ใครชอบเที่ยวทะเล เราเชื่อว่า 'หลีเป๊ะ' คือจุดหมายปลายทางในฝันที่อยากไปสักครั้ง (หรือหลายครั้ง) แม้ว่าจะไกลแค่ไหนก็อยากไปอยู่ดี ที่นี่ทั้งน้ำทะเลสวย สีฟ้าใส ใต้ทะเลนี่อย่าให้พูดเลยค่ะ ต้องไปชมเองกับตา บอกได้เลยว่า สวรรค์ของคนที่รักการดำน้ำจริงๆ
ใครอยากไปสัมผัสความงามทะเลใต้บ้าง ตามเรามาเลยจ้า

06

 



วันนี้เราขอออกเดินทางกันเร็วหน่อยเพราะทริปนี้ต้องใช้เวลาเดินทางนานนิดนึง ถ้าจะให้ดีควรเลือกไฟลท์บินเช้าๆ มาลงหาดใหญ่ซัก 9 โมงกำลังดี จากนั้นก็ใช้บริการรถตู้ไปส่งที่ท่าเรือปากบารา จ.สตูล ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้นก็จัดการซื้อตั๋วเรือให้เรียบร้อยแล้วลงเรือรอบ 11:30 น.
ระหว่างทางไปยังเกาะหลีเป๊ะ เรือจะแวะ 15 นาทีให้ได้ลงไปถ่ายรูปชิคๆ กับซุ้มประตูหินธรรมชาติที่ 'เกาะไข่' ไฮไลท์ดังของจ.สตูลเค้าล่ะ 

จากนั้นก็ไปต่อค่ะ พอถึงหลีเป๊ะก็ได้เวลาเช็คอินเข้าที่พักพอดี คืนแรกเราขอนอนแบบชิคๆ ชิลๆ ที่ "บ้านเพียงพอโฮสเทล หลีเป๊ะ" ที่พักน่ารักมว้ากกก ถูกใจเราสุดๆ แค่ก้าวเท้าเข้ามาก็เจอกับบริเวณล็อบบี้ที่มีมุมนั่งเล่นหลากหลายมุม ทั้งโต๊ะเก้าอี้ไม้ Bean bag หรือจะเป็นโต๊ะนั่งกับพื้น บอกได้คำเดียวว่าเลิ้ฟเลย ที่นี่จะตกแต่งด้วยไม้ แบบใกล้เคียงธรรมชาติและแอบแซมของตกแต่งสีสันสดใส ทำให้บรรยากาศเข้ากับซัมเมอร์แบบนี้มากเลยค่ะ

ไปค่ะ เราไปสำรวจห้องพักกันหน่อย ห้องพักที่นี่ทำให้เราคิดถึงบ้านน้อยๆของฮอบบิท เป็นห้องเล็กๆ รูปทรงกระป๋องยกสูงจากพื้นเล็กน้อย แต่ละหลังทาสีสันสดใสไม่ซ้ำกัน ตั้งเรียงรายกันอยู่ในสวนเขียวๆ มีต้นไม้ปกคลุมห้องพัก ช่วยบังแดดให้ที่พักร่มรื่นดีค่ะ โดยห้องพักจะมีโซนเงียบซ้อนอยู่ด้านใน เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ความเป็นส่วนตัว และจุดเด่นของที่นี่คือถึงแม้จะได้ชื่อว่าจะเป็นโฮสเทล แต่เป็นห้องพักสำหรับ 2 คน ไม่ใช่ห้องนอนรวมเหมือนโฮสเทลอื่นๆ เป็นห้องพัดลมที่ไม่มีห้องน้ำในตัว แต่ไม่ต้องกังวลนะคะเพราะห้องน้ำจะแยกชาย-หญิง แถมมีการเพ้นท์ลวดลายการ์ตูนน่ารักกุ๊กกิ๊ก และใกล้กับห้องพักมากๆ ไม่ต้องเดินไกลเลย

พอรู้ตัวอีกทีก็ท้องร้องซะแล้ว เราอยากหาร้านอาหารริมทะเล จะได้ซึมซับความชิลกันซะหน่อย เลยได้มาเจอกับร้าน "ซันไรส์บีชเรสเตอรองก์ (Sunrise Beach Restaurant)" ตั้งอยู่ติดหาดซันไรส์ตามชื่อเลยจ้า ที่นี่มีอาหารหลากหลายสไตล์ แต่จะเน้นที่อาหารไทยเป็นหลัก รสชาติอร่อยสุดๆ แบบต้องยกนิ้วให้ แถมบรรยากาศยังเป็นใจ เพราะร้านนี้เป็นแบบเปิดโล่ง ใช้โต๊ะไม้ตั้งกับผืนทราย ส่วนหลังคามุงจาก สามารถชมวิวทะเลไปด้วย กินข้าวไปด้วย บอกเลยว่าฟินมาก เราเลยสั่งอาหารกันมาแบบจัดเต็มจริงๆ แล้วได้คุยกับพี่เจ้าของร้านถึงได้รู้ว่าเป็นคนทำอาหารเองกับมือทุกจาน และให้บริการแบบเป็นกันเอง ลูกค้าบางคนก็สนิทกันมาก เพราะกลับมาทานที่นี่ทุกปี จนเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน

เมื่ออาหารมาแล้วเราก็ไม่รีรอขอลงมือทานก่อนนะค้า โดยเริ่มจากซิกเนเจอร์ของที่นี่ก่อนเลย นั่นก็คือ ปลาอินทรีย์ราดซอสซันไรส์ รสชาติจะกลมกล่อม มีทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม ครบรสเลยทีเดียว ทานคู่กับข้าวผัดสับปะรดปู คือดีงามมม นอกจากนี้ยังมีหมี่เหลืองผีดซีอิ๊ว หมึกชุบแป้งทอดกระเทียม ต้มยำทะเลรวมมิตร และปิดท้ายด้วยของหวานประจฤดูร้อนอย่างข้าวเหนียวมะม่วงค่ะ เรียกได้ว่าเป็นมื้อแรกของหลีเป๊ะที่ประทับใจมาก แอบกระซิบบอกนิดนึงว่าปกติร้านนี้จะเต็มตลอด ถ้าโทรมาจองโต๊ะล่วงหน้าได้ก็จะดีมากค่ะ โทร.083-6575719

 
ทานกันอิ่มแล้วเราก็แวะเดินเล่นที่หาดซันไรส์ไม่นานก่อนจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องพัก เพราะเย็นนี้เรามีคิวไปเดินเล่น เดินกิน เดินช้อปปิ้งกันที่ Walking Street ค่าาาา สีสันยามค่ำคืนของเกาะหลีเป๊ะ ที่นักท่องเที่ยวทุกคนห้ามพลาด!

แต่ก่อนอื่นเราได้ข่าวมาว่ามีร้านอาหารซีฟู้ดสไตล์ชาวเลแท้ๆ แถมอยู่ใกล้ Walking Street ด้วย งานนี้มีหรือจะพลาด เราเลยออกเร็วนิดนึงเพื่อไปเยือน "บาร์ราคูด้าบาร์แอนด์เรสเตอรองก์ (Barracuda Bar & Restaurant)" พิกัดคืออยู่ที่ถนนอุเส็น หลังหาดซันไรส์ ใกล้กับ Walking Street นิดเดียว ร้านนี้จะเปิดตอนเย็นตั้งแต่ 6 โมงถึงสี่ทุ่ม แค่ชื่อก็น่าสนใจแล้วค่ะ คำว่า บาร์ราคูด้า เป็นชื่อของปลาทะเลชนิดหนึ่ง อาหารร้านนี้จึงเป็นสไตล์ชาวเลแท้ๆ และเพราะอยู่ใกล้หมู่บ้านชาวประมงนิดเดียว จึงได้วัตถุดิบแบบสดใหม่ทุกวัน แถมยังได้พ่อครัวเจ้าถิ่น ที่จะให้คุณได้ลิ้มรสชาติท้องถิ่นแท้ๆ 

อย่างหมึกผัดน้ำดำ จะเป็นการนำหมึกของปลาหมึกมาผัดกับพริกไทยดำและเครื่องปรุงอื่นๆ ทำให้รสชาติกลมกล่อมสุดๆ ส่วนกุ้งผัดซอสแดงเป็นกุ้งผัดกับซอสต้นตำหรับของทางใต้ ได้รสเผ็ดนิด เค็มหน่อย เข้ากันดี นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ ที่ช่วยยืนยันความเป็นทะเล๊ทะเล อย่างเช่น ชาวเลสลัด อาหารหาทานยาก เป็นปลาอินทรีย์สดคลุกเคล้ากับเครื่องยำ และปลามงเหลืองย่าง ต้มยำชาวเล หมึกย่าง และปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มจากบาร์ มีทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค็อกเทล และน้ำผลไม้ปั่นเย็นๆ ชื่นใจ


 
จากนั้นเราไปต่อกันที่ Walking Street ค่ะ ได้ยินเสียงเล่าลือมาว่ามีร้านอาหารเด็ดๆ โรตีอร่อย และบาร์บรรยากาศดีหลายร้าน เลยขอเดินเที่ยวกันยาวๆ จากต้นถนน ไปสุดถนนที่หาดพัทยาเลยค่ะ บรรยากาศก็เดินเล่นเพลินๆ มีร้านรวงมากมาย ทั้งร้านอาหาร ของกินเล่น ของที่ระลึกสไตล์ทะเลๆ น่ารักดี รวมไปถึงอุปกรณ์เล่นน้ำ ตั้งแต่ชุดว่ายน้ำ ถุงกันน้ำ ไปจนถึงหน้ากากดำน้ำและตีนกบเลยค่ะ และที่สำคัญเราไม่พลาดโรตีเจ้าดังรสชาติเด็ดดวง ทานคู่กับชาชักหอมๆสิ รับประกันความฟิน 



เดินเล่นจนทั่วแล้วเรากลับไปนอนพักเอาแรง เพราะพรุ่งนี้เรามีกิจกรรมสนุกๆให้ทำกันค่ะ

และกิจกรรมที่มาหลีเป๊ะแล้วไม่ทำนี่ถือว่าพลาดอย่างแรงก็คือออ.. ดำน้ำ นั่นเอง เช้านี้เราเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับท้าแดดและลมทะเล เพราะเราจะมีไปทัวร์ดำน้ำ ทั้งรอบใน-รอบนอกในวันเดียวแบบจัดเต็มเลย ซึ่งที่นี่สามารถดำน้ำได้ทั้งแบบ snorkeling และ scuba diving แต่สายชิลอย่างเรา ขอแบบดำน้ำตื้นลอยตัวเหนือน้ำก็พอค่ะ ว่าแล้วก็ลงเรือเลยดีกว่า จะพาเราไปตะลุยโลกใต้ทะเลกัน! 

เริ่มต้นกันแบบเบาๆ ด้วยการพาไปโฉบให้เราชม ‘หาดทรายขาวกลางทะเล’ หาดทรายขาวที่โผล่พ้นเหนือน้ำ อยู่บริเวณด้านหน้า Mountain Resort ที่หาดซันเซ็ท ซึ่งเจ้าหาดทรายนี้จะเกิดขึ้นแค่บางช่วงเท่านั้นคือระหว่างเดือนธันวาคม-เมษายน และเราโชคดีมากจริงๆ ที่ได้มาเจอ

จากนั้นเราไปต่อกันที่ไฮไลท์เด็ดที่เรือทุกลำต้องพานักท่องเที่ยวไปดำน้ำที่จุดนี้ ‘ร่องน้ำจาบัง’ ร่องน้ำที่ไหลผ่านระหว่างเกาะจาบังกับเกาะอาดัง ซึ่งเป็นจุดที่น้ำไหลเชี่ยว แต่เป็นจุดเดียวที่จะสามารถเห็น ‘ปะการังเจ็ดสี’ คือเป็นแหล่งดำน้ำที่สมบูรณ์มากจนสามารถเห็นปะการังหลากสีสัน

เจอจุดแรกไปก็ปลื้มสุดๆ เราไปต่อกันที่เกาะมหัศจรรย์ เกาะที่ไม่มีทรายแม้แต่เม็ดเดียว แต่เต็มไปด้วยหินสีดำวิบวับเมื่อโดนคลื่น นั่นก็คือ ‘เกาะหินงาม’ ที่เกาะแห่งนี้คนมักนิยมมาถ่ายรูปเล่นเป็นที่ระลึก สมัยก่อนจะชอบมีคนมาวางก้อนหินซ้อนกันจนปัจจุบันทางอุทยานต้องสั่งห้ามเพราะหากหินแตกขึ้นมาอาจเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวได้ค่ะ ด้านหลังเกาะหินงามยังเป็นอีกหนึ่งจุดดำน้ำที่น่าสนใจด้วย
เล่นน้ำกันเพลินจนลืมเวลา นึกขึ้นได้ก็ผ่านไปครึ่งวันแล้ว เราจึงได้แวะทานอาหารกลางวัน พร้อมชมวิวงามๆ จากมุมสูงที่ ‘เกาะรอกลอย’ ที่เกาะแห่งนี้มีจุดชมวิวที่เดินขึ้นไปเดี๋ยวเดียวก็ถึง แต่ต้องบอกเลยว่าภาพที่จะได้เห็นนั้นสวยอย่าบอกใคร เพราะจะได้เห็นทะเลแหวกเชื่อมเป็นหาดจนสามารถเดินได้ ระหว่างเกาะรอกลอยไปยังเกาะดง


เมื่ออิ่มแล้วเรานั่งเรือผ่านแลนด์มาร์กอีกแห่งของที่นี่ที่มักจะเห็นในโปสการ์ด ‘เกาะหินซ้อน’ เป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีหินขนาดใหญ่ทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ซ้อนกันราวกับมีคนมาจับวาง เป็นวิวที่แปลกตาดีเหมือนกัน
ใครยังมีแรงเหลือไปดำน้ำหน้าหาดกันที่ ‘อ่าวลิง' ของเกาะดงได้เลยจ้า ส่วนใครอยากพักผ่อนชิลๆ บ้างก็มีหาดทรายสวยๆ มีชิงช้าให้ได้ถ่ายรูปเล่น ที่อ่าวนี้ยังเป็นที่อยู่ของลิงแสมจำนวนมาก ซึ่งมักจะออกมาทักทายนักท่องเที่ยว (แถมขอกินขนมด้วยนะเออ) จึงเป็นที่มาของชื่ออ่าวค่ะ


เราปิดท้าย One Day Trip ของเราที่ ‘เกาะราวี’ ที่ที่หลายคนอาจจะคุ้นๆ กับภาพต้นไม้ใหญ่ล้มลงนอนอยู่บนหาดทรายขาวๆ ตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าใส น่าถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกสุดๆ


 
ดำน้ำกันจนเต็มอิ่มแล้ว คืนนี้เราเปลี่ยนที่พักไปนอนริมหาดกันบ้างค่ะ จะได้ใกล้ชิดทะเลต่ออีกหน่อย ที่ ‘ภูริตรารีสอร์ท’ ที่พักโลเคชั่นดี ตั้งอยู่ริมผา หันหน้าเข้าหาทะเล แถมยังมีหาดส่วนตัว ซึ่งอยู่ระหว่างหาดซันไรส์กับซันเซ็ท เราเลยขอนอนห้อง Seaview ซะเลย โดยห้องพักแต่ละหลังจะมีระเบียงส่วนตัว พร้อมโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งเล่น นั่งกินอะไรเพลินๆ ภายในห้องพักก็ตกแต่งน่ารักไม่เหมือนใคร ด้วยลวดลายที่ฝาผนังซึ่งแต่ละห้องจะไม่ซ้ำกัน รวมถึงบรรยากาศรีสอร์ทที่ร่มรื่น เต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ แต่ละห้องก็มีความเป็นส่วนตัว อีกทั้งภายในห้องก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบเลยค่ะ ลูกค้าของที่นี่ถ้าอยากปั่นจักรยานหรือพายคะยัก เขามีบริการฟรีด้วยนะ




หลังจากเช็คอินเข้าที่พักเรียบร้อย เราก็พร้อมสำหรับดินเนอร์ริมทะเลแล้วจ้า!
 ที่ภูริตรารีสอร์ทมีร้านอาหารด้วยค่ะ ชื่อว่า Shambala Restaurant บริการทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง ส่วนที่เราจะทานกันวันนี้คือ ‘BBQ Dinner Set’ จะเรียกว่าเซ็ทก็ไม่เชิง เพราะเป็นอาหารซีฟู้ดแบบเสิร์ฟไม่อั้น ใครยังไม่อิ่มก็สั่งมาทานได้เรื่อยๆ ซึ่งอาหารทะเลที่มีในแต่ละวันอาจไม่เหมือนกัน เพราะจะเน้นความสดใหม่ โดยจะมีตั้งแต่กุ้งเผา ปลาหมึกย่าง ปลาหมึกนึ่งมะนาว ปลาโอย่าง ปลากระบอกต้มส้ม และข้าวผัดปู ส่วนน้ำจิ้มก็มีให้เลือก 2 แบบ เลือกจิ้มได้ตามใจเลยจ้า



นอกจากนี้ใครอยากดื่มอะไรเย็นๆ ที่นี่ก็มี ‘Lalla Bar’ ที่บริการเครื่องดื่มหลากหลาย โดยจะมีสองส่วนคือที่ชายหาดและใกล้ร้านอาหาร ซึ่งมีทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค็อกเทล น้ำผลไม้ ไปจนถึงกาแฟ


วันนี้เรามีความมุ่งมั่นว่าอยากตื่นแต่เช้าไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่หาดซันไรส์ ตอนเช้าๆ บรรยากาศดีมาก มีลมเย็นๆ พัดผ่านตลอด หาดนี้จะมีเรือมาจอดเยอะที่สุดในเกาะ เพราะอยู่ใกล้หมู่บ้านชาวประมง พอสายหน่อยก็ออกทะเลกันไปหมด เช้านี้เลยมีเพื่อนมาดูพระอาทิตย์ขึ้นเยอะทีเดียว ...แล้วก็สวยงามอย่างที่เขาร่ำลือจริงๆค่ะ พระอาทิตย์ขึ้นเป็นฉากหลังสุดอลังการให้กับเรือประมงมากมายในอ่าว เราเลยขอแชะภาพถ่ายรูปคู่กับเรือลำใหญ่ที่สุดบนเกาะ เพิ่งเคยเห็นเรือไม้ที่ลำใหญ่ขนาดนี้ครั้งแรกเลยค่ะ




เดินเล่น ถ่ายรูปกันเสร็จแล้วก็กลับเข้าที่พักไปเก็บของพร้อมเช็คเอ้าท์ เพราะเราจะขึ้นเรือรอบบ่ายกันค่ะ แต่ก่อนขึ้นเรือกลับเราขอแว้บไปหาอะไรทานก่อน เผื่อขึ้นเรือไปแล้วหิวเนอะ เราเดินเล่นไปตาม walking street แล้วเจอร้าน ‘Elephant Coffee House and Bar’ ร้านกาแฟที่เสิร์ฟอาหารอเมริกันแบบครบครัน ทั้งแซนด์วิช พิซซ่า เบอร์เกอร์ สลัด แถมเปิดตั้งแต่เช้า ใครอยากดื่มกาแฟพร้อม American Breakfast แท้ๆ ก็มาลองที่ร้านนี้ได้ 



ส่วนยามบ่ายอากาศร้อนอยากจะเลือกดื่มสมูธตี้ ไอศกรีม หรือของหวานก็มีเช่นกัน บรรยากาศภายในร้านเป็นกันเอง เหมือนนั่งทานอาหารที่บ้านเพื่อน มีหนังสือและบอร์ดเกมส์ให้นั่งเล่น นั่งอ่าน พลางฟังเพลงไปด้วยชิลๆ พอตกเย็น อีเลเฟ่นจะผันตัวเองไปเป็นบาร์ มีดนตรีสด เสิร์ฟเครื่องดื่มหลากหลายเมนู และจุดเด่นของร้านนี้อยู่ที่ใครๆ ก็สามารถร่วมร้องเพลง เล่นดนตรีกันได้ในคอนเซปต์ ‘If you are in the bar, you are in the band’ น่ารักถูกใจมากเลยจ้า เสียดายที่ไม่ได้มาชิลร้านนี้เมื่อคืน คราวหน้าจะมาใหม่ละกันนะ ได้เวลาขึ้นเรือและต้องบอกลาเกาะหลีเป๊ะซะแล้ว.. หน้าร้อนปีหน้าก็ต้องมาที่นี่อีกครั้งให้ได้เลย


 



 03ชิไปไหน



Line ID : @Chillpainai ผู้ช่วยส่วนตัวเรื่องท่องเที่ยว หาข้อมูลเที่ยวได้ 24 ชั่วโมง

แค่พิมพ์ชื่อเมืองเช่น หัวหิน พัทยา เชียงใหม่ ก็ได้ข้อมูลทันที