาก แถมสดใหม่ทานแล้วรู้สึกได้

Togari Onsen Penticton  (ข้าวแกงกะหรี่ย่าง)

มื้อเที่ยงเราไปฝากท้องกันที่ร้านเด็ดร้านดังอีกหนึ่งร้านเป็นข้าวแกงกะหรี่ย่าง ที่ต้องขับรถขึ้นเนินไปประมาณ 30 นาทีได้ โหดจริง เรื่องกินเราทำได้ทุกอย่าง 

แต่วิวสองข้างทางเป็นทุ่งนาและเขาก็เลยทำให้ไม่น่าเบื่อค่ะ ชิลซะมากกว่า แต่….สักพักโทรศัพท์เราก็ดังขึ้นพร้อมกันเป็น Emergency Alert แจ้งเตือนมาว่าฝนตกหนัก ให้ระวังเส้นทางอาจมีหินหล่นหรือดินถล่ม เรานี่เครียดเลย จะเป็นไรป่าวหว้า ข้าวก็หิว ฮ่าๆๆ แต่คนญี่ปุ่นนี่หน้าตาเรียบเฉยมากๆ เค้าบอกแค่ซ้อม ไม่ต้องตกใจ โอเครอดตัวไป ตกใจแทบแย่ว่าจะมีอันตรายหรือเปล่า 

สุดท้ายก็มาถึงจนได้กับร้าน Togari Onsen Penticton ร้านน่ารักมาก ตั้งแต่ทางเข้าที่มีรถคลาสสิคมาจอดเป็นจุดถ่ายรูป แต่ฝนตกมาปรอยๆ เราเลยรีบมูฟเข้าข้างในร้านกัน

จุดพักรถ Hanano Sta. Chikuma River 

ยกให้เป็นจุดพักรถที่สวยที่สุดตั้งแต่เคยเห็นมาเลยค่ะ คือมันดีมาก รายล้อมไปด้วยภูเขาที่บนบอดเขามีหิมะบางๆ ปกคลุมอยู่

แถมภายในจุดพักรถยังมีผัก ผลไม้ราคาย่อมเยาว์มาวางขายด้วยนะ มีร้านขนมเล็กๆ ตั้งเป็นบล็อกๆ ให้ได้ซื้อทานรองท้อง

Shinshu Fruit Land (กิจกรรมเก็บแอปเปิ้ล)

หลังจากแวะชมจุดพักรถกันเสร็จ เราก็จะพามาเก็บแอปเปิ้ลสดๆ จากต้นกันที่ “Shinshu Fruit Land” เมืองนาคาโนะ จังหวัดนากาโน ประเทศญี่ปุ่นที่นี่เป็นเหมือนจุดพักรถขนาดใหญ่ที่มีไร่แอปเปิ้ลให้นักท่องเที่ยวมาทำกิจกรรมเก็บแอปเปิ้ลกัน นอกจากนี้ยังมีของฝากและผลิตผลที่มาจากแอปเปิ้ลวางขายมากมาย

แอปเปิ้ลที่นี่เป็นพันธุ์อาคากิ จะไม่เปรี้ยว หวาน กรอบ แถมสดๆ จากต้น ราคาค่าเข้าเก็บก็ถูกมากกก จ่ายเพียง 440 เยน ประมาณ 130 บาท กินไม่อั้น 30 นาที แต่ใครอยากนำกลับบ้านด้วยก้จ่ายเพิ่มเป็น 870 เยน ประมาณ 270 บาท ทานได้ในสวนและเอากลับได้

พิกัด : Shinshu Fruit Land เมืองนาคาโนะ จังหวัดนากาโน

การเดินทาง : ลงทางด่วน Shinshu Nakano ขับตรงไป อยู่ขวามือ

 

หมู่บ้าน Obuse หมู่บ้านเกาลัด

หลังจากเก็บแอปเปิ้ลกันเสร็จแล้ว เราก็เดินทางไปชมเมือง Obuse เมืองแห่งเกาลัดกัน 

ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ หมู่บ้านเกาลัด “Obuse” เมืองที่เล็กที่สุดในจังหวัดนากาโน ถึงจิ๋วแต่แจ๋วนะ เอาใจคนชอบทานเกาลัดและอยากมาเดินชิลกับสารพัดร้านขนม เพราะมีร้านขนมที่มีเมนูเกาลัดและอื่นๆ ให้เลือกเพียบ มาเดินเล่นได้เพลินๆ เลย แถมทางเดินทำมาจากไม้เกาลัดด้วยนะ

มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก ยิ่งช่วงหน้าเกาลัดอย่างตอนที่เราไปนั้นคึกคักสุดๆ 

บ้านเมืองน่ารัก ถนนทางเดินก็น่ารักมากๆ ที่พิเศษมากๆคือ เรายังสามารถเข้าไปชมสวนสวยในบ้านของชาวบ้านได้อีกด้วย หากบ้านนั้นมีป้าย Welcome to my garden อยู่หน้าบ้าน บ้านทุกหลังยังเดินเชื่อมถึงกันได้หมดอีกด้วย เข้าไปชมสวนสวยๆ ถ่ายรูปได้จุใจเลย

แถมเดินทางมาก็ง่าย นั่งรถไฟชิงกันเซ็นจากสถานีโตเกียวมาประมาณ 1:30 ชั่วโมงเท่านั้น
ช่วงเที่ยว : เดือนกันยายน - ตุลาคม ของทุกปี
พิกัด : เมือง Obuse จังหวัด Nagano ประเทศญี่ปุ่น
การเดินทาง : รถไฟ shingansen จากสถานีโตเกียวมาลงนากาโน ใช้เวลาประมาณ 1:30 ชั่วโมง เปลี่ยนสายรถไฟ Naganodentetsu Line มาที่ Obuse


วันนี้ผ่านไปเร็วมาก เราขอเช็คอินเข้าที่พักกันเลย สำหรับที่พักคืนนี้ คืนนี้เราพักกันที่โรงแรม Hotel Metropolitan Nagano ในตัวเมือง Nagano City เลย ใกล้ๆ ที่พักยังมีแหล่งช้อปอย่างดองกี้โฮเต้


DAY 5

ศาลเจ้า Togakushi เมือง Nagano

วันนี้ตามแพลนเนื่องจากจริงๆ แล้วเราต้องไปเล่นซิปไลน์กัน แต่ด้วยอากาศไม่เป็นใจ ฝนตกหนัก ทุกคนเลยลงความเห็นกันว่าไม่ไปดีกว่า แต่ในใจเราอยากเล่นมาก ฮือออ เราเลยแวะมากันที่ศาลเจ้า Togakushi กันแทน นี่ก็เป็นวิวระหว่างทางเดิน มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ชมบ้างแล้ว สวยงามสุดๆ

ใบไม้เปลี่ยนสีที่ Kagami pond ทะเลสาบกระจกใน Togakushi

ฝนก็ยังคงตกไม่หยุด อากาศก็หนาวสุดๆ แต่เราก็ไม่หวั่น 555+ จริงๆ ที่นี่หากมีแดดและวันที่อากาศดีๆ เราจะมองเห็นวิวรอบๆ สะท้อนกับผืนน้ำด้านล่างได้แบบสวยงามสุดๆ จนกลายเป็นที่มาของทะเลสาบกระจกนั่นเอง แต่ในวันที่เราไปนั้น หมอกลงจัดเลยจ้า แต่ก็สวยงามไปอีกแบบ ต้นไม้รอบๆ ก็เริ่มเปลี่ยนสีกันแล้ว

มื้อกลางวัน Back Yashiromae Naosuke (โซบะนกเป็ดน้ำ)

หลังจากตะลุยกันมาตั้งแต่เช้า ก็ไปทานข้าวกันใกล้ๆที่ Back Yashiromae Naosuke ค่ะ เป็นโซบะนกเป็ดน้ำ เป็นเมนูแนะนำของที่นี่ มีทั้งแบบเผ็ดและไม่เผ็ด เราคนไทยกำลังอยากทานอะไรแซ่บๆ พอดีเลย ไม่ลังเลที่จะสั่งเลยค่ะ 

ชมวัด Zenkoji วัดขึ้นชื่อของจังหวัดนากาโน

หลังจากอิ่มท้องกันแล้ว เราก็เดินทางกันต่อ เราแวะมาชมวัด Zenkoji วัดขึ้นชื่อของจังหวัดนากาโน ซึ่งเป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

เราเข้ามาชมตึกหลักของวัด ชมประตูวัด และทำกิจกรรมหมุนที่เก็บหลักธรรมคำสอน ซึ่งที่นี้คุณไกด์คนญี่ปุ่นเล่าให้ฟังว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้มอบพระพุทธรูปไว้ให้ด้วยค่ะ วางตั้งบนแท่นบูชาอย่างดีคู่กับพระพุทธรูปของเค้าเลย แต่เราไม่สามารถถ่ายรูปมาให้ชมได้ค่ะ เค้ามีกฎว่าห้ามถ่ายรูป


จากนั้นเราก็ไปลอดอุโมงค์ศักดิ์สิทธิ์กันค่ะ ความยาวประมาณ 40 เมตร ที่ให้เราเดินลงไปเพื่อไปจับกุญแจของห้องที่มีพระพุทธรูปสำคัญประจำวัดนี้อยู่ ซึ่งเขาจะไม่เอามาให้เห็น ต้องมุดอุโมงเข้าไปจับกุญแจห้องนั้นเท่านั้น ซึ่งเราจะได้สัมผัสกับพระพุทธรูปเก่าแก่ของวัดนี้แบบใกล้ที่สุดแล้ว ขอบอกว่าเค้าเคร่งครัดมาก แม้แต่คนที่ไปไหว้ที่วัดยังมีม่านกั้น ห้ามถ่ายรูปอีกด้วย ขอบอกว่ามืดตึ๊ดตื๋อ มองไม่เห็นอะไรเลย มืดสนิท เราต้องใช้มือขวาคลำกำแพงเดินไปเรื่อยๆ ขนาดเพื่อนอยู่ข้างหน้าแบบติดๆ กันเรายังมองไม่เห็นเลย เราแอบกลัว ใช้อาศัยการบอกต่อๆ กันค่ะ พอใกล้ทางออกแล้วเพื่อนๆ ก็จะบอกต่อกันมาว่าจะถึงทางออกแล้วนะ พอออกมาแล้วคุณไกด์บอกว่าเราจะเหมือนได้เกิดใหม่ ตรงทางออกจะมีกระจกติดอยู่ แล้วเค้าก็บอกเราว่านี่คือคุณที่เกิดใหม่ ได้ชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ออกไปแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง

จากนั้นเราก็ไปหมุนหลักพระธรรมกันที่เค้าบอกว่าภายในบรรจุหลักพระธรรมไว้ถึง 30,000 ฉบับเลย แต่ถ้าเราหมุนหลักพระธรรมเ่ากับว่าเราได้อ่านพระธรรมทั้งหมดแล้ว ขอบอกว่าหนักมาก เราต้องใช้คนถึง 4 คนเลยค่ะ


DAY 6

Komoro Kaikoen (รถลากด้วยคน)

เดินทางกันต่อ ความสนุกยังรอเราอยู่ เราไปกันที่ Komoro Kaikoen ไปทำกิจกรรมรถลากด้วยคน และเดินชมธรรมชาติกันเพลินๆ

จากนั้นก็ไปร่วมทำกิจกรรมยิงธนูโบราณ ซึ่งที่นี่พิเศษจากที่อื่นคือคันธนูจะยาวมาก มีคุณครูคอยเทรนด์อย่างดีทุกขั้นตอน จากนั้นก็ลงสนามจริง หลายๆ คนยิงโดนค่ะ เก่งมากๆ เลย


Teishaba Garden คาเฟ่สไตล์สวนร่มรื่น

หลังจากทำกิจกรรมกันเหนื่อยๆ ออกมาจาก Komoro Kaikoen เราขอมานั่งพักเหนื่อยในคาเฟ่สุดน่ารักที่มีต้นไม้เต็มร้านไปหมดเลยที่ Teishaba Garden ด้านในมีเมล็ดพันธุ์พืช รากต้นไม้ต่างๆ ขายด้วย แถมมีโซนขายต้นไม้อีกด้วย เราอยากซื้อกลับมาก แต่ไม่รู้จะเอากลับอย่างไร เสียดายมากๆ ราคาไม่แพงเลยค่ะ ตกต้นละประมาณ 100 เยนเอง

เราสั่งเมนูคาปูชิโน่เย็นกับชีสเค้ก ขอบอกว่าอร่อยมากกก ทั้งกาแฟทั้งขนมเลย ใครผ่านมาละแวกนี้ คือต้องมาโดนเลยค่ะ อร่อยจริงๆ

Karuizawa Prince Hotel (ที่พักตากอากาศแห่งเมือง Karuizawa)

คืนวันที่ 6 นี้ เรียกได้ว่าเป็นคืนสุดท้ายของเราแล้ว วันนี้เรามูฟมาเข้ามาเยือนเมืองท่องเที่ยวอย่าง Karuizawa เรามาพักกันที่โรงแรม Karuizawa Prince Hotel ค่ะ ขอบอกว่าใหญ่มากๆ คือโซนที่เรานอนอยู่ลึกเข้าไปในโรงแรมไม่สามารถเดินได้ ต้องให้รถกอล์ฟไปส่ง ใหญ่จริงๆ อะไรจริง

เป็นห้องพักแบบ Cottage ให้นอนคนเดียวทั้งหลังเลย จริงๆ หลังหนึ่งพักได้ 4 คน แต่เราได้นอนคนเดียว ภายในมี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำค่ะ มีห้องนั่งเล่นตรงกลาง ทำจากไม้ทั้งหลังสไตล์ญี่ปุ่นชิคๆ


DAY 7

น้ำตก Shiraito (น้ำตกที่ไหลออกมาจากดิน)

จากนั้นเราก็ไปกับอีกหนึ่งที่เที่ยวสวยอย่างน้ำตก Shiraito เป็นน้ำตกที่ไหลออกมาจากดิน ปกติต้องใช้เวลา 6-8 ปีเลย แถมอุณหภูมิคงที่ตลอดทั้งปีประมาณ 15 องศา ในขณะที่หน้าหนาวน้ำตกอื่นๆ ทยอยแข็งเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว แต่น้ำตกชิระอิโตะจะไม่แข็งค่ะ อเมซิ่งมากๆ

เดินชิลๆ ทางเดินสบายมีน้ำไหลผ่าน ระหว่างทางก็มีใบไม้เปลี่ยนสีให้ชมตลอดทางเลย ธรรมชาติเค้าสวยงามจริงๆ ค่ะ

ไปชมภูเขาไฟ Azama (Mount Azama)

เป็นภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตอยู่ วันที่เราไปหมอกบังยอดมิดเลย แต่ก็ยังได้เห็นความสวยงามอยู่ค่ะ ด้านบนสามารถเดินเท้าขึ้นไปชมความสวยงามได้ ตามรายทางก็จะเห็นหินภูเขาไฟ เพราะที่นี่เคยระเบิดมาแล้วในอดีต

Kyu-Karuizawa Main Street

จากนั้นเราก็ไปเดินชิลๆ ย่านช้อปปิ้งน่าเดินกันที่ Kyu-Karuizawa Main Street เดินไปเดินมาเราก็หันมาเจอร้านซอฟต์ไอศครีม ร้านนี้เป็นร้านดังค่ะ เป็นมอคค่าซอฟต์เสิร์ฟ อร่อยอีกแล้ว เนื้อเนียนนุ่ม แถมกลิ่นมอคค่าหอมมาก กินท้าอากาศหนาวๆ กันเลย

Karuizawa Prince Shopping Plaza

ปิดท้ายทริปก่อนเดินทางกลับไทย เราแวะไปช้อปปิ้งกันที่ Karuizawa Prince Shopping Plaza เป็น Outlet เปิดใหม่ในเมืองคารุยซาว่า เมืองนากาโนะค่ะ อยู่ตรงข้ามสถานีคารุยซาว่าเลย ขอบอกว่าใหญ่มาก มีทั้งช้อปสินค้าแบรนด์เนม และแบรนด์ญี่ปุ่นเอง อลังการมาก ถึงกับต้องเปิด Map เดินกันเลยทีเดียว แต่เค้าไม่ให้ถ่ายรูปเลยไม่มีภาพมาฝาก พร้อมนั่งรถไฟกลับไปยังสนามบินฮาเนดะ บินลัดฟ้ากลับไทย


จบทริป เรียกได้ว่ายาวนานสุดๆ อีกสองเมืองน่าเที่ยวที่ไม่ได้เด่นไม่ไดดังอะไรมาก แต่มีสเน่ห์สุดๆ เลยอ่ะ แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าจ้า


ขอบคุณทริปดีๆ จาก Thaiinchu

Line ID : @Chillpainai ผู้ช่วยส่วนตัวเรื่องท่องเที่ยว หาข้อมูลเที่ยวได้ 24 ชั่วโมง

แค่พิมพ์ชื่อเมืองเช่น หัวหิน พัทยา เชียงใหม่ ก็ได้ข้อมูลทันที