วันหยุด เสาร์  อาทิตย์ได้พักเหนื่อยจากการทำงานที่วุ่นวายสักทีก็อยากจะออกไปนอนมองภูเขาและสายหมอก แนบกายใกล้ชิดกับธรรมชาติ คิดได้ดังนั้นเลยชวนแก๊งค์เพื่อนสนิทไปพักผ่อนชิลๆ ที่เขาใหญ่ กับที่พักสุดชิลท่ามกลางธรรมชาติที่กำลังมาแรงตอนนี้ ลาลา มูก้า เต้นท์ รีสอร์ต เขาใหญ่ 


การเดินทางมายัง ลาลา มูก้า เต้นท์ รีสอร์ต เขาใหญ่  ใช้ถนนมิตรภาพแล้วเลี้ยวเข้าสู่ถนนผ่านศึก-กุดคล้าตรงร้านแดรี่โฮม มวกเหล็ก จากนั้นขับตรงมาประมาณ 23 กิโลเมตรเกือบออกถนนธนะรัชต์ก็จะพบ ลาลา มูก้า เขาใหญ่ ตั้งอยู่ทางขวามือค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางเข้าจากถนนธนะรัชต์ได้ โดยขับเลยปาลิโอเขาใหญ่มา จะพบสามแยกกุดคล้า ก็ให้เลี้ยวขวาทางที่จะไปมวกเหล็ก ขับมาประมาณ 200-300 เมตรก็จะพบลาลา มูก้า  ตั้งอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนใครที่ไม่มีรถส่วนตัวสามารถนั่งรถประจำทางมาลงตัวเมืองปากช่องโดยจะมีรถรับส่งจากตัวเมืองปากช่องมายังที่พักวันละ 2 รอบคือรอบเวลา 11.30 น. และ เวลา 14.30 น.


 
เมื่อเดินมาถึงล๊อบบี้เพื่อเช็คอินก็ประทับใจกับการตกแต่งสไตล์ซาฟารีที่โอบล้อมด้วยทิวเขาท่ามกลางธรรรมชาติจริงๆเลยล่ะค่ะ สอบถามพนักงานถึงความหมายของชื่อรีสอร์ท ก็ได้คำตอบว่า "ลาลา มูก้า" แปลว่าผ่อนคลาย  มาจากภาษาของชนเผ่าในแอฟริกาใต้  การตกแต่งของรีสอร์ทเน้นให้มีความกลมกลืนกับธรรมชาติทั้งสีสันและวัสดุที่นำมาใช้ การมาพักผ่อนที่ลาลามูก้าเป็นการเข้าพักสไตล์ซาฟารี ในรูปแบบ Glamping ซึ่งก็คือการเข้าไปอยู่ในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของสัตว์ แต่ยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่าการไปแคมป์ปิ้งในรูปแบบปกติทั่วไป 


 
ก่อนจะไปเข้าที่พักเราก็ขอมาทานอาหารกลางวันที่ร้าน Jabulani มีความหมายเช่นกันคะ หมายถึงความสุขค่ะ เป็นร้านอาหารหนึ่งเดียวภายในรีสอร์ท ตัวร้านอาหารจะแบ่งเป็นสองโซนค่ะ คือโซนห้องแอร์ และโซนเอาท์ดอร์ ที่มีวิวภูเขาล้อมรอบให้ชมกันแบบฟินๆ Jabulani จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 7.00-21.30 น. ในวันอาทิตย์-วันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์-วันเสาร์ เปิดตั้งแต่เวลา 7.00-22.00 น.    Jabulani  เปิดให้บริการกับทั้งกับลูกค้าที่พักภายในรีสอร์ทและลูกค้าทั่วไป เพราะฉนั้นใครที่ไม่ได้พักที่นี่ก็สามารถมานั่งทานอาหารได้เลยค่ะ แค่ได้นั่งทานอาหารชมวิวชิลๆ ของที่นี่ก็คุ้มแล้วล่ะค่ะ 


 
ใครกลัวร้อนก็เลือกนั่งโซนห้องแอร์ด้านในได้ แต่วันนี้อากาศดีมากๆ เราเลยขอนั่งชมวิวภูเขา สูดอากาศดีๆ ด้านนอก


วันนี้เรามากันเยอะเลยขอจัดเต็มอาหารอร่อยให้เต็มที่ ซึ่งที่นี่เขามีเมนูให้สั่งมากมายทั้งอาหารไทยและอาหารต่างชาติ เมนูที่เราสั่งมาทานในวันนี้ได้แก่ ข้าวผัดเนื้อเค็มไข่ดาว ข้าวผัดรสชาติไทยๆ อร่อยด้วยเนื้อเค็มที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ทอดกรอบ ทานกับไข่ดาวอร่อยมากๆ, สปาเก็ตตี้ปลาสลิด รสชาติจัดจ้าน มีเนื้อปลาสลิดทอดเหลืองกรอบ เป็นการผสมผสานอาหารอิตาเลียนและอาหารไทยเข้ากันได้อย่างดี, สเต็กปลาแซลม่อน ที่เขาใช้เนื้อปลาแซลม่อนชิ้นโตนำไปกริลล์ให้สุกกำลังดี ทานกับผักโขม มันบด ซอสเนยมะนาวที่ช่วยเพิ่มรสชาดของเนื้อปลาให้อร่อยยิ่งขึ้น, ต้มแซ่บกระดูกหมูอ่อน รสชาดแซ่บแบบไทย กระดูกหมูเปื่อยอร่อยมากๆ ค่ะ, ลาลา มูก้าสลัด สลัดสไตล์ลาลา มูก้าที่ใช้ผักสลัดเรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค เนื้อส้ม แอ๊ปเปิ้ลเขียว อัลมอนด์ ราดด้วยน้ำสลัดสูตรของทางร้านที่ผสมส้ม ทำให้ได้รสชาดเปรี้ยวอมหวานและหอมกลิ่นส้ม ปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มอย่างน้ำอัญชันมะนาวช่วยคลายร้อน และ สวีทลาลา มูก้าลาเต้ กาแฟลาเต้ร้อนที่แยกเลเยอร์มาในแก้วสวยงาม โดยมีส่วนผสมของคาราเมล นม กาแฟ ให้รสนุ่มละมุนกลมกล่อม

   
 
ทานอาหารกันจนอิ่มก็ถึงเวลาเข้าห้องพักแล้วค่ะ โดยที่พักของที่นี่เขาจะมี 3 แบบคือ Eco Safari Tents เต็นท์แบบห้องน้ำรวมจำนวน 18 หลัง, Deluxe Savana Tents เต็นท์ห้องน้ำส่วนตัวจำนวน 9 หลัง และ Loft Tree House บ้านบนต้นไม้จำนวน 4 หลัง ทริปนี้ของเราเลือกจองมาแบบ  Deluxe Savana Tents  และแบบ Loft Tree House  เพราะมีคนที่อยากจะนอนเต็นท์และแบบบ้านต้นไม้ เราเลยแยกจองเพื่อจะได้สัมผัสอารมณ์ทั้งสองแบบ โดยทางเจ้าหน้าที่จะพาเรานั่งรถกอล์ฟเพื่อเข้าไปยังโซนห้องพักผ่านระบบประตูอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้เข้าพัก 


ในระหว่างทางก่อนจะไปถึงห้องพักของเรา จะต้องผ่าน  Eco Safari Tents ก่อนค่ะ ก็เลยขออนุญาตเจ้าหน้าที่ไปเก็บภาพของ Eco Safari Tents  และห้องน้ำรวมมาให้เพื่อนๆ ได้ชมกัน


 
Eco Safari Tents เป็นเต็นท์ที่พักแบบใช้ห้องน้ำรวมมีทั้งหมด 18 หลัง มีพื้นที่ทั้งหมด 32 ตารางเมตร แต่ละเต็นท์จะตั้งเป็นกลุ่มล้อมรอบลานแคมป์ไฟ สามารถพักได้ 2 ท่านและเสริมเพิ่มได้ 1 ท่าน สิ่งอำนวยความสะดวกภายในเต็นท์มีทั้ง ทีวี แอร์ ตู้เย็น และยังมี มินิบาร์และของว่างที่ทางรีสอร์ทจัดเตรียมไว้ให้ทานฟรีทั้งหมดเลยคะ ส่วนของใช้ส่วนตัวภายในห้องมีให้ครบครันแทบจะไม่ต้องนำอะไรมาเลยคะ 

 
บรรยากาศเหมือนมาแคมป์ปิ้งจริงๆ เลยค่ะ




สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน


 
ในส่วนห้องน้ำรวมจะแยกส่วนหญิงชาย มีห้องอาบน้ำ 6 ห้องและห้องสุขา 5 ห้อง ภายในสะอาด สะดวกสบาย มีไดร์เป่าผม แชมพู ครีมอาบน้ำพร้อมเลยค่ะ   
 

 
มาถึงแล้วค่ะเต็นท์ที่เราจะพักกันในวันนี้ Deluxe Savana Tents มีทั้งหมด 9 หลัง พื้นที่ทั้งหมด 42 ตารางเมตร พักได้ 2 ท่าน และสามารถเสริมเพิ่มได้ 1 ท่าน


 
เปิดเข้าไปภายในเต็นท์ตกแต่งหรูหราน่านอนมากๆ ใช้วัสดุธรรมชาติในการตกแต่งเป็นหลัก มีห้องน้ำในตัว และภายในห้องพักเพียบพร้อมไปด้วย ทีวี แอร์ ตู้เย็น มินิบาร์และของว่างที่ทางรีสอร์ทจัดไว้ให้ทานฟรีทั้งหมด  อุปกรณ์และของใช้ส่วนตัวมีให้ครบครัน  ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าแตะ รองเท้าใส่ในที่พัก อุปกรณ์ชงชากาแฟ กาน้ำร้อน ตู้นิรภัย พัดลม หมวก ร่ม ถุงผ้าใส่ของ ไฟฉาย อุปกรณ์ไล่ยุงและแมลง



เป็นเต็นท์ที่สะดวกสบายมากๆ ค่ะ แอร์ก็เย็นฉ่ำไม่ต้องกลัวว่าจะร้อน


ห้องน้ำกว้างขวางแยกส่วนเปียกและส่วนแห้ง มีระบบน้ำร้อนน้ำเย็น แชมพู ครีมอาบน้ำ ผ้าขนหนู เสื้อคลุมอาบน้ำมีให้บริการพร้อมเลยค่ะ 


 
หลังจากส่งเพื่อนร่วมทริป เราก็ไปยังห้องพักที่จะพักคืนนี้ คือห้องพักแบบ Loft Tree House ที่เราก็จองมาในทริปนี้ด้วย ลักษณะเป็นบ้านที่สร้างขึ้นท่ามกลางกลุ่มต้นไม้ใหญ่ที่เก๋ไก๋น่านอนมากๆ ค่ะ


 
ตัวบ้านจะมีหลังคาสูง และชั้นลอยที่เป็นห้องใต้หลังคา สามารถพักได้ถึง 4 ท่าน สิ่งอำนวยความสะดวกมีครบอีกเช่นกัน 



ห้องนอนบนชั้นลอยดีไซน์เป็นห้องใต้หลังคา มีหน้าต่างที่เชื่อมต่อไปยังหอดูดาวได้


 
หอดูดาวที่เชื่อมต่อกับห้องใต้หลังคาและมีบันไดเดินขึ้นมาเหมาะกับการมานั่งดูดาวชิลๆ ยามค่ำคืน



มีอ่างอาบน้ำสุดสวีตตรงกลาง และแยกห้องน้ำแบบฝักบัวและห้องสุขา 

 
 
บ้านทุกหลังจะมีเปลนอนตาข่ายให้นอนอ่านหนังสือรับลมชิลๆ อากาศที่นี่ดีมากๆ ค่ะ นอนแล้วไม่อยากลุกเลย และที่ถูกใจที่สุดคือสัญญาณไวไฟที่แรงมากคะ


หลังจากเก็บของเข้าที่พักเสร็จเราก็ไปผ่อนคลายด้วยการว่ายน้ำชมวิวภูเขาที่สระว่ายน้ำส่วนกลางสวยงามประทับใจมากๆ


 
ถึงเวลาดินเนอร์แล้วค่ะ  วันนี้เรามากันหลายคนมื้อเย็นนี้เราเลยตัดสินใจสั่งบาร์บีคิวแบบคอมโบเซ็ทที่มีเนื้อสันนอกออสเตรเลีย พอร์คช็อป  แซลม่อน ไส้กรอกรวม กุ้งแม่น้ำ เบค่อนพันเห็ดเข็มทอง มันฝรั่ง ฟักทอง ข้าวโพด บาร์บีคิว หมู เนื้อ ไก่ และมิกซ์สลัด โดยราคาบาร์บีคิวเซ็ตนี้จะอยู่ที่ 2,500 บาท สามารถทานได้ 3-4 ท่านเลยล่ะค่ะ 


 
นั่งปิ้งบาร์บีคิวพร้อมกับชมภาพพระอาทิตย์ที่กำลังลับเหลี่ยมทิวเขา ซึ่งเราขอยกให้ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดแห่งหนึ่งในเขาใหญ่เลยค่ะ แอบเสียดายที่ไม่เห็นค้างคาวที่จะบินออกหากินในช่วงพลบค่ำ เพราะเหมือนจะมีฝนตก ทำให้ค้างคาวไม่ออกมาหากินตามเวลาปกติในช่วงเย็น


ยังไม่หมดเท่านั้นเราเดินหน้าสั่งอาหารต่อ เพราะติดใจในรสชาติอาหารของที่นี่ที่อร่อยทุกเมนู เราสั่งต้มยำกุ้งแม่น้ำ ซี่โครงหมูอบน้ำผึ้ง ลาบปลาทูน่า และตบท้ายด้วยขนมหวาน บราวนี่ที่เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมและวิปปิ้งครีม แต่ละเมนูขอยกนิ้วให้เลยค่ะ เพราะอร่อยทุกเมนูเลยค่ะ

  
 
วันนี้เราโชคดีที่มาตรงกับเทศกาลวันหยุดทางที่พักได้มีการจัด Boma Drink โดยเนรมิตรบริเวณแคมป์ไฟให้กลายเป็นสถานที่นั่งจิบเครื่องดื่มสุดโรแมนติก มีบีนแบ็กให้เอนกายนอนชมดาว หรือจะมานั่งมองตาสวีตกับคู่รักก็โรแมนติกมากๆ เลยค่ะ


 
เราเลยขอนั่งชิลสั่งค็อกเทล Tequila Sunrise มาทานคู่กับมินิเบอร์เกอร์ เบอร์เกอร์แป้งชาโคลเนื้อหมู ทานกับซอสเทอริยากิ  และกุ้งผีเสื้อ ซึ่งเป็นกุ้งชุบเกล็ดขนมปังรองด้วยหมี่เหลืองทอดกรอบอร่อยมากๆ


 
เครื่องดื่มดีๆ อาหารอร่อย และบรรยากาศชิลๆ แบบนี้อยากให้คืนนี้ยาวนานไม่อยากให้เช้าเลยล่ะค่ะ ซึ่งใครที่อยากจะมาสัมผัสบรรยากาศ  Boma Drink แบบนี้มาได้ในช่วงวันหยุดตามเทศกาลหรือโทรสอบถามกับทางที่พักได้เลยค่ะ


 
ค่ำคืนแสนพิเศษได้ผ่านไป เช้านี้เราเลยตื่นมาสัมผัสอากาศเย็นๆ ยามเช้าและหมอกขาวที่เข้ามาปกคลุม 
 

 
เติมพลังยามเช้าด้วย MORNING COFFEE ชุดกาแฟสดและเบเกอรี่ที่เสิร์ฟให้ถึงที่พักกันเลยค่ะ เป็นบริการพิเศษสำหรับบ้านต้นไม้โดยเฉพาะ 


 
จากนั้นไปทานอาหารเช้ากันต่อที่ห้องอาหาร Jabulani ซึ่งอาหารเช้าจะเป็นเซ็ตให้เลือกสั่งได้มากมายทั้งชุดอเมริกันเบรคฟาสท์ หรือใครจะสั่งผัดไทยมาทานยามเช้าก็สั่งได้เลย นอกจากนี้ยังมีชา กาแฟ โยเกิร์ต นม คอนเฟลก น้ำผลไม้ ผลไม้สด แพนเค้ก ให้ทานกันอย่างไม่อั้นอีกด้วย


 
อากาศดีแบบนี้หลังทานอาหารเสร็จเลยแอบไปงีบเอาแรงสักหน่อย ก่อนจะเก็บของเพื่อเตรียมเช็คเอาท์ออกจากที่พัก


 
แต่ก่อนกลับเลยขอฝากท้องสั่งอาหารอร่อยทานที่ Jabulani เป็นมื้อกลางวัน เติมพลังก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ กันค่ะ 


 
มื้อสุดท้ายที่ลาลา มูก้า เราเลยขอจัดหนักจัดเต็มกันซะหน่อยกับ ขาหมูทอด ที่เขาใช้ขาหมูชิ้นใหญ่ ทานกับมันบด และผักสลัด, น้ำพริกกุ้งสดพร้อมผักเคียง ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมากๆ ค่ะ, ต้มยำข่าไก่ไข่เจียวรสชาติกลมกล่อม และซัลซ่ากับขนมปังมะกอกดำ เป็นของทานเล่นที่อร่อยไม่เบา

  
 
 
ที่พักบรรยากาศดี อาหารก็อร่อย บริการก็ประทับใจ ครั้งหน้าถ้ามาเขาใหญ่อีกต้องมาพักที่นี่อีกแน่ๆ ค่ะ ใครอยากมาสัมผัสการนอนเต็นท์ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามแบบนี้ก็มาได้เลยที่ ลาลา มูก้า เต้นท์ รีสอร์ต เขาใหญ่ หรือจะมานั่งทานอาหารอร่อยในบรรยากาศชิลๆ ที่ห้องอาหาร Jabulani ก็แวะมากันได้เลยค่ะ แล้วคุณจะประทับใจจนอยากกลับมาอีกครั้งเหมือนที่เรากำลังอยากกลับไปในตอนนี้

ที่ตั้ง : 
ลาลา มูก้า เต้นท์ รีสอร์ต เขาใหญ่ 515 หมู่ 5 ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
ราคา : 2,835 - 9,600 บาท
โทร : 044 300 691
http://lalamukha.com
https://web.facebook.com/lalamukha