เมื่อเอ่ยชื่อ “สวนผึ้ง” ภาพติดตาของคนยุคนี้
คงหนีไม่พ้นฝูงแกะ รีสอร์ทน่ารักๆ ธรรมชาติ
สวยงาม อากาศดี แต่เชื่อไหมล่ะว่า ถ้าเราลอง
ย้อนเวลาไปสัก 20-30 ปีดูสิ สวนผึ้งคือดินแดน
แห่งเหมืองแร่ที่เฟื่องฟูแห่งหนึ่งของเมืองไทย
เคยมีเหมืองแร่อยู่ถึง 49 เหมืองเลยทีเดียว
วันนี้เราจะพาคุณย้อนไปทำความรู้จักกับ
สวนผึ้ง
ในอดีตกัน

 
 
ก่อนอื่น รู้ไหมว่า....
ทำไมถึงชื่อ “สวนผึ้ง”

    ในอดีตสมัยที่สวนผึ้งยังเป็นป่าทึบ ที่นี่เป็นแหล่งที่
มีผึ้งอาศัยอยู่จำนวนมากโดยเฉพาะผึ้งหลวง มีต้นไม้
ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ผิวลำต้นเรียบเกลี้ยง สีขาวนวล
สูงชะลูด มักจะมีผึ้งชอบมาอาศัยทำรัง แต่ละต้นก็จะ
มีรังผึ้งมากมายเป็นสิบเป็นร้อยรัง ต้นไม้ชนิดนี้เรียกว่า
ต้นชวนผึ้ง หรือต้นยวนผึ้ง หรือเรียกสั้นๆ ว่าต้นผึ้ง
ทำให้พื้นที่แถบนี้ดูเหมือนสวนที่เต็มไปด้วยผึ้ง จึงเป็น
ที่มาของชื่อสวนผึ้งนั่นเอง แต่ปัจจุบันต้นไม้ชนิดนี้
หายากเต็มที มีอยู่ในเขตนอกป่าเพียง 27 ต้นเท่านั้น

ส่วนเรื่องเหมืองแร่ที่สวนผึ้งนั้น คงพอจะแบ่งได้ 4 ยุค คือ


ยุคแรกเริ่ม

   ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โน่นเลย สมัยนั้นกรรมกรชาวจีน
โพ้นทะเลหลั่งไหลกันเข้าไปในต.สวนผึ้ง เพื่อขุดแร่ดีบุก
จนในปี พ.ศ.2438 มิสเตอร์ เอช.วาริงตัน สมิธ ชาวอังกฤษ
ที่เข้ามารับราชการตำแหน่งรองเจ้ากรมโลหะกิจและภูมิวิทยา
ได้เข้ามาสำรวจทางธรณีวิทยาและหาสายแร่ดีบุกที่สวนผึ้ง
6 ปีต่อมารัฐบาลจึงได้ออกพระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่
มีทั้งชาวต่างชาติและขุนนางไทยที่เข้ามาทำกิจการเหมืองแร่
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
ทรงเห็นควรเปิดอนุญาตให้ราษฎรร่อนแร่ได้อย่างทั่วถึงด้วย
จนกระทั่งพอเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 กิจการเหมืองแร่มีอัน
ซบเซาและหยุดชะงักลงในที่สุด







ยุคฟื้นฟู

   กิจการเหมืองแร่ที่สวนผึ้งถูกฟื้นฟูกลับมาใหม่อีกครั้ง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อแร่ดีบุกทางกาญจนบุรี
เริ่มเหลือน้อย จึงมีการไปสำรวจหาแหล่งแร่เก่าแถวเขา
กระโจมอีกครั้ง และสร้างเหมืองแร่ที่ทันสมัยกว่าในอดีต
มีการย้ายคนงานจากเหมืองที่กาญจนบุรีมาทำงานบน
เขากระโจม ทั้งยังมีหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 20 ของ
ทหารเข้าไปพัฒนาสวนผึ้ง ตอนนั้นถนนเข้าไปสู่
สวนผึ้งยังเป็นเพียงทางเกวียน เป็นอุปสรรคในฤดูฝน
ยังไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำภาชีด้วยซ้ำไป จึงมีการปรับปรุง
เส้นทางจากอ.จอมบึงเข้าไปสู่กิ่งอำเภอสวนผึ้ง ระยะทาง
30 กม. และสร้างสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำภาชีเสร็จใน
ปี พ.ศ. 2512





ยุครุ่งเรือง
  
        พ.ศ. 2522 ราคาดีบุกโลกขยับตัวสูงขึ้น กิจการเหมืองแร่ที่สวนผึ้ง
คึกคักมาก ประชากรชาวเหมืองเพิ่มมากขึ้น กิ่งอำเภอสวนผึ้งจึงยกฐานะ
เป็นอำเภอ โดยในปี พ.ศ. 2524 สวนผึ้งมีเหมืองแร่ทั้งชนิดเจาะสูบ หาบ
แล่น และอุโมงค์ รวมกันถึง 49 เหมืองเลยทีเดียว กล่าวได้ว่าระหว่าง
พ.ศ.2522-2528 เป็นยุคทองของชาวเหมืองแร่สวนผึ้ง เกิดเป็นชุมชน
รอบๆ เหมืองแร่ มีการสร้างโรงเรียนสินแร่สยาม โรงเรียนรุจิรพัฒน์ เพื่อให้
ลูกๆ หลานๆ และเด็กชายขอบมีโอกาสเรียนหนังสือ รวมถึงบริจาคเงิน
ทำนุบำรุงศาสนาฯ

   


    ค้นพบธารน้ำร้อนบ่อคลึง
   
สมัยที่คุณประยูร โมนยะกุล ทำกิจการเหมืองแร่อยู่แถวบ่อคลึง ได้พบตาน้ำร้อน
เล็ก ๆ อยู่ใต้โคลนซึ่งมองดูคล้ายแหล่งน้ำซับธรรมดา แต่อุณหภูมิสูงกว่าเล็กน้อย
จนเมื่อรื้อซากไม้และดินโคลนออกดู จึงพบตาน้ำร้อนหลายตาผุดอยู่ใต้หิน จึงได้
จัดวางก้อนหินเป็นเขื่อนกั้นไม่ให้น้ำเย็นไหลมาปะปน
บังคับน้ำให้ไหลสู่ด้านล่าง
เกิดเป็นธารน้ำร้อนที่สวยงาม ดูเหมือนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่แท้จริงแล้ว
มันคือการพัฒนาด้วยกำลังคน กำลังทรัพย์ และกำลังใจอย่างมหาศาล


 
ยุคร่วงโรย
  
   พ.ศ.2528 ราคาดีบุกจากกิโลกรัมละ 150 บาท
เหลือเพียงกิโลกรัมละ 60 บาท ราคาแร่ตกต่ำจน
ไม่คุ้มทุน เจ้าของเหมืองต่างทยอยกันปิดกิจการ
รัฐบาลจึงได้ยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ในสวนผึ้ง
ในปี พ.ศ.2534 เป็นอันปิดฉากเหมืองแร่ที่สวนผึ้ง
นับแต่นั้นเป็นต้นมา...



 
 
แผนที่แสดงตำแหน่งของเหมืองแร่


นี่ก็คือเรื่องราวในอดีตของสวนผึ้งที่นำมาฝากกันในวันนี้
คอยติดตาม Time Machine Journey โดย พิณวิตร
ได้ใหม่ ในโอกาสหน้า
สวัสดีครับ




เรื่อง :            พิณวิตร
เจ้าของภาพ : อ.สุรินทร์ เหลือละมัย
                     คุณเทอดศักดิ์ โมนยะกุล



Line ID : @Chillpainai ผู้ช่วยส่วนตัวเรื่องท่องเที่ยว หาข้อมูลเที่ยวได้ 24 ชั่วโมง

แค่พิมพ์ชื่อเมืองเช่น หัวหิน พัทยา เชียงใหม่ ก็ได้ข้อมูลทันที