ความเดิมตอนที่แล้วฮานะพาไปนั่งรถไฟยูฟูอินโนะโมริ ไปแช่น้ำร้อนที่เมืองเบปปุ และจากเบปปุเรานั่งรถไฟมาทาน ไก่ทอดราดซอสนัมบัง (chicken nanban) ที่จังหวัดมิยาซากิ วันนี้ฮานะจะพาเดินทางไปชมที่เที่ยวในจังหวัดมิยาซากิที่ไม่คิดว่าจะมีแบบนี้ด้วยในญี่ปุ่น จะเป็นอย่างไรไปชมกันต่อเลยค่ะ


(สามารถติดตามย้อนหลังได้ที่นี่>>นั่งรถไฟตะลุย คิวชู ประสบการณ์มันส์ๆ 6 วัน 5 คืน ตอนที่ 1 นั่งรถไปยูฟูอินโนะโมริไปแช่ออนเซ็นที่เบปปุ

Day 2

หลังจากทานข้าวเสร็จเราก็มีแพลนไปดูน้องม้าที่ Cape Toi ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองมิยาซากิประมาณ 90 กิโลเมตร ซึ่งฮานะแนะนำว่าควรเช่ารถขับเที่ยวดีกว่าค่ะ เพราะที่เที่ยวค่อนข้างตั้งห่างกันมากๆ ส่วนใครที่อยากไปโดยรถสาธารณะสามารถนั่งรถบัสไปได้ โดยรถบัสจะมีให้บริการที่สถานี Kushima 


ส่วนเราเลือกขับรถเที่ยวค่ะ จากเมืองมิยาซากิ เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงประตูทางเข้า Komadome Gate โดยรถที่เข้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมคันละ 400 เยน (ประมาณ 120 บาท) ถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์คันละ 100 เยน (ประมาณ 30 บาท) พอขับเข้ามาปุ๊บก็เริ่มเห็นน้องม้ายืนกันตามทางประปราย บางตัวลงมาเดินบนถนนแบบเจ้าถิ่นกันเลยค่ะ รถของเราต้องหยุดให้เขาค่อยๆ เดินผ่านไป ใครที่จะขับมาที่นี่ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยนะคะ เพราะเป็นทางขึ้นเขามีโค้งมากมาย


ก่อนเราจะไปชมน้องม้าฮานะจะพาไปชมประภาคาร (Cape Toi lighthouse) ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาความสูง 250 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล  ค่าเข้าชมเพียง 200 เยนเท่านั้น(ประมาณ 60 บาท) ประภาคารแห่งนี้ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยทางทะเลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 รวมอายุตอนนี้ก็ 88 ปีแล้วค่ะ และที่นี่ยังเป็นประภาคารแห่งเดียวในเกาะคิวชูที่สามารถเข้าไปชมด้านในได้ด้วย


บรรยากาศเหมือนในซีรีส์ญี่ปุ่นเลยค่ะ ฮานะชอบมากๆ อากาศดี สามารถมองวิวได้แบบ 360 องศา 

จากประภาคารเราก็ขับรถไปตามหาน้องม้ากันต่อ ขับมาไม่นานก็เจอน้องม้ากำลังเดินเล็มหญ้าอยู่ที่ทุ่ง Komatsu ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวทั้งภูเขาด้านหน้าคือท้องทะเลที่กว้างไกล ถ้าฮานะไม่รู้จักที่นี่มาก่อนอาจจะคิดว่าภาพนี้คือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งในยุโรปเลยล่ะค่ะ 

ซึ่งน้องม้าเหล่านี้เรียกว่าม้ามิซากิ เป็นม้าขนาดเล็กสูงประมาณ 130 เมตร อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ว่ากันว่าม้าเหล่านี้เป็นลูกหลานของเหล่าม้าที่อยู่ในกองทัพของตระกูล Manabe ที่ปกครองเขตนี้ในสมัยปลายศตวรรษที่ 16 หรือในยุคเอโดะ 

น้องม้าที่นี่เขานิสัยน่ารักค่ะ เขาอยู่เป็นกลุ่ม แต่ถ้าใครจะไปถ่ายรูปแนะนำว่าอย่ายืนด้านหลังน้องม้าเพราะเขาอาจจะเตะเราได้

จาก Toimisaki เราเดินทางไปยัง Kirishima Royal Hotel ที่พักของเราในคืนนี้ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองคิริชิมะ อีกหนึ่งเมืองออนเซ็นที่ล้อมรอบด้วยภูเขาในจังหวัดคาโงชิมะ ทางตอนใต้ของเกาะคิวชู ซึ่งที่นี่เป็นที่พักสไตล์เรียวกังพร้อมออนเซ็นภายในโรงแรมค่ะ การเดินทางแนะนำว่าเช่ารถขับจะสะดวกสุดเพราะที่พักไม่มีรถสาธารณะหรือรถไฟผ่าน แต่ถ้าไม่เช่ารถก็นั่งรถไฟมาลงสถานี Kirishima-Jingu แล้วเรียกแท็กซี่มาก็ได้ค่ะ

ห้องที่เราจะนอนคืนนี้เป็นแบบ Western-style room ขนาด 36 ตารางเมตรกว้างขวางมากๆ  พักได้ 4 คน และยังมองเห็นภูเขาจากหน้าต่างห้องนอนอีกด้วย

โดยฮานะจองแบบรวมอาหารเช้าและอาหารเย็นบุฟเฟ่ต์ราคาประมาณ 4000 กว่าบาท/คน/คืน ค่ะ อาหารเย็นของที่นี่เรียกว่าจัดเต็มมากๆ มีอาหารให้เลือกทานเยอะทั้งแบบญี่ปุ่นและแบบตะวันตกอิ่มอร่อยมากๆ 

หลังจากทานข้าวเสร็จแล้วก็ขอไปแช่ออนเซ็นผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าในการเดินทางกันก่อนนะคะ จะได้หลับสบาย


Day 3

ตอนเช้าหลังจากเช็คเอาท์จากที่พักแล้วเราก็เดินทางกันต่อ วันนี้เราจะไปชม Kirishima Open Air Museum ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะกลางแจ้งจะเก๋ไก๋ขนาดไหนตามไปชมกันเลยค่ะ


การเดินทางไปยัง Kirishima Open Air Museum  สามารถเดินทางด้วยรถสาธารณะได้ โดยนั่งรถบัสจากสถานีรถไฟ Kurino มาได้ค่ะใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีเท่านั้น 


ด้านหน้า Kirishima Open Air Museum มีผลงานที่ชื่อว่า Flowers of Shangri-La ของ Kusama Yayoi ศิลปินหญิงชื่อดังชาวญี่ปุ่นตั้งอยู่บริเวณทางเข้า

ภายใน Kirishima Open Air Museum จะแบ่งเป็นส่วนกลางแจ้งจัดแสดงนิทรรศกาลถาวรและส่วนในร่มที่อยู่ภายใน Art Hall จัดแสดงนิทรรศกาลหมุนเวียน พิพิธภัณฑ์เปิดทำการวันอังคาร-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 9.00-17.00 น. 


ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์


Art Hall ที่จัดแสดงนิทรรศกาลหมุนเวียน ดีไซน์เป็นทรงสี่เหลี่ยมเหมือนตู้คอนเทนเนอร์ ตั้งอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าสีเขียว

เดินออกจาก Art Hall มาก็เจอสิ่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเลยค่ะ กับผลงานที่ชื่อว่า Male/Female ของศิลปินชาวอเมริกัน Jonathan Borofsky ซึ่งถ้าเราลองเดินรอบและมองขึ้นไปในแต่ละมุมจะไม่เหมือนกัน บางมุมก็มีรูปร่างเป็นผู้ชาย บางมุมก็มีรูปร่างเป็นผู้หญิง

จากนั้นก็ไปเดินเข้าป่ากันค่ะ เพราะผลงานศิลปะอื่นๆ จะถูกซ่อนอยู่ในป่าโดยมีงานศิลปะให้เราไปตามหาทั้งหมด 23 ชิ้นงาน โดยเขาจะมีแผนที่บอกพิกัดของที่ตั้งชิ้นงานแต่ละชิ้นให้

ฮานะชอบชิ้นนี้ที่สุดเลยค่ะ ผลงานที่ชื่อว่า Forest Observatory โดยศิลปินชาวฟินแลนด์ Casagrande & Rintala ซึ่งทำเป็นประติมากรรมสีขาวท่ามกลางป่าสีเขียว

ภายในสามารถเดินเข้าไปได้มีที่นั่งให้นั่งชมงานศิลปะและถ่ายรูปเก๋ได้ด้วย

ส่วนผลงานชิ้นนี้ชื่อว่า  In the Beginning โดย Dani Karavan ศิลปินชาวอิสราเอล เขาทำเป็นอุโมง์ทางเดินสีน้ำตาลที่สามารถเดินไปชมวิวภูเขาได้ด้วย


จาก Kirishima Open Air Museum เราเดินทางไปยังสถานีรถไฟ Yoshimatsu เพื่อไปขึ้นรถไฟขบวน Isaburo & Shinpei ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานการออกแบบของคุณเอจิ มิโตะโอกะ ที่มีสองชื่อเพราะเขาจะแบ่งเป็น 2 ขบวนค่ะ ถ้าขบวนที่วิ่งจากสถานี Yoshimatsu  ไปยังสถานี Hitoyoshi และ Kumamoto จะใช้ชื่อว่า Shinpei ส่วนขบวนที่วิ่งจาก Hitoyoshi และ Kumamoto มายัง Yoshimatsu  จะชื่อว่า Isaburo โดยทั้งสองชื่อนี้ตั้งชื่อตามบุคคลสองท่านที่อุทิศชีวิตให้แก่การพัฒนาสายรถไฟในยุคเมจิ


รถไฟขบวนนี้ของเราคือขบวน Shinpei 2 ที่จะเดินทางไปยังสถานี  Hitoyoshi  ค่ะ

ภายนอกรถไฟใช้สีแดงเข้มดูเรโทรมากๆ พอเข้าไปข้างในจะเน้นใช้สีเหลือง ที่นั่งทำจากไม้บุด้วยผ้า นั่งสบายมีโต๊ะตรงกลางสามารถวางขนม วางน้ำได้ด้วยค่ะ 

โดยรถไฟขบวนนี้จะใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 16 นาที ซึ่งเขาไม่ได้วิ่งทีเดียวถึงนะคะ แต่จะแวะจอดตามสถานีต่างๆ ให้เราลงไปถ่ายรูป

โดยสถานีแรกที่จอดคือสถานี Masaki ตัวสถานีทำจากไม้บรรยากาศเรโทรมากๆ 

สถานีนี้จะมีพ่อค้าแม่ค้านำของมาขายทั้งผักผลไม้สดๆ ขนม ของกิน และของแฮนด์เมดที่บรรดาโอบ้าซังเขาทำเองน่ารักมากๆ ค่ะ ราคาไม่แพงด้วย

สถานีนี้มีระฆังให้ตีด้วยค่ะ ว่ากันว่าเป็นระฆังแห่งความสุขถ้าตีแล้วเราจะได้พบเจอแต่ความสุข

จากสถานี Masaki รถวิ่งแบบ Switchback ย้อนหลังเพื่อถอยกลับมาแล้ววิ่งไปอีกทางเพื่อไปยังสถานี Yataka รถไฟวิ่งมาเรื่อยๆ ไต่ไปตามความสูงของภูเขาและค่อยหยุดที่จุดนี้ค่ะ ซึ่งเป็นจุดที่สามารถชมวิวภูเขาคิริชิมะซึ่งพาดผ่านที่ราบสูงเอบิโนะได้อย่างสวยงามมากๆ และวิวนี้ก็ติดอันดับ 1 ใน 3 วิวจากหน้าต่างรถไฟที่สวยงามของญี่ปุ่นอีกด้วย

จากนั้นรถไฟก็มาจอดที่สถานี Yatake ซึ่งสถานีนี้มีโรงเก็บหัวรถจักรไอน้ำให้เราได้เข้าไปชมด้วย

จากสถานี Yatake รถไฟจะวิ่งวนลูปรอบภูเขาเพื่อไปยังสถานี Okoba สถานีนี้ฮานะชอบมากๆ เพราะเชื่อกันว่าถ้าใครนำนามบัตรมาแปะไว้ที่สถานีนี้จะทำให้ประสบความสำเร็จในเรื่องการงาน ซึ่งพอมาถึงสถานีก็เจอนามบัตรแปะเต็มไปหมดเลยค่ะ 

จุดหมายปลายทางของขบวนของเราคือสถานี Hitoyoshi ค่ะ พอลงรถปุ๊บเราก็ต้องเดิมข้ามมาอีกฝั่งเพื่อที่จะไปขึ้นรถไฟอีกสายนั่นก็คือขบวน Kawasemi Yamasemi ที่จอดรอเราอยู่ที่ชานชาลาฝั่งตรงข้าม

Kawasemi Yamasemi เป็นรถไฟขบวนใหม่ล่าสุดของเจอาร์คิวชู ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการไปเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ.2560 เป็นรถไฟที่มีสองตู้โดยสารโดยตู้แรกชื่อ Kawasemi สีน้ำเงิน และ Yamasemi สีเขียว โดยชื่อของรถไฟขบวนนี้มาจากชื่อนกกระเต็นสองสายพันธุ์ค่ะ

รูปนกกระเต็น Kawasemi สีฟ้า

ตู้ Yamasemi สีเขียว

พอเข้ามาข้างในก็ตกตะลึงกับการตกแต่งที่หรูหราสวยงามมากๆ ค่ะ ฮานะยกให้เป็นขบวนที่สวยที่สุดที่ฮานะนั่งมาเลย โดยภายในตู้ Kawasemi และ Yamasemi เขาจะตกแต่งโทนสีแตกต่างกัน โดย Yamasemi ภายในเป็นสีเหลืองทอง บนเพดานเป็นลายใบไม้สีเขียว เบาะที่นั่งบุด้วยผ้าโทนสีเขียว มีที่นั่งริมหน้าต่างให้ชมวิวรถไฟได้อย่างเต็มตา

ฮานะชอบการออกแบบเบาะที่นั่งมากๆ ลายตารางเก๋ไก๋ เข้ากับรถไฟสุดๆ

เดินไปดูตู้  Kawasemi สีฟ้าบ้างค่ะ สวยงามไม่แพ้กันเลย

มีเคาน์เตอร์ให้บริการขายอาหารและของที่ระลึก

ส่วนข้าวกล่องรถไฟที่ชื่อดังของสถานี Hitoyoshi ก็ต้องนี่เลยค่ะข้าวกล่องเกาลัด ที่บรรจุอยู่ในกล่องรูปทรงเกาลัดสีแดง พอเปิดมาก็เจอข้าวที่มีเครื่องเคียงโปะหน้ามา ทั้งรากบัว บุก กุ้ง ลูกชิ้น และเกาลัด รสชาติจะหวานๆ ทานกับข้าวที่มีรสเค็มนิดๆ เข้ากันมากๆ ค่ะ

วิวจากหน้าต่างรถไฟที่จะวิ่งเลาะไปตามริมแม่น้ำคุมะสีเขียวที่มีภูเขาพาดผ่าน (แนะนำว่าเลือกฝั่งขวาจะเห็นวิวแม่น้ำคุมะที่สวยงาม)

รถไฟแวะให้มาถ่ายรูปที่สถานี Sakamoto

เราใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 41 นาทีรถไฟก็มาถึงสถานีคุมาโมโต้แล้วค่าาาา พอมาถึงก็เจอคุมะมงมาต้อนรับโอ๊ยยยน่ารัก อยากจิอุ้มกลับบ้านมากๆ 


เป็นเมืองที่มองไปทางไหนก็เจอแต่คุมะมงเต็มเมืองเลยค่ะ 

หลังจากที่ทักทายคุมะมงกันแล้วก็ถึงเวลาไปตระเวนเที่ยวที่เที่ยวในเมืองกัน เราเริ่มต้นที่สวนซุยเซจิ (Suizenji Koen) การเดินทางจากสถานีคุมาโมโต้นั่งรถรางสาย A ไปลงสถานี Suizenji Koen ค่ารถ 150 ตลอดสาย 

สวนซุยเซจิ เพิ่งเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2560 นี้เองค่ะ จากที่ปิดไปเพราะเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ที่คิวชู ซึ่งตอนที่ฮานะไปนั้นกลับมาสมบูรณ์แล้วแต่ก็ยังเห็นเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาซ่อมแซมอยู่ ประวัติสวนแห่งนี้สร้างโดยตระกูล Hozokawa ประมาณศตวรรษที่ 17 โดยเป็นสวนที่จำลองสถานที่สำคัญในญี่ปุ่นทั้งภูเขาไฟฟูจิ แม่น้ำบิวะ มาไว้ที่นี่ 

เด็กๆ ที่สนุกกับการปีนภูเขาฟูจิจำลอง

มีศาลเจ้าภายในสวนด้วยค่ะ

นึกถึงเสาโทริที่ฟูชิมิอินาริ เกียวโตเลยค่ะ

ค่าเข้าชมสวน 400 เยนค่ะ เวลาเปิดให้บริการทุกวันเวลา 7.30 - 18.00 น. ในเดือนมีนาคม - เดือนตุลาคม และเวลา 8.30 - 17.00 น. ในเดือนพฤศจิกายน - เดือนกุมภาพันธ์


จากสวนซุยเซจิ เราเดินทางต่อไปยังปราสาทคุมาโมโต้ แต่สามารถชมได้แค่ด้านนอกเพราะปราสาทได้รับความเสียหายรุนแรงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว จึงไม่เปิดให้เข้าชม โดยทางเมืองมีแพลนจะซ่อมแซมส่วนหลักภายใน 3 ปี แต่ถ้าจะให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมอีกครั้งต้องใช้เวลาประมาณ 20 ปีเลยค่ะ

แม้จะไม่ได้เข้าชมปราสาทคุมาโมโต้แต่เราก็ได้มาเดินชิลที่ Sakuranobaba Johsaien ซึ่งเป็นศูนย์ช้อปปิ้งที่เขาทำเป็นแบบเมืองเก่าอยู่ข้างๆ กับปราสาท ภายในมีร้านขายของฝากและร้านอาหารให้เลือกมากมาย

และร้านที่เราจะมาทานกันในวันนี้คือร้านนี้ค่ะ Amakusa Kaishoku Maruken เป็นร้านที่มีเมนูขึ้นชื่อคือ Uni-Korokke หรือ โคร็อกเกะไข่หอยเม่น 

ฮานะสั่งชุด Zeitaku-Gozen Meal มาค่ะ 3,024 เยน ประมาณ 900 กว่าบาท ในเซ็ตก็มีทั้ง โคร็อกเกะไข่หอยเม่น เทมปุระ มิโสะซุป ซาชิมิ ไข่หอยเม่นครีมชีส สลัดเนื้อ

นี่แล่ะค่ะ โคร็อกเกะไข่หอยเม่น ถ้าใครที่ชอบไข่หอยแม่นแนะนำร้านนี้เลยค่ะ ด้านนอกจะกรอบ ส่วนด้านในจะเป็นมันฝรั่งบดที่ผสมไข่หอยเม่น ทานกับข้าวสวยร้อนๆ ฟินเลยค่ะ

ทานอาหารเสร็จก็นั่งรถรางเพื่อไปเช็คอินที่ที่พัก

โดยคืนนี้เราพักกันที่ Hotel Route Inn Kumamoto-eki ทำเลดีมากๆ ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีคุมาโมโต้เลยค่ะ ที่พักมีอาหารเช้าและมีห้องอาบน้ำสาธารณะให้บริการด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องครบครัน ห้องนี้เป็นแบบทวินพักได้ 2 คน ราคาประมาณ 13,500 เยน/คืน ประมาณ 4,000 บาท


ค่ำคืนนี้เราหลับสบายไปกับเมืองสุดน่ารักคุมาโมโต้ ที่ถึงแม้จะผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้ว แต่เมืองก็พยายามที่จะฟื้นฟูตัวเองอย่างเต็มที่และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสความน่ารักของเมืองนี้อีกครั้ง เรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ยังไม่จบนะคะ รอติดตามตอนสุดท้ายของทริปนั่งรถไฟตะลุย คิวชู ประสบการณ์มันส์ๆ  6 วัน 5 คืน กันได้เลยเพราะตอนนี้เราจะพาไปเที่ยวเมืองนางาซากิรับรองว่าคุณจะต้องหลงรักแน่ๆ 


ติดตามตอนต่อไปคลิกที่นี่เลย>>นั่งรถไฟตะลุย คิวชู ประสบการณ์มันส์ๆ 6 วัน 5 คืน ตอนที่ 3 นางาซากิเมืองนี้ที่หลงรัก



Line ID : @Chillpainai ผู้ช่วยส่วนตัวเรื่องท่องเที่ยว หาข้อมูลเที่ยวได้ 24 ชั่วโมง

แค่พิมพ์ชื่อเมืองเช่น หัวหิน พัทยา เชียงใหม่ ก็ได้ข้อมูลทันที